ความยุติธรรมและความเสมอภาคที่แท้จริงไม่มีในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเลือกข้างและกำหนดจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...
3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ
2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์
1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์
สด จาก เอเชียอัพเดท
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
แถลงการณ์ของนายจักรภพ เพ็ญแข เรื่อง "นายอำพล ตั้งนพกุล"เสียชีวิต
แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข
เรื่อง “นายอำพล ตั้งนพกุล” หรือ “อากง” เสียชีวิต
วันอังคารที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ผมรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างลึกซึ้งต่อข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ “นายอำพล ตั้งนพกุล” หรือ “อากง” ที่พวกเรารู้จักกันดีในฐานะเหยื่อของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การเสียชีวิตของ “อากง” ได้สั่นสะเทือนความรู้สึกของคนไทยและชาวโลกที่กำลังเพ่งมองประเทศไทยว่า ยังมีความยุติธรรมและความเป็นธรรมหลงเหลือในคำว่ากระบวนการยุติธรรมหรือไม่ การพิสูจน์ทราบว่า “อากง” เสียชีวิตเพราะอะไร จะเป็นเพราะการกลั่นแกล้งรังแก หรือจงใจเจตนาให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกแบบแผนของผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่เวลาจะพิสูจน์ทราบต่อไป แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย หรือคดีใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจรัฐตัวจริง ย่อมอยู่ในภาวะอันตรายและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงทั้งสิ้น
ผมขอให้ดวงวิญญาณของ “อากง” ได้โปรดไปสู่สุคติภพและได้ดลบันดาลให้พวกเราที่ยังเหลืออยู่ประสบชัยชนะในการต่อสู้เชิงโครงสร้างของสังคมไทย ไม่เห็นแก่การรอมชอมแบบตื้นเขินที่ไม่มีความหมายใดๆ ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย และมุ่งตรงไปสู่การยกระดับอำนาจและความเสมอภาคของประชาชนชาวไทยด้วยเถิด และขณะเดียวกันขอให้พี่น้องชาวประชาธิปไตยทั้งไทยและต่างประเทศได้ช่วยขยายความ กระจายข้อมูล และชี้ประเด็นอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นธรรมนี้ไปสู่มวลชนต่างๆ ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ขอให้การเสียชีวิตของ “อากง” ได้กลายเป็นอนุสาวรีย์ใหม่ช่วยให้เราทุกคนข้ามน้ำไปสู่ฝั่งที่เราพึงประสงค์ได้ในเร็ววันด้วยเทอญ.
แถลง ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕
นายจักรภพ เพ็ญแข
*****************************************************************************
"อากง" เหยื่อ ม.112 เสียชีวิตคาเรือนจำ
"อากง SMS" เสียชีวิตแล้ว ในโรงพยาบาลเรือนจำพิเศษฯ
วันนี้ (8 พ.ค.55) เวลาประมาณ 10.30น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากอานนท์ นำภา ทนายความสำนักราษฎรประสงค์ว่า อำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือเป็นที่รู้จักในทางสาธารณะในนามว่า "อากง" ผู้ต้องขังคดี 112 ได้เสียชีวิตลงแล้วในเช้าของวันนี้ที่สถานพยาบาลภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
ก่อนหน้านี้ อำพลได้ถูกแจ้งข้อหาว่าได้ส่ง SMS ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวน 4 ข้อความไปยังเลขานุการส่วนตัวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.53 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่หลังจากอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการเมื่อวันที่ 18 ม.ค.54 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ต่อมา เมื่อวันที่ 23 พ.ย.54 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินจำคุกนายอำพลเป็นระยะเวลา 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ทนายความของนายอำพล ได้ดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าตัวต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัว
(11.45น.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก รพ.ราชทัณฑ์ ว่า ประชาชนที่ทราบข่าวทยอยมารอรับศพนายอำพล ขณะที่ภรรยาของนายอำพลเข้าไปดูศพสามีพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมราชทัณฑ์
***************************************************************************
ทนายอากงเผย อากงปวดท้องหนักตั้งแต่วันศุกร์ เพิ่งได้ตรวจวันจันทร์
Tue, 2012-05-08 13:08
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.30น. ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นางรสมาลิน ภรรยานายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) และผู้ใกล้ชิดออกมาพบกับประชาชนที่รออยู่ภายนอก หลังจากพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์อยู่พักใหญ่ โดยนางรสมาลินร้องไห้ และกล่าวว่าตอนนี้ยังไม่ขอพูดอะไร ขอตั้งสติก่อน
ขณะที่พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายของนายอำพล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ว่า อากงถูกส่งมาที่ รพ. ด้วยอาการปวดท้องเมื่อช่วงเที่ยงวันศุกร์ที่ผ่านมา และได้เข้าเตียงเมื่อ 15.40 น. แต่ยังไม่ทันได้เจาะเลือดหรือตรวจอะไร เพราะหมดเวลา และติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่อมา มีการเจาะเลือดในวันจันทร์ แต่ผลแล็ปยังไม่มา เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับตับ เพราะตับโต โดยนายอำพลเสียชีวิตเวลาประมาณ 9.10 น. ของวันนี้ ด้านแพทย์ยังไม่กล้าฟันธงว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด ขณะนี้กำลังรอการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย
ทนายของนายอำพล กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ นายอำพลขอปล่อยตัวมาแปดครั้งแล้ว แต่ศาลยกคำร้องตลอด หากนายอำพลได้สิทธิการประกันตัวตั้งแต่ต้น จะได้ไปหาหมอทุก 3-6 เดือนอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนายอำพลเพิ่งไปผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก และอาจจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้
พูนสุข กล่าวว่า จริงๆ อากงมีอาการปวดท้องมาเป็นเดือนแล้ว แต่เพิ่งเป็นหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะนี้ ถอนอุทธรณ์แล้ว อยู่ระหว่างการเตรียมยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมีกำหนดจะทำภายในอาทิตย์นี้หรืออาทิตย์หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีผู้สื่อข่าวและประชาชนที่ทราบข่าวมาให้กำลังใจครอบครัวนายอำพล กว่า 50 คน สำหรับศพของนายอำพล จะออกจากโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ (พุธ 9 พฤษภาคม) หลังชันสูตรศพตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ภรรยาของสุรชัย แซ่ด่าน ผู้ต้องหาคดี 112 นำกระดาษโน้ตซึ่งเขียนโดยสุรชัยหลังรู้ข่าวมาให้ โดยมีข้อความ "เอาคนแก่คืออากงมาขังจนเสียชีวิต ที่ตายก็เพราะ ม.112 การรักษาก็ไม่ทั่วถึง ปวดท้องมานานนับเดือน ขอประกันตัวออกไปรักษาตัวภายนอก ก็ไม่ให้ประกันตัว จนอาการหนักมากแล้วจึงส่งตัวไปรักษา อยากฝากบอกญาติและครอบครัวของอากงว่า ควรจะเอาศพอากงทำประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นครั้งสุดท้าย โดยตั้งศพต่อไปอย่าเพิ่งเผา จนกว่าจะมีการแก้ไข ม.112 และได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง"
***************************************************************************
ที่มา : ประชาไทออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
สมยศเบิกความ โยน “จักรภพ เพ็ญแข” ตัวจริงเขียนบทความ ตนอ่านแล้วตีความแค่ “อำมาตย์”
1 พ.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานจำเลยเป็นวันแรก ในคดีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จากกรณีที่นายสมยศเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Voice of Taksin ที่มีการตีพิมพ์บทความ 2 เรื่องที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112
จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า ในปี 2552 เป็นเพียงผู้เขียนคนหนึ่งใน นิตยสาร Voice of Taksin ต่อมาเมื่อถึงฉบับที่ 9 จึงมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (บก.บห.) ต่อจากนายประแสง มงคลสิริ (ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ-ประชาไท) โดยได้ค่าจ้าง 25,000 บาท นิตยสารเล่มนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของเด็ดขาด เนื่องจากร่วมกันหลายหุ้นและช่วยๆ กันทำ ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อนี้ก็เป็นเพราะเหตุผลทางการตลาด มีแนวทางในการวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์ เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย กระทั่งถูกสั่งปิดซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมีเนื้อหาวิพากษ์การโยกย้ายนายพลในช่วงเวลานั้นอย่างหนัก
สำหรับบทความที่ตีพิมพ์นั้น แบ่งเป็นบทความประจำที่ลงต่อเนื่อง และบทความใหม่ๆ ที่ต้องทำเพิ่มให้ทันสถานการณ์ ในส่วนบทความประจำจะมีทั้งผู้เขียนที่ใช้ชื่อจริงและนามแฝง โดยผู้มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมจะได้รับการลงพิมพ์ทั้งหมดโดยไม่มีการตัดทอนบทความแต่อย่างใด โดยปกติตนมีหน้าที่อ่านเพียงคร่าวๆ เนื่องจากมีบทความต้องพิจารณามาก และต้องเร่งให้ทันการปิดเล่ม
เมื่อถามว่า “จิตร พลจันทร์” เจ้าของบทความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องคือใคร สมยศ ตอบว่า จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารตั้งแต่ฉบับแรกๆ ก่อนที่เขาจะมาทำหน้าที่เป็น บก.บห. โดยผู้ประสานงานติดต่อให้จักรภพมาเป็นคอลัมนิสต์ คือ นายประแสง
เมื่ออัยการถามว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกบทความในขั้นสุดท้าย สมยศขอดูรายชื่อกรรมการในนิตยสารอีกครั้งพร้อมระบุว่า ไม่อยู่ในรายชื่อนี้ จากนั้นอัยการได้ซักถามเพิ่มเติมจนสุดท้ายสมยศตอบว่า ผู้มีสิทธิตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการลงบทความ ก็คือตัวนักเขียนเอง ตนมีหน้าที่นำไปส่งโรงพิมพ์
ในด้านเนื้อหาของบทความ นายสมยศตอบทนายว่า เมื่ออ่านบทความของจิตรฯ แล้วคิดว่าสื่อถึง “อำมาตย์” ไม่คิดว่าจะสื่อความถึงสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งภาพประกอบบทความก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด ไม่น่าจะทำให้ผู้อ่านโน้มเอียงไปในทางนั้นได้ ในส่วนที่พยานอื่นระบุว่าหมายถึงพระเจ้าตากสิน เขาไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากไม่มีการเอ่ยอ้างถึงท่อนจันทร์ แต่กล่าวถึงถุงแดงซึ่งเขาไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร การกล่าวถึงผู้อยู่ชั้นบนของโรงพยาบาลพระรามเก้าก็ไม่เกี่ยวข้องกษัตริย์ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราชโดยตลอด ส่วนการกล่าวถึงตัวละคร “หลวงนฤบาล” ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ เพราะตำแหน่งหลวงนั้นต่ำกว่า อีกทั้งบทความยังระบุว่าหลวงนฤบาลสอพลอทหารใหญ่ ซึ่งน่าจะหมายถึงนายทหารที่ยศต่ำกว่าจอมพลฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเชื่อว่าไม่ได้หมายถึงกษัตริย์อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีการเบิกความเกี่ยวกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยสมยศเบิกความว่า เนื่องจากเป็นสื่อมวลชน ก็ได้ศึกษาข้อกฎหมายอยู่บ้าง โดยรู้ว่าตาม พ.ร.บ.สิ่งพิมพ์ 2484 บก.ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาของหนังสือที่จัดพิมพ์ แต่ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 นั้น ไม่ได้ระบุว่าให้บรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ
สุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ภายหลังการสืบพยานว่า กฎหมายใหม่ไม่ได้ระบุว่าบรรณาธิการต้องรับผิดชอบด้วย หากบทความเข้าข่ายความผิดผู้เขียนต้องรับผิดชอบ การที่เจ้าหน้าที่จับตัวผู้เขียนไม่ได้ ก็ไม่ใช่ความผิดของเรา หรือต่อให้ยืนยันว่าบรรณาธิการต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่ตีพิมพ์ก็ยังไม่ใช่นายสมยศอยู่ดี เพราะมีบรรณาธิการอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี เพราะดีเอสไออ้างว่านายสมยศแสดงตนเสมือนเป็นบรรณาธิการ
สำหรับประวัติการทำงานที่ผ่านมา สมยศเบิกความต่อศาลว่า เคยทำสำนักพิมพ์สยามปริทัศน์และหนังสืออื่นๆ มาก่อนจะมาทำนิตยสาร Voice of Taksin หลังจากโดนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งปิด ก็มาเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร Red Power ต่อในเดือน ก.ค.53
หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 สมยศและสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ จากนั้นทั้งสองก็ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ค่ายทหาร โดยสุธาชัยถูกควบคุมตัว 7 วัน สมยศถูกควบคุมตัว 21 วัน โดยไม่มีการสั่งฟ้องคดีใดๆ ระหว่างนั้น Voice of Taksin ถูกปิด ทีมงานเดิมจึงเปิด Red Power ขึ้นมาใหม่โดยตีพิมพ์ได้ 5 เล่ม ก็ถูกสั่งปิดโรงพิมพ์ จึงได้ไปจ้างพิมพ์ที่ประเทศกัมพูชาแล้วนำเข้ามาจำหน่ายในไทย พร้อมๆ กับการจัดทัวร์ท่องเที่ยวกัมพูชาด้วย
สมยศ ระบุว่า เชื่อว่าการจับกุมเขามีที่มาจากผังล้มเจ้า ซึ่งระบุถึงหนังสือ Voice of Taksin และผู้เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึงสุธาชัยด้วย ซึ่งภายหลังสุธาชัยได้ฟ้องหมิ่นประมาท พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ผู้ประกาศผังล้มเจ้า จนสุดท้าย พ.อ.สรรเสริญ ยอมรับว่าผังไม่มีมูล จึงได้มียอมความกันไป
ในทัศนะของสมยศ เขาคิดว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้ง และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ ซึ่งย้อนไปในอดีตจะพบว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ออกมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณจนนำมาสู่การรัฐประหาร โดยมีข้ออ้างว่ารัฐบาลทักษิณไม่จงรักภักดี และยังแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จนมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านและถูกจับกุมด้วยข้อหาไม่จงรักภักดีจำนวนมาก ทั้งที่พระองค์เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่าพระมหากษัตริย์นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอความจริง กระนั้นตนก็ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันเหมือนประชาชนทั่วไป เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 และเห็นว่ามันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายอื่น อีกทั้งโทษ 3-15 ปีก็สูงเกินกว่าเหตุ และขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงหลักนิติรัฐ ส่วนพฤติกรรมที่ผ่านมา เคยแถลงข่าวถึงปัญหาเรื่องนี้และเสนอการรวบรวมรายชื่อเพื่อยกเลิกมาตรา112 แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการก็ถูกจับกุมคุมขังในสัปดาห์ถัดมา
“ผมมีหน้าที่พูดในข้อเท็จจริง ถ้าพูดแล้วเขาจะลงโทษก็ไม่เป็นไร ถือว่าชีวิตนี้ทำหน้าที่แล้ว จบแล้ว” สมยศให้สัมภาษณ์ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานในช่วงเช้า
ทั้งนี้ สมยศถูกจับกุมที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย.54 ขณะพาคณะทัวร์เตรียมผ่านแดนไปกัมพูชา โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เนื่องจากเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งตีพิมพ์บทความของ “จิตร พลจันทร์” ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง 2 บทความ โดยตีพิมพ์ในฉบับที่ 15 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ชื่อ “แผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น” และในฉบับที่ 16 เดือนมีนาคม 2553 ชื่อ เรื่อง 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553 ซึ่งตามคำฟ้องระบุความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 112 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4
หลังจากถูกจับกุมเขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่ได้รับการประกันตัวแม้จะมีการยื่นขอประกันถึง 9 ครั้ง ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน โดยที่ผ่านมามีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 4 ครั้งในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 21 พ.ย.54, จังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.54, จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.55, จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 ก.พ.55 แต่มีการเลื่อนมาสืบพยานที่กรุงเทพฯ เนื่องจากพยานอยู่กรุงเทพฯและจะสืบพยานจำเลยในวันที่ 1-3 พ.ค.55 โดยในวันพรุ่งนี้ช่วงเช้านายปิยบุตร แสงกนกกุล จากกลุ่มนิติราษฎร์ จะขึ้นให้การเป็นพยาน
**************************************************************************
ที่มา : ประชาไทออนไลน์
วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555
ฝากความรักวันสงกรานต์ พ.ศ. ๒๕๕๕ จาก.... จักรภพ เพ็ญแข
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555
อาลัยรัก "ครู-ผู้สร้าง"

แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข เรื่อง อาจารย์พิชัย วาศนาส่ง ถึงแก่กรรม อาทิตย์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
"ใจถึงใจ ... ฝากสายใย ... ผ่านลูกกรง" 28มี.ค.นี้

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
พรปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดย จักรภพ เพ็ญแข
วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554
จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดงฯ
จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ
ภาพล่าสุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูป ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัด ว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทนแม้แต่กลไกที่เรียกว่า "แดงฆ่าแดง" ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป
หมายเหตุไทยอีนิวส์: หลัง จากแกนนำนปช.ในต่างประเทศได้พากันเดินทางกลับบ้านกันเกือบหมดทุกคนแล้ว ล่าสุดคือ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากไม่นับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเพียงจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี อดีตโฆษกรัฐบาล และแกนนำนปช.เท่านั้น
เราได้ สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งพำนักลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเปิดเผยทัศนะจุดยืนของเขาต่อสถานการณ์การเมืองไทยตลอดห้วง 3 ปีที่เขาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และทิศทางแนวโน้มในปี 2555
1.คนสนใจกันมากว่าแกนนำที่ไปพักพิงลี้ภัยในต่างประเทศก็กลับมาหมดแล้ว ล่าสุดคือคุณอริสมันต์ ไม่ทราบว่าคุณจักรภพประเมินสถานการณ์อย่างไร และพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?
ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น
อย่าลืมว่าการลุกฮืออย่างเงียบๆ ของพลเมืองไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙-ปัจจุบัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก หากเราไม่ตระหนักให้ดีว่าเหตุที่่เขาขอ “ปรองดอง” ก็เพราะเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
2.คุณจักรภพประเมินสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างไรนับแต่เดินทางออกนอกประเทศมาจะครบ 3 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนต่อสู้ไปเพียงใด
พิมพ์เขียวนี้ก็มิได้มาจากคำสั่งของนายทุนหรือผู้ที่วางตัวเป็นชนชั้นที่สูงส่งกว่า แต่มาจากการทำงานร่วมกันเพื่อให้เป็นกรอบการทำงานที่เราวัดผลและเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้
จนกลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่งพร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง
หลักฐานในการเมืองไทยบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “การปรองดอง” ในอดีตไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในระยะต้นและระยะกลาง อาจมีประโยชน์บ้างในระยะปลาย ที่ผู้แพ้และชนะต่างรู้ชะตาของตนเองอย่างค่อนข้างเด็ดขาดแล้ว
ผมไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ
6.คุณจักรภพใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างไร และเป็นไปได้ไหมที่ขบวนการปฏิวัติหรือปฏิรูปอาจก่อตัวมาจากต่างประเทศคล้ายกับคณะราษฎรเมื่อปี2475
แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.
ที่มา : http://thaienews.blogspot.com/index.html
วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ศักดิ์ศรีของรัฐบาล โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ศักดิ์ศรีของรัฐบาล
โดย กาหลิบ
บางครั้งในระหว่างการต่อสู้ เราเผลอไผลให้ความสำคัญกับฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป เราเก็บรายละเอียดหมดว่าเขาทำอะไร เคลื่อนไหวอย่างไร ใช้ใครทำงาน และนำมาวิเคราะห์ประเมินผลจนบางทีก็เกินควร เราจึงมองข้ามคนสำคัญที่เราสามารถควบคุมได้มากกว่าฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู นั่นคือก็ตัวเราเอง
รู้กันทั่วแล้วว่าแผนรุกฆาตรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกำลังก่อตัวขึ้น และเราก็ควรวิเคราะห์ฝ่ายเขาให้ชัด แต่คำถามที่สำคัญที่ลืมถามไม่ได้คือ แล้วตัวรัฐบาลเองเล่าทำอะไรได้บ้างระหว่างนี้?
ถึงรัฐบาลปัจจุบันจะประสบกับสภาพปัญหา “รัฐซ้อนรัฐ” มีคนชักใยให้อำนาจหน่วยงานต่างๆ อยู่เบื้องหลังประหนึ่งว่าเป็นรัฐบาลตัวจริงของราชอาณาจักร แต่มิได้หมายความว่ารัฐบาลจะไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง ยังมีอำนาจหลายอย่างอยู่ในมือของรัฐบาลและรัฐบาลก็ยังควบคุมสถานการณ์ได้อยู่
จะขอพูดเฉพาะอำนาจที่รับรู้โดยทั่วกันว่าเป็นของรัฐบาลและเว้นอำนาจอื่นๆ ที่คงไม่ต้องประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามมาร่วมรับรู้
อันดับแรก รัฐบาลต้องตรวจกำลังพลในหน่วยงานต่างๆ ทั้งพลเรือนและทหารเสียแต่บัดนี้ว่า ใครที่สามารถพึ่งพาในยามวิกฤติได้บ้าง การทดสอบว่าไว้วางใจได้ขนาดไหนมีสูตรอยู่แล้ว ไม่ต้องมากล่าวย้ำซ้ำทวนในที่นี้ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี จนที่ปรึกษาลอยของผู้มีอำนาจต่างๆ ในรัฐบาล สามารถเริ่มทำงานนี้ได้ในทันที งานที่ควรนำมาทดสอบก็เป็นงานที่ต้อง “เลือกข้าง” ให้ชัดเจน อย่าเปิดโอกาสให้นกสองหัวหรือคนหลายหน้ามีชีวิตที่เป็นสุขนัก
ใครที่มอบงานไปหรือทดสอบแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องโยกย้ายเปลี่ยนแปลงเสียในทันที ส่วนจะทำอย่างไรไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้แนวร่วมเพิ่มเพราะโกรธเกลียดฝ่ายเรา ถือเป็นศิลปะส่วนตัวของแต่ละคน อายุปูนนี้กันแล้วคงไม่ต้องมานั่งเขียนบทให้กัน
อันดับสอง รัฐบาลต้องไม่ยอมให้หน่วยงานใต้สังกัดทำตัวเสมือนรัฐอิสระ ในกรณีน้ำท่วมนี่ก็เห็นชัดจากกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมชลประทาน ผู้ว่าราชการบางจังหวัด และกรุงเทพมหานคร กองทัพบก เป็นอาทิ วิธีการหนึ่งคือเรียกผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานนั้นๆ มาประจำการอยู่กับศูนย์อำนาจของรัฐบาลโดยไม่ให้คลาดสายตา หากหมายเลขหนึ่งของหน่วยงานใดทำท่าอิดเอื้อนหรือปฏิเสธ คล้ายๆ กรณีอธิบดีกรมชลประทานที่ส่งรองอธิบดีมาแทน ก็เปลี่ยนอธิบดีนั้นเสีย ใครจะโทรศัพท์มาขู่ว่าใครเป็นคนของใครก็อย่าได้นำพา ถือโอกาสว่าเป็นภัยพิบัติของบ้านเมือง แล้วก็เดินหน้าต่อไป
รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ที่จะวางกำลังพลให้ตนทำงานตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถึงข้าราชการมีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อตุลาการศาลปกครองได้หากรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งก็จงเดินหน้าต่อไป ระหว่างบริหารรัฐบาลต้องใช้คนที่ใช้ได้ ปัญหาในอนาคตเอาไว้แก้ไขในอนาคต อย่านำมาผสมกันจนก้าวขาไม่ออก
ระลึกไว้เสมอว่านี่เป็นรัฐบาลของประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลของระบบราชการ หรือรัฐบาลของคนที่คอยควบคุมรัฐบาลอยู่หลังม่าน ข้าราชการมีคนที่จะขึ้นมาแทนกันได้เสมอ ไม่มีใครดีวิเศษขนาดหาผู้ใดแทนที่มิได้
อย่าลืมเช่นกันว่า ในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีมีอำนาจโยกย้ายเปลี่ยนแปลงบุคลากรได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงชงเรื่องขึ้นมาก่อน
ปัญหาเรื่องนี้จะมีก็เพราะความไม่กล้า เพราะกลัวทะเลาะกับคนใหญ่ที่หนุนบุคคลนั้นๆ จากหลังม่าน หรือไม่ก็เก็บข้าราชการเลวไว้ทำประโยชน์ส่วนตัวให้ ทั้งหมดนี้ต้องขจัดให้หมดไปและประชาชนสามารถมีบทบาทในการจี้ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำเช่นนั้นได้เสมอ
อันดับสามและสุดท้ายในเวลานี้ รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงงบประมาณแผ่นดิน จะยอมให้สำนักงบประมาณหรือใครหน้าไหนมาอ้างระเบียบเล็กน้อยเพื่อขัดขวางการทำงานในยามฉุกเฉินมิได้
แน่นอนว่าการทำงานในระบบงบประมาณ ต้องมีการคานและถ่วงดุลในรัฐสภาเพื่อมิให้รัฐบาลกระทำผิด แต่ขั้นตอนเหล่านั้นต้องไม่ทำให้รัฐบาลไร้อำนาจหรือมีอำนาจไม่เพียงพอที่จะทำงานรับใช้ประชาชนด้วย
ศักดิ์ศรีของรัฐบาลเลือกตั้งได้มาจากประชาชน ต้องทำตัวให้สม.
----------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุน SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566795 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail :tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
อวสานปรองดอง โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง อวสานปรองดอง
โดย กาหลิบ
แนวคิดปรองดองเป็นเรื่องจอมปลอมมาตั้งแต่ต้นสำหรับผู้สังเกตการณ์การเมืองที่เอาจริงเอาจังและไม่หลอกตัวเอง แต่เมื่อคำพิพากษาในคดีของนายอำพล ตั้งนพกุล ผู้ที่ชาวประชาธิปไตยเรียกขานอย่างเคารพและเห็นใจว่า “อากง” ปรากฏขึ้น ความจอมปลอมก็กลายเป็นการหลอกลวงอย่างสมบูรณ์
“อากง” ในวัย ๖๑ ปี ถูกพิพากษาให้จำคุก ๒๐ ปี เพราะส่งข้อความผ่านระบบ SMS รวม ๔ ครั้งไปยังโทรศัพท์ของลูกน้องคนหนึ่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ข้อความเหล่านี้ถูกชี้โดยศาลว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ บวกด้วยฐานความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ในที่สุด “อากง” ก็ต้องคำพิพากษาให้รับราชทัณฑ์รวม ๔ กระทง กระทงละ ๕ ปี รวมทั้งสิ้น ๒๐ ปี
“อากง” มีสิทธิ์ยื่นขออุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันก็จริง แต่ความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นในกระบวนการขั้นแรกก็ทำให้มวลชนประชาธิปไตยรู้สึกถึงรสขมในปากและลำคอ จนไม่ปรารถนาจะพึ่งพากระบวนการ “ยุติธรรม” ที่เหลืออีกต่อไป
ใครที่ยังหลงละเมอกับ “การปรองดอง” และ “ความยุติธรรม” ในระบอบปัจจุบัน ถึงเวลาตื่นจากฝันและดื่มด่ำความจริงจากคดีของ “อากง” ได้แล้ว
“อากง” คือบุคคลสามัญธรรมดา ไม่ใช่ผู้นำการเมืองและไม่ใช่แม้กระทั่งนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ความรู้ในเครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็จำกัด อายุอานามก็กว่าหกสิบปี เป็นเพียงชายในวัยเริ่มชราคนหนึ่งที่เจ็บปวดกับความไม่ถูกต้องของบ้านเมืองและประสงค์จะแสดงสิทธิความเป็นคนของตนเองตามเสรีภาพที่เผลอคิดว่าตัวเองมีอยู่เท่านั้น
แกคงเหมือนคนไทยอีกหลายล้านคน ผู้เคยเชื่อในความดีงามของระบอบเก่าๆ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เขียนประกันสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างหรู
คนไทยใจบริสุทธิ์เหล่านี้คงยังมีอีกมาก มิฉะนั้นเหยื่อทมิฬของระบอบเก่าในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงคงจะไม่มากเต็มเมืองถึงขนาดนี้
ในชั่วโมงนี้ข่าว “อากง” กำลังแพร่สะพัดไปตามสื่อระดับโลกอย่างรวดเร็ว เพราะเครือข่ายข่าวที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยใจ สำนักข่าวฝรั่งเศส, BCC, CNN ฯลฯ เพิ่งจบสิ้นการรายงานข่าวชิ้นแรกของ “อากง” ออกไปสู่โลก และจะมีรายงานข่าวตามมาอีกมาก ทุกรายงานเน้นน้ำหนักที่ความรุนแรงที่ปรากฏในคำพิพากษา
คดีของ “อากง” อาจจะเป็นเส้นแบ่งที่สำคัญของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ เพราะเป็นหลักฐานอันชัดเจนว่าหนทางปรองดองมิได้นำไปสู่ความสงบสุขของสังคมไทยเลย
คอลัมน์หายไปนานหลายสัปดาห์ เพราะติดตามสถานการณ์น้ำการเมืองที่ไหลท่วมคนจนและผู้ที่เริ่มตั้งตัวขึ้นมาด้วยกิจการขนาดเล็กและกลางอย่างที่เรียกกันว่า SMEs อย่างใกล้ชิด จนสรุปได้ว่าคนที่เป็นเจ้าพ่อน้ำเมืองไทยอยู่คนเดียวเป็นคนขนาดไหน น้ำที่เก็บไว้อย่างจงใจเจตนาและการวางแผนอันแยบยลร่วมกับหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจที่จงรักภักดีต่อตัวเขาจนไม่ฟังรัฐบาลของประชาชน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหัตประหารอย่างเลือดเย็นเมื่อพบว่าตัวเขารู้สึกว่ากำลังสูญอำนาจเบ็ดเสร็จไปทีละน้อยๆ ตามวัฏสงสารและสันดานชั่วร้ายของตนเอง
มาตรการหลายอย่างในฝ่ายประชาธิปไตยจึงถูกกำหนดขึ้น เพื่อให้สมกับความเหี้ยมโหดของคนสั่งการทำลายและทำร้ายประชาชน แต่ก่อนการประดาบกันในแง่มุมนั้นจะเกิดขึ้น คดี “อากง” ก็ปรากฏขึ้นเสริมสถานการณ์อย่างสอดคล้องต้องกัน
เหมือนฟ้าดินจะช่วยฉีกกระชากรูปทองให้ออกจากตัวเป็นๆ ของเขาให้ทันใจ
ขอให้พี่น้องไทยทั่วโลกและครอบครัวญาติมิตรที่เป็นคนชาตินั้นๆ ช่วยรวมตัวประท้วงให้ปรากฏชัด ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศและเมืองต่างๆ โดยเอาตัวอย่างจากคดี “อากง” เป็นคำอธิบายต่อคนที่ยังไม่เข้าใจในปัญหาวิกฤติไทย สื่อสากลทั่วโลกซึ่งเริ่มเข้าใจว่าผู้ร้ายแห่งการเมืองไทยตัวจริงคือใคร คงจะเข้าช่วยเหลือเผยแพร่กิจกรรมของท่านเพื่อเร่งปฏิกิริยาในระดับสากลต่อไป
ดิ้นรนทำลายตัวเองนักก็ดีแล้ว ขอประกาศรับลูก ณ บัดนี้.
---------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุน SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566795 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail :tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com
วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความตายของกัดดาฟี่ โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ความตายของกัดดาฟี่
โดย กาหลิบ
การสังหารโหดอดีตผู้นำลิเบีย พันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี่ เกิดขึ้นระหว่างน้ำหลากครั้งใหญ่ในเมืองไทย ใจคอคนไทยอย่างเราๆ ก็เวียนวนอยู่กับเรื่องใกล้ตัว ไม่อยากคิดอะไรไกลนักในระยะนี้ แต่การหักมุมในการเมืองระหว่างประเทศที่ปลิดชีพกัดดาฟี่เที่ยวนี้ออกจะมีความหมายต่อโลกในหลายมิติ จะเพิกเฉยไปเลยคงไม่สมควร โดยเฉพาะในความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย เพื่อนร่วมทุกข์ในเมืองไทยทุกๆ ท่านคงเข้าใจที่จะไม่พูดเรื่องน้ำสักวัน
ข่าวสารทุกวันนี้รวดเร็วถึงขนาดที่ภาพการจับตัวและกลายสภาพเป็นร่างไร้วิญญาณของกัดดาฟี่มาถึงเร็วว่าเนื้อข่าว เราเห็นภาพกัดดาฟี่ที่ดูงุนงงตื่นกลัว ถูกกลุ้มรุมอย่างไม่เป็นมิตรโดยผู้คนที่มีอาวุธในมือ แล้วภาพก็ตัดไปที่ร่างเปื้อนเลือดของอดีตผู้นำลิเบียที่กำลังถูกนำขึ้นแสดงบนเวทีต่อหน้าประชุมชนที่เมืองเซิร์ต และเห็นได้ชัดว่าถูกปลิดชีพลงเสียแล้ว จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่ากระสุนนัดสุดท้ายที่ฆ่ากัดดาฟี่มาจากที่ใด จากกองกำลังติดอาวุธฝ่ายประชาชนที่รุมล้อมอยู่หรือจากองครักษ์คนสุดท้ายที่ตัดสินใจลั่นกระสุนใส่ศีรษะอดีตเจ้านายของตนเพื่อให้พ้นจากประชาทัณฑ์และพิทักษ์ศักดิ์ศรีกันแน่ แต่นั่นเป็นภาระหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์และผู้สนใจในการรวบรวมหลักฐานเพื่อประกอบภาพขึ้นใหม่
สิ่งที่มีความหมายต่อเราในเมืองไทยคือการตายของกัดดาฟี่และผลกระทบต่อเนื่องจากวันนี้
ข้อเท็จจริงที่ควรบันทึกไว้ก่อนที่อารมณ์ล้างแค้นจะไหลเข้ามาแทนที่คือ กัดดาฟี่มิได้ถูกโค่นโดยประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยสรรพาวุธของมหาอำนาจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝรั่งเศส เพราะเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านเกิดคือเซิร์ตอย่างปลอดภัย กองกำลังประชาชนเข้าไม่ถึงตัวนานถึงสองเดือน แต่เมื่อเขาตัดสินใจย้ายที่หลบซ่อนตัวนั่นเองที่ข่าวรั่ว ขบวนรถกันกระสุนของเขาถูกโจมตีปานสายฟ้าแลบจากเครื่องบินรบฝรั่งเศสซึ่งได้รับข้อมูลอย่างแม่นยำ แต่กัดดาฟี่ก็ยังไม่ตาย วิ่งออกจากซากรถที่สิ้นสภาพขบวนอารักขา พร้อมกับลูกชายและหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองประจำตัวแล้วไปหลบซ่อนในท่อน้ำ จากนั้นเองกองกำลังติดอาวุธฝ่ายประชาชนก็เข้าถึงตัว แล้วการฆาตกรรมทางการเมืองจึงเกิดขึ้น จะโดยใครก็ตาม
ชาวประชาธิปไตยทั่วโลกผู้รู้ถึงพฤติกรรมเลวร้ายยาวนานของกัดดาฟี่ รวมทั้งนักประชาธิปไตยไทย คงกำลังสาธุการกับการตายของเขา กัดดาฟี่คือคนที่ฆ่า ทรมาน และละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนลิเบียมานานถึงสี่ทศวรรษ ชีวิตมนุษย์ถูกกระทบกระเทือนอย่างสาหัสจากระบอบเขามาไม่รู้จักเท่าไหร่ แม้แต่ประชาคมระหว่างประเทศก็ยังชิงชังในความเป็นผู้ก่อการร้ายสากลของเขา การสิ้นชีพอย่างน่าสยดสยองของเขาจึงเสมือนว่าบาปอันหนักได้สนองเขาเข้าให้ ดูจะเป็นสมดุลแห่งชีวิตอยู่
ประชาชนผู้ถูกกดขี่ทำร้ายจนต้องลุกขึ้นสู้กับผู้เผด็จการและระบอบชั่วร้าย ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ และเป็นความงอกงามของประชาธิปไตย แต่สมควรหรือไม่ที่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจจะเข้าร่วมแทรกแซงด้วยอย่างนี้?
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามธรรมชาติคือประชาชนลุกขึ้นสู้ด้วยตนเอง เมื่อถูกทำร้ายโดยผู้มีอำนาจรัฐก็ย่อมมีสิทธิ์ในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ หากจะมีประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในบางขั้นตอนก็ควรเป็นองค์การสหประชาชาติ มากกว่าจะเป็นประเทศอื่นที่มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในความเป็นพลโลก พูดง่ายๆ ว่าถ้าจะเอาผิดกัดดาฟี่ในอาชญากรรมทางการเมืองอันมากมายของเขา ชาวลิเบียก็ควรเป็นผู้ชี้นำและดำเนินการเอง อดีตผู้นำควรถูกนำตัวขึ้นศาล ใช้หลักนิติธรรมมาเป็นเนื้อ โทษจะถึงขึ้นประหารชีวิตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนั้น
ไม่ใช่การไล่ฆ่าโดยกองกำลังต่างชาติ และต้อนให้กระเซอะกระเซิงไปถูกฆ่าโดยคนที่กำลังโกรธแค้นชิงชัง
การลงโทษคนที่มีหัวใจเป็นสัตว์ ต้องกระทำโดยจิตใจที่สูงกว่า การลดตัวลงไปเป็นสัตว์ด้วยมิใช่สิ่งพึงกระทำ
เราไม่ต้องการกลายเป็นเผด็จการระบอบใหม่ที่มาแทนเผด็จการระบอบเก่า แต่ต้องการนำความเป็นมนุษย์ที่สูงกว่าเข้ามามอบแก่สังคม เราต้องระวังความคิดและจิตใจของเราให้ดี
ความตายของกัดดาฟี่นั้นเข้าใจได้ แต่ชาวประชาธิปไตยควรคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งถึงผลทางสังคมในอนาคต ก่อนที่เราจะต้องตกอยู่ในที่นั่งนั้นเอง.
--------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุน SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail :tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สู้กันซึ่งหน้า โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง สู้กันซึ่งหน้า
โดย กาหลิบ
เพิ่งดูการโต้ความคิดเต็มเหยียดสองชั่วโมงของผู้ที่ต้องการเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในสหรัฐฯ เพื่อไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับบารัค โอบาม่า แล้วก็เกิดความคิดหลายอย่าง
การโต้ความคิด หรือ debate ครั้งนี้เกิดขึ้นในหมู่ผู้สมัคร ๗ คน และเฉือนกันในสายตาของผู้ชมอเมริกันนับหมื่นในห้องประชุมของโรงแรมเวเนเชียนลาสเวกัส และอีกเป็นล้านๆ คนที่ชมทางโทรทัศน์ นี่คือหนึ่งในการเดินสายโต้ความคิดของผู้สมัครเหล่านี้ และใครจะอยู่จะไปจนถึงวันเลือกตัวผู้สมัครในการประชุมใหญ่ของพรรคขึ้นอยู่กับคะแนนนิยมที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างยอมรับและใช้รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้
๗ คนของรีพับลิกัน ซึ่งจะต้องสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว และคนๆ นั้นก็จะเลือกผู้สมัครร่วมเพื่อเป็นรองประธานาธิบดีอีกคนหนึ่งในภายหลัง ประกอบด้วยอดีตสมาชิกวุฒิสภาอย่าง ริค แซนทอรั่ม ที่วางตนเองเป็นผู้สมัคร “หนุ่ม” อดีตผู้ว่าการรัฐอย่าง มิตต์ รอมนี่ย์ ผู้เป็นตัวเต็งในชั่วโมงนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันอย่าง รอน พอลล์ และ มิเชล บาคแมน ซึ่งเป็นสุภาพสตรีคนเดียวในกลุ่ม ขาใหญ่ผู้เป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่าง นิวท์ กิงริช ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสอย่าง ริค เพอร์รี่ ไปจนถึงชายผิวดำผู้สร้างจุดยืนว่าเป็นนักธุรกิจคนนอกและไม่ใช่นักการเมืองอาชีพอย่าง เฮอร์แมน เคน ที่กำลังเข้าตามวลชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ใครเป็นใครและมีโอกาสเข้าวินขนาดไหน วันหลังคงมีโอกาสได้เสวนากัน แต่ความสำคัญที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการเมืองสไตล์อเมริกันอย่างนี้อยู่ที่การโต้ความคิดกันสดๆ แบบซึ่งหน้า หยิบเอาเรื่องที่มวลชนสนใจมาสาดใส่กันอย่างเปิดเผย แม้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและถ้าเป็นสไตล์ไทยเดิมก็ต้องคุยด้วยเสียงกระซิบ เขาก็พูดกันเสียงดังๆ และคาดคั้นคำตอบกันเหมือนจะฆ่าฟันกันทางการเมือง
ยกตัวอย่างเรื่องเหล่านี้เสียหน่อยให้เห็นภาพ การประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเอาอย่างไร เอาเงินกลุ่มไหนไปช่วยกลุ่มไหน ภาษีจะลดให้ใคร เพิ่มให้ใคร อำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นของใคร รัฐบาลกลางที่กรุงวอชิงตันหรือรัฐบาลระดับมลรัฐในท้องถิ่นนั้นๆ เงินที่เอาไปช่วยประเทศต่างๆ ในฐานะความช่วยเหลือในขณะที่คนอเมริกันลำบากยากจน จะยกเลิกหรือไม่ งบประมาณทางทหารควรลดลงขนาดไหน โดยไม่เกิดผลกระทบต่อการป้องกันประเทศ ฯลฯ
การโต้ความคิดเป็นไปอย่างดุเดือด อย่างตอนหนึ่ง ริค เพอร์รี่ เรียก มิตต์ รอมนี่ย์ ว่า “คนโกหก” และ “คนเสแสร้ง” เพราะมีข้อกล่าวหาว่ารอมนี่ย์แอบจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไว้ทำงานในสวนเกษตรของเขา ก็ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงคละเคล้าระหว่างเรื่องส่วนตัวกับนโยบาย
นอกจากรอมนี่ย์จะถูกโจมตีและคนอื่นๆ ก็เข้าช่วยรุมเพราะกำลังนำ อีกคนหนึ่งที่ความนิยมดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าง เฮอร์มัน เคน ก็ถูกเล่นงานไม่น้อย โดยเฉพาะข้อเสนอภาษี 9-9-9 ที่หวังให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นและสร้างเศรษฐกิจ ข้อเสนอนี้ถูกโจมตีจากทั้ง ริค เพอร์รี่ มิเชล บาคแมน และริค ซานทอรั่ม ว่าเป็นแผนการที่คนอเมริกันจะต้องจ่ายภาษีมากขึ้นในบั้นปลาย
ความน่าสนใจของเคนอย่างหนึ่ง นอกจากความเป็น “คนนอก” และฉีกตัวเองจากนักการเมือง ๖ คนที่เหลือแล้ว เขายังเป็นคนผิวดำ ประเด็นนี้น่าจะเป็นยุทธวิธีที่จะเอาคนดำฝ่ายรีพับลิกันมาชนคนดำอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นแชมเปี้ยนฝ่ายเดโมแครตอยู่ในสนาม นั่นคือประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า
ผลลัพธ์อย่างหนึ่งของการสู้กันซึ่งๆ หน้า ได้แก่ความชัดเจนในจุดยืนของผู้สมัครแต่ละคน สิ่งที่ผู้ดำเนินรายการ แอนเดอร์สัน คูเปอร์ จาก CNN และผู้ชมส่วนหนึ่งลุกขึ้นถาม ล้วนเป็นหมัดตรงๆ ชนิดเลี่ยงไม่ได้ทั้งนั้น ใครที่คิดว่าวาทศิลป์และความลื่นกะล่อนทางการเมืองจะช่วยได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็เท่ากับลุกขึ้นประจานตัวเองในที่สาธารณะ
ดูตัวอย่างนี้แล้วก็นึกถึงเมืองไทยเรา
ไม่มีใครบอกว่าอยากให้เมืองไทยจู่ๆ กลายเป็นเมืองอเมริกันหรือตาบอดจนมองข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างกัน แต่ยอมรับหรือไม่ว่าการพูดอะไรตรงๆ ไม่ได้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างในเมืองไทยขาดความชัดเจน
เอาตัวอย่างเฉพาะหน้าก็ยังได้ จนถึงบัดนี้ทุกคนพูดแต่การแก้ปัญหาน้ำโดยทุบโต๊ะตัดบททุกคนว่า อย่ามาถามว่าเราเกิดวิกฤติขึ้นมาได้อย่างไร โดยความคิดที่ครอบงำประเทศมาเนิ่นนานขนาดไหน และทำเป็นไล่ให้ไปช่วยคนที่เดือดร้อนเพื่อกลบเกลื่อน หากคำถามนี้ถูกนำขึ้นไปสู่เวทีที่ลาสเวกัสอย่างเมื่อครู่นี้คงจะกระชากใครต่อใครที่หลบอยู่หลังภาพอันงดงามออกมารับผิดชอบได้ เราจะได้ไม่ต้องพึ่งของปลอมและหันมาสร้างศรัทธาต่อของจริง นั่นคือรัฐบาลของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ไปนั่งอ้อล้อกันอยู่แถวออสเตรเลียไม่มีประโยชน์ใดๆ อย่างยั่งยืนเลย.
----------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุน SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail :tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com




