ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ

2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์

1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์

สด จาก เอเชียอัพเดท

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

สี่ปีได้กี่ก้าว โดย กาหลิบ


คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง สี่ปีได้กี่ก้าว?

โดย กาหลิบ


เขาประมาณกันไว้ว่าต้องสิบปีขึ้นไปกว่าจะถือว่าอะไรเป็นประวัติศาสตร์ได้ เหตุการณ์บางอย่างเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้มีส่วนร่วมอย่างรุนแรง จนคิดว่าสำคัญและเป็นประวัติศาสตร์ไปหมดในขณะที่เกิด จนเวลาผ่านไปนานพอจึงเกิดระลึกรู้ได้ว่า อะไรสำคัญมากน้อย อะไรอยู่นานพอที่จะช่วยกำกับสติของเราไปชั่วชีวิต (อันสั้น) ได้ และอะไรจะเลือนหายไป

แต่สี่ปีหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ น่าจะเริ่มนับหนึ่งในความเป็นประวัติศาสตร์ได้ เวลาเพียงสี่ปีย่อมไม่ใช่สิบปี แต่ความครบวงจรครั้งแล้วครั้งเล่าของเหตุการณ์การเมืองในเมืองไทย ทำให้เราย่นย่อประวัติศาสตร์ที่ควรต้องยาวนานกว่านั้นมาพิจารณากันในเวลาอันสั้นได้ 

เราเห็นการรัฐประหารโค่นล้มทำลายระบบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง และการก่อรูปใหม่ของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่เกิดจากสภานั้นถึงสองรัฐบาล ก่อนจะเห็นประชาธิปไตยถูกบิดเจตนารมณ์ไปอีกครั้งในรัฐบาลที่สามของสภาเดียวกัน

เราได้เห็นการกำเนิดของมวลชนธรรมชาติ ผสมผสานกับกิจกรรมของนักการเมืองและนักเลือกตั้งในระดับที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน จนกลายเป็นต้นทุนใหม่ของระบอบประชาชน และเราก็ได้เห็นการล้อมฆ่าประชาชนเหล่านั้นอย่างเลือดเย็นและไม่แสดงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ 

เราได้เห็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่เห็นว่าระบอบประชาชนเกิดขึ้นแล้วจริงและพร้อมทำงานใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยร่วมกับมวลชนเหล่านั้น กับกลุ่มที่ไม่เชื่อว่าเมืองไทยจะสามารถพัฒนาการเมืองไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และพร้อมกระโดดกลับไปร่วมเตียงกับมหาอำมาตย์และบริษัทบริวารที่ประชาชนลุกขึ้นสู้และถูกเขาฆ่าตายไปเป็นร้อยๆ เพื่อความอยู่รอดและความรุ่งเรืองของตน

นี่คือตัวอย่างของความครบวงจรและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในเวลาอันสั้นจากรัฐประหารครั้งที่ ๑๐ ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

แล้วเราเดินสู่ถนนสายประชาธิปไตยได้เพิ่มอีกกี่ก้าวในสี่ปีนี้?

๑. การกำเนิดขึ้นของระบอบประชาชน/มวลชนที่ไม่ต้องคอยรับน้ำเลี้ยงและวิ่งหาพ่อแม่ทางการเมืองจากหน้าไหน

๒. การเปิดเผยปัญหาของระบอบการเมืองไทยจนถึงที่สุดและมีความกล้าหาญในการแสดงออกเพิ่มขึ้นทุกวันโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลและบารมีใดๆ เหมือนก่อน

๓. การคัดกรองนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในใจประชาชน โดยแบ่งออกเป็นพวกที่สู้ถึงที่สุดและไม่ถึงที่สุด (บางคนใช้คำว่า “บางซื่อ/หัวลำโพง”)

๔. มวลชนผู้มีความรู้และทักษะต่างระดับถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในขบวนประชาธิปไตย

๕. ความสนใจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองแผ่กว้างและลงลึกในสังคมไทย โดยไม่แบ่งชนบทและเมือง ไม่แบ่งอายุ เพศ ภูมิหลังของชีวิต ศาสนา และแม้กระทั่งระดับการศึกษา อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในสังคมของเรา

ก้าวเดินเหล่านี้เดิมเป็นเพียงฝันของบรรพบุรุษประชาธิปไตยอย่างคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ รศ. ๑๓๐ และคณะราษฎร์ใน พ.ศ.๒๔๗๕ แต่บัดนี้กำลังเกิดขึ้นและเข้มแข็งขึ้นด้วยสถานการณ์ จนแทบจะบอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป 

แน่นอนว่ายังอีกหลายก้าวนักกว่าจะถึงหลักชัยอันสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าก้าวเดินเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะเส้นทางสว่างขึ้นจากก้าวที่เราเดินร่วมกันมาแล้ว และจุดคบมาเรื่อยๆ ตามรายทาง 

ความใส่ใจและมีส่วนร่วมของประชาชนต้องกลายเป็นความมั่นใจและกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นสู้

นักการเมือง/นักเลือกตั้งที่ไม่ยอมพัฒนา เอาประโยชน์เฉพาะหน้าของตนและเครือข่ายเป็นหลักจนเสียระบอบประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องออกไปจากการเมือง

ต้องประกาศศัตรูตัวจริงของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างไม่คลุมเครือ อธิบายทักษะทางการเมืองและวิถีอำนาจของเขาจนเป็นที่แจ่มแจ้งโดยทั่วกันเพื่อเป็นฐานการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน

และอื่นๆ อีกมาก

รัฐประหารเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ คือความมืดมิดของบ้านเมืองจริง แต่เป็นเพียงการดับเทียนดวงเล็กๆ ที่ทำให้มืดลงชั่วคราว ก่อนที่ประชาชนจะช่วยกันหล่อเทียนพรรษาขึ้นทั่วประเทศและจุดจนสว่างไสวเท่านั้น.

---------------------------------------------------------------------------------

ข่าว SMS ของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com บล็อก : wwwthaipeoplenews.blogspot.com


วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

เตรียมเผด็จการ โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เตรียมเผด็จการ
โดย : กาหลิบ

ได้เกิดเหตุระหว่างประเทศอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับรัฐบาลไทย แต่เป็นเหตุเงียบๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยเอาเลย แต่นี่แหละคือหลักฐานชิ้นล่าสุดที่ชี้ว่า นโยบายต่างประเทศ และผลประโยชน์ของไทยในระดับโลก กำลังถูกควบคุมและบีบคั้นราวกับตกเป็นตัวประกันจากสถานการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้าและประชาชนส่วนใหญ่จะตกเป็นผู้เสียหายในระยะยาว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อองค์กรระหว่างประเทศสององค์กร คือ สมาพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (FIDH) ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในเวียดนาม (VCHR) เตรียมนำเสนอรายงานเรื่อง “จากวาทกรรมสู่การกระทำ: สิทธิมนุษยชนในเวียดนาม” และตั้งใจจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนล่วงหน้าในวันจันทร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ามีจดหมายร่อนตรงมาจากกระทรวงการต่างประเทศไทยหนึ่งฉบับ ลงนามโดยนายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ ตรงไปยังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) ห้ามมิให้จัดงานแถลงข่าวนั้น โดยความตอนหนึ่งว่า

“... เป็นจุดยืนอันยาวนานของเราที่จะไม่ยอมให้องค์กรหรือบุคคลใดมาปฏิบัติกิจกรรมที่ส่งผลทางลบต่อประเทศอื่นๆ เราหวังว่า FCCT จะเคารพต่อจุดยืนนี้และไม่ยอมให้จัดงานนี้ในสถานที่ของท่าน...”

จดหมายลงวันที่ ๙ กันยายนฉบับนี้ ต่อมาถูกตอบโต้โดยผู้บริหาร FCCT ว่า ถ้ากระทรวงการต่างประเทศไทยต้องการจะห้ามกิจกรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนขององค์กรทั้งสอง ซึ่งเพียงมาเช่าที่ของ FCCT ในการจัดเท่านั้น ก็ให้แจ้งเขาเองโดยตรง อย่ามาใช้ FCCT เป็นคนส่งสาร

FCCT เปิดเผยด้วยว่า นอกจากไม่ให้จัดแถลงข่าวที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว กระทรวงการต่างประเทศไทยยังประกาศงดออกวีซ่าให้กับวิทยากรและผู้ร่วมงานทุกคนที่จะเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย ขณะนี้เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก ยกเว้นในเมืองไทยที่ปิดข่าวกันชุลมุน

งานนี้จะได้จัดหรือไม่ได้จัดคงไม่สำคัญเท่ากับภาพลักษณ์ของไทยหลังจากงานนี้ไป

การแทรกแซงสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศคราวนี้เป็นพฤติกรรมต่อเนื่องจากการโจมตีสิทธิในการนำเสนอข่าวสารข้อมูลของสื่อมวลชนสากล ซึ่งทำมาหลายครั้ง จนถึงขั้นแจ้งความจับกุม FCCT ทั้งคณะบริหารในข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กลไกการรัฐประหารทั้งสิ้น ตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์จนถึงยุคที่เชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นมาแทน ภาพจึงปรากฏชัดว่าระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ มิได้มีอยู่ในเมืองไทยทุกวันนี้

แล้วก็อย่ามาอ้างว่าทำเพื่อเวียดนามผู้เป็นเพื่อนบ้าน เพราะไม่มีหลักฐานว่าทางการของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องร้องขออะไรในเรื่องนี้เลย เวียดนามเขากำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์กับหลายชาติตะวันตกที่ชูเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่มีเหตุผลที่เขาจะขวางลำให้มันเสียบรรยากาศ น่าเชื่อว่างานนี้รัฐบาลไทยชงเองดื่มเองมากกว่า

เป็นการวางหลักการล่วงหน้าเตรียมไทยให้เป็นรัฐเผด็จการสมบูรณ์แบบ แต่ก็ทำแบบคนขลาดคือสร้างภาพให้คนทั่วโลกเขานึกว่าทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตน เพียงแต่ว่าทั่วโลกที่ว่านั้นเขาไม่ได้กินแกลบ เขาก็รู้ชัดแจ้ง

การเมืองภายในที่ส่งผลต่อนโยบายระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เคยสรุปไว้ในทฤษฎีที่เรียกว่า Linkage Politics ขณะนี้เห็นตัวอย่างชัดในประเทศไทย และเป็นแผนที่ตัวอย่างว่ารัฐหนึ่งๆ ที่หมกมุ่นกับความอยู่รอดของชนชั้นนำผู้ถือครองอำนาจสูงสุดของรัฐนั้น ถึงเวลาเขาก็ขุดหลุมฝังตัวเองได้จนมิด โดยไม่รู้เลยว่ากำลังฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ และไร้เกียรติยศ

ในข้อ ๒ ของพินัยกรรมของ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ท่านประกาศไม่รับเกียรติยศใดๆ ที่ผู้ที่อยู่ในฐานะของท่านพึงจะได้รับ เราก็ซาบซึ้งในเกียรติยศอันสูงของท่านผู้หญิงกันมาแล้วทั่วกัน เราคิดว่าท่านเขียนไว้เช่นนั้น เพราะท่านไม่อยากแสดงความใยดีใดๆ กับครอบครัวคนชั่วที่ครอบงำเมืองมาตั้งแต่ช่วงที่ท่านอาจารย์ปรีดียังมุ่งหน้าอภิวัฒน์อยู่

แต่เมื่อดูพฤติกรรมของชนชั้นนำไทยในวันนี้ เราเข้าใจลึกซึ้งอีกขั้นหนึ่งว่าท่านประกาศไว้เช่นนั้นเพราะท่านรู้ว่าชนชั้นนำเหล่านี้ไม่สามารถมอบเกียรติยศให้กับใครได้

เพราะไม่มีเกียรติกันทั้งตระกูลของตัวเองและลูกน้อง.

--------------------------------------------------------------------------------
ข่าว SMS ของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com บล็อก : wwwthaipeoplenews.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

สฤษดิ์น้อย-สฤษดิ์ใหญ่...ใครกำกับ? โดย กาหลิบ



คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง : สฤษดิ์น้อย-สฤษดิ์ใหญ่...ใครกำกับ?

โดย : กาหลิบ

เหตุการณ์ที่ตำรวจบุกยึดแท่นพิมพ์และประกาศปิดหนังสือรายปักษ์ “เรดพาวเวอร์” ทำให้เกิดปมปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะความลึกของระบอบเผด็จการในปัจจุบัน ว่าได้นำเมืองไทยดำดิ่งลงไปลึกแค่ไหนในขุมนรก 

ใครคนหนึ่งเขียนข้อความสั้นๆ มาอธิบายเรื่องนี้ได้แสบทรวงนัก เปรียบเทียบรัฐบาลปัจจุบันเป็น “สฤษดิ์น้อย” อนุสนธิจากเจ้าพ่อเผด็จการใหญ่ที่ตายจากไปนานแล้วคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 

มีใจความในตอนหนึ่งว่า

“.....นับตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัตน์ คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนด้วยการยึดแท่นพิมพ์เป็นครั้งสุดท้ายในประเทศไทย อันเป็นยุคก่อนที่"สฤษดิ์น้อย"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาเกิด นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องจารึกว่ามีเหตุการณ์ยึดแท่นพิมพ์อีกแล้ว โดยที่สมาคมต่างๆ เกี่ยวกับสื่อมวลชนยังพากันนิ่งเฉย

เหตุการณ์ยึดแท่นพิมพ์หนสุดท้ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารยึดอำนาจจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วได้ออกคำสั่งให้จับกุมนักหนังสือพิมพ์หลายคน จากหลายฉบับ ตำรวจอ้างคำสั่ง คณะปฏิวัติ มีคำสั่งให้ปิดหนังสือพิมพ์หลายฉบับอย่างไม่มีกำหนด โดยระบุให้ยึดและปิดแท่นพิมพ์ เพื่อห้ามทำการพิมพ์ จนกว่าจะมีคำสั่งอนุญาตเป็นอย่างอื่น จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนำครั่งประทับบนแท่นพิมพ์ พร้อมใช้โซ่ล่ามแท่นอย่างแน่นหนา นับเป็นการยุติการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ 

จากนั้นไม่มีเหตุการณ์ยึดแท่นพิมพ์อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการ ๓ ทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์ หรือยุคปฏิรูปแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๑๙ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบัน ๕๐ ปีเศษ ก็มาเกิดเหตุการณ์นี้อีกครั้งในวันนี้ (๙ ก.ย.)

  วันนี้ เมื่อเวลา ๑๓.๐๐ น. พ.ต.ท.ธนพัฒน์ นิลบดี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.สุนทร ชื่นชิด พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบริษัท โกลเด้น เพาเวอร์ พริ้นติ้ง จำกัด เลขที่ ๒๘๒/๔ หมู่ที่ ๒ ซอยงามวงศ์วาน ๒๗ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ ที่รับจ้างพิมพ์นิตยสารเรดพาวเวอร์ โดยมี นางวัชนีกร ศรีสวัสดิ์ อายุ ๔๓ ปี ผู้ดูแลนำเจ้าหน้าที่ตรวจค้น จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดสื่อสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับนิตยสาร เรดพาวเวอร์และเอกสารที่ต่างๆ จำนวนหนึ่ง และได้มีคำสั่งอายัดเครื่องพิมพ์ทั้ง ๑๑ เครื่อง โดยห้ามเคลื่อนย้ายจำหน่ายจ่ายแจก แต่ให้ใช้พิมพ์หนังสืออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับนิตยสารเรดพาวเวอร์ได้และห้ามเคลื่อนย้ายหนังสือบางส่วน และแจ้งว่า บริษัท โกลเด้น เพาเวอร์ พริ้นติ้ง จำกัด เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมผู้เกี่ยวข้องและตำรวจจำนวนมาก ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าตรวจค้นและยึดเศษกระดาษนิตยสารเรดพาวเวอร์ ที่พิมพ์เสียไปจำนวนมาก พร้อมทั้งประวัติพนักงานและเอกสารต่างๆ จำนวนมาก พร้อมทั้งนำพนักงานที่ดูแลไปสอบสวน และยังสั่งให้เลิกรับจ้างพิมพ์นิตยสารเรดพาวเวอร์ นิตยสารเรดพาวเวอร์ มี นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เป็นเจ้าของ 


นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการใช้สื่อเลี้ยงน้ำเชื้อเหล่าเสื้อแดง ทั้ง วอยซ์นิวส์ สปริงนิวส์ และเอเชียอัพเดท ที่มีการปลุกระดมให้เตรียมต่อสู้ ซึ่ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลด้านสื่อ ควรจะเข้าไปจัดการอย่างเข้มงวด เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้ว อีกทั้ง ศอฉ.ก็ควรจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีอยู่อย่างเต็มที่ จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานอย่างหนัก....”


อ่านแล้วก็เห็นภาพชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทยวันนี้


๑. ภาวะเผด็จการเมืองไทยได้ถอยหลังจากความเป็นเผด็จการแนบเนียนเพื่อให้ดำรงอยู่กับโลกที่เรียกหาประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ มาสู่ภาวะเผด็จการสุดโต่งและอวดอำนาจนั้นอย่างเปิดเผย เพราะเกรงว่าคนในเครือข่ายจะไม่รู้ว่าตนมีอำนาจสูงสุดและควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ 


๒. ระบบราชการไทย ทั้งทหาร ตำรวจ มหาดไทย ไม่มีความแตกต่างกันในความเป็นขี้ข้ารองรับอำนาจของจอมเผด็จการใหญ่ ล้วนเป็นเครื่องมือของ “ระบอบ” เดียวกันทั้งสิ้น


๓. ใช้อำนาจล้วงลึกไปถึงกิจการโรงพิมพ์ ซึ่งเป็นธุรกิจเอกชน ที่ผู้บริหารนิตยสาร “เรดพาวเวอร์” มิได้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใดๆ ทั้งสิ้น สวนทางกับหลักเศรษฐเสรี ที่ไทยไปรับหลักการของโลกมาถือไว้นานแล้ว


๔. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตสื่อมวลชน คือผู้เรียกร้องให้ใช้ความเผด็จการกับสื่อเอง เป็นสิ่งยืนยันอีกครั้งว่าในระบอบเผด็จการนั้น สมุนเผด็จการล้วนเป็นสัตว์ฝูงเดียวกัน โดยไม่มีความแตกต่างใดๆ เลย 


๕. บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตายไปเสียนานแล้ว ไม่ได้อยู่เสี้ยมสอนความรู้ด้านเผด็จการให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เมื่ออภิสิทธิ์ฯ กลายเป็น “สฤษดิ์น้อย” ขึ้นมาได้ ก็แปลว่า ผู้เชิดหุ่นกระบอกเผด็จการไทยและคอยฝึกสอนอย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นคนเดียวกับเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ นั่นเอง


ละครเรื่องนี้มันอยู่ที่ผู้กำกับครับ!


--------------------------------------------------------------------------

ข่าว SMS ของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /wwwthaipeoplenews.blogspot.com


 

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

สมัครภาคสอง โดย กาหลิบ



คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : สมัครภาคสอง
โดย : กาหลิบ

สื่อลงข่าวกันครึกโครมว่า หลังการลาออกของหัวหน้าเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ผู้จะมาสวมตำแหน่งแทนซึ่งอาจเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ได้ คืออดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คือ พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ
ใครกดปุ่มมาอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ผู้คนก็ออกจะเชื่อข่าวนี้กันมาก เพราะมาพร้อมกับการอำลาเก้าอี้ที่รักษาการมายาวนานของอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่างนายยงยุทธฯ และเกิดขึ้นพร้อมกระแสโหมกระหน่ำอย่างหนักเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ราวกับว่าจะได้เลือกตั้งกันในเร็ววันนี้ จนคนจำนวนไม่น้อยก็พลอยเชื่อว่าฝ่ายเราจะได้อำนาจรัฐกลับคืนมาในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

เมามันไปตามๆ กัน

ชื่อของพลตำรวจเอกโกวิทฯ ทำให้เกิดความคิดแตกออกไปหลายทาง ในแง่ความเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์มาเป็นตั้งๆ ก็คงจับมาถ่ายเต็มยศโชว์ชาวบ้านได้โดยไม่น้อยหน้าใคร

แต่ในแง่ส่งเสริมประชาธิปไตยต้องพิจารณากันให้ดีและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าดีกว่าตัวแทนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฝ่ายตรงข้ามอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย หรือนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งได้ลาออกจากระบอบประชาชนไปรับราชการก้าวหน้าอยู่ในระบอบเผด็จการโบราณเสียแล้ว

ความเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ต้องชัดเจนว่าสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยในทุกมิติ เพราะวันนี้มวลชนคาดหวังสูงและมีความรู้อย่างยิ่งเกี่ยวกับคนเด่นๆ ในวงการเมือง รู้แม้กระทั่งว่าใครมีวิสัยสันดานอย่างไร

การต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาสี่ปีเป็นมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ของระบอบประชาชน ที่สอบผ่านมาด้วยหยาดเหงื่อ เลือด และน้ำตา จะไม่เกิดตาสว่างบ้างให้มันรู้ไป ขนาดคนที่เคยตาบอดมาตลอดชีวิตบางคนยังตาสว่างขึ้นมาแล้วในวันนี้

ถึงพลตำรวจเอกโกวิทฯ จะเป็นคนในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพคนเดียวที่ไม่ปรากฏตัวในที่เฝ้าฯ เมื่อใกล้วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่เขายึดอำนาจจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามา จนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้องยกโทรศัพท์ไปยื่นคำขาดบางประการ หลังจากผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ด้วยกันที่นั่นกล่าวชัดว่าต้องคอยโกวิท สุดท้ายโกวิทก็ต้องมาจริงๆ โดยเป็นขบวนใหญ่มาจากสามพราน ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นตัวแทนของระบอบประชาชนได้ในทันที

เรื่องที่ไม่ปรากฏตัวในเวทีการต่อสู้นั้นยกไว้ เพราะคนเราสู้ได้หลายทาง ยอมรับตำแหน่งในสมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลรอบสองท่ามกลางคมหอกคมดาบก็ต้องถือว่าหัวใจใหญ่เอาการอยู่

แถมยังเอ่ยวลีอมตะทิ้งไว้ในวงการเสียด้วยว่า “พันธมิตรฯ เขาเป็น “ม็อบมีเส้น”
เรียกว่าเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนกับเขาด้วยคนหนึ่ง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวพลตำรวจเอกโกวิทฯ ซึ่งพออาศัย แต่อยู่ที่ตัวพลตำรวจเอกโกวิทฯ สะท้อนความต้องการอะไรของพรรคเพื่อไทยออกมา

สะท้อนว่าฝ่ายประชาชนพร้อมสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง

สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมจะให้การเลือกตั้งเป็นกุญแจไขไปสู่การปฏิรูปหรือปฏิวัติสังคมไทย

หรือสะท้อนว่าต้องการจะเอาใจใครเท่านั้น?

ถ้าหนักไปทางประโยคหลัง โปรดอย่าลืมบทเรียนสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนเอาไว้ให้ดีด้วย คราวนั้นก็นึกอย่างเดียวกันไม่ใช่หรือว่าจะเอา “ของโปรด” มาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ ความขัดแย้งใดๆ จะได้เบาบางลงหรืออาจจะหมดไปเลย

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นปมขัดแย้งขนาดใหญ่ชนิดไม่น่าเชื่อ พังทลายเป็นแถบๆ จนกระทั่งบัดนี้ เพราะไม่อาจทำหน้าที่กาวใจเชื่อมคนที่โกรธกันให้กลับมาญาติดีกันได้ มิหนำซ้ำยังพาให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีระยะใกล้กับนายกรัฐมนตรีระยะไกล มีปัญหาตามมาด้วย กลายเป็นวิกฤติใหม่ที่คาดไม่ถึงในขณะนั้น

ได้ข่าวมาเหมือนกันนะครับว่า ท่านใหม่ท่านก็มีสไตล์ของท่านเองอยู่ ไม่ชอบใจใครท่านไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่เหมือนกัน จึงควรคุยกันเสียให้ดี

จะได้ไม่พลาดบ่อยครับ.

-------------------------------------------------------------------------------
ข่าว SMS ของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com /wwwthaipeoplenews.blogspot.com

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ภาษาซาอุ โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ภาษาซาอุ
โดย : กาหลิบ

ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นกรณีประวัติศาสตร์ที่มีความแปลกประหลาดมากที่สุดกรณีหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นจากคดีขโมยเพชร การดำเนินคดีที่ยอกย้อน ยักยอก และยืดเยื้อยาวนาน การสังหารนักการทูตอย่างโหดร้ายทารุณ มาตรการโต้ตอบทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รุนแรง ฯลฯ ที่ไม่อาจแก้ไขได้จนบัดนี้

ล่าสุดนี้ รัฐบาลปัจจุบันของไทยยังเพิ่มความขัดแย้งขึ้นอีก เมื่อเออออกับมติแต่งตั้ง พลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๕ ผู้ต้องหาร่วมกับพวกทั้งห้าในการคดีการหายตัวของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓ ให้เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่

คดีที่กำลังระเบิดใส่หน้าท่านว่าที่คนนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรวบรวมมานั้นเพียงพอและมีคำสั่งฟ้องแล้ว

แม้แต่ศาลก็นัดสืบพยานกันในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นี้แล้วด้วย

แต่มาบัดนี้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจ ก็ออกมาพูดอย่างชัดเจนเป็นสาธารณะว่าคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯ พบว่าพลตำรวจโทสมคิดฯ ไม่มีความผิดและจะเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นคือให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งที่มาตรา ๙๕ ของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ บอกไว้ชัดเจนเป็นภาษาไทยว่าหลักปฏิบัติต่อตำรวจผู้เป็นจำเลยในคดีอาญาหรือคดีที่มีความผิดร้ายแรงนั้นจะต้องทำอย่างไร

ไม่ได้บอกให้ช่วยกันล้างความผิดและรีบเลื่อนตำแหน่งเป็นบำเหน็จรางวัลให้แน่

สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียจึงออกแถลงการณ์ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “...รู้สึกแปลกใจต่อความขัดแย้งระหว่างความหมายที่ชัดเจนใน พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ กับการปฏิบัติของคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ...” และ “...ความทุ่มเทของทั้งสองประเทศในการสะสางคดีที่คงค้างในปัจจุบันเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศโดยตรงเกรงว่าจะประสบความล้มเหลว...”

หลังจากออกฉบับแรกไปเมื่อ ๓ กันยายน ๒๕๕๓ อีกสามวันต่อมาในวันที่ ๖ ก็ออกอีกหนึ่งฉบับด้วยน้ำเสียงและเนื้อหาที่ “แรง” กว่าเดิม

สถานเอกอัครราชทูตฯ รู้สึก “...กังขาว่าการแต่งตั้ง พลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายไทย แต่ยังขัดขวางโอกาสที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมด้วย...”

และ “...ซาอุดีอาระเบียคาดหวังจะได้เห็นความโปร่งใส ยุติธรรม และการไม่แทรกแซงคดีนี้...”

ตามภาษาและท่าทีทางการทูต แถลงการณ์ฉบับแรกและฉบับที่สองซึ่งห่างกันเพียงสามวัน และเนื้อความในฉบับหลังที่ชี้ถึงพฤติกรรม “ขัดขวาง” กระบวนการยุติธรรมของทางการไทย และดักคอว่าอาจจะมีการ “แทรกแซงคดี” นั้น คือการแสดงออกที่ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความว่าซาอุดีอาระเบียเข้าใจซาบซึ้งทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นในห้วงเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งบัดนี้

และหนักใจขนาดไหนที่จะคบค้าสมาคมกับไทยต่อไป

คิดแบบใจเขาใจเราดูบ้าง ถ้าคนของเราถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือคนเลวของประเทศอื่น แล้วพบว่ารัฐบาลของประเทศนั้นๆ ปกป้องคนเลวและแต่งตั้งคนเลวคนนั้นให้ดำรงตำแหน่งที่ก้าวหน้าขึ้น ทั้งที่เราประท้วงต่อต้านอย่างชัดแจ้งมาโดยตลอด เราจะรู้สึกอย่างไร จะอยากคบกับประเทศนั้นต่อไปหรือไม่

นี่ล่ะครับคือความเห็นแก่ตัว ใจดำ และโลกแคบของผู้มีอำนาจในเมืองไทยปัจจุบัน ไม่สนใจใครอีกแล้วในโลกนี้ นอกจากตัวเองและผลประโยชน์โดยตรงของตน ขนาดคนชั่วที่ตัวเองใช้ไปฆ่าฟันและทำลายล้างศัตรูทางการเมืองอย่างผิดกฎหมายก็ส่งเสริมได้อย่างหน้าด้านๆ

ไม่ต้องเอา กอ.รมน. มาเตรียมการปิดประเทศอย่างพม่าหรอกครับ เดี๋ยวนี้แค่หาคนที่เขาอยากคบไทยก็ยากแล้ว.

-----------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ทางรอดวันนี้สีแดง (๒) โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ทางรอดวันนี้สีแดง (๒)
โดย : กาหลิบ

ตอนต่อในวันนี้มาจากแรงบันดาลใจที่ได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเป็น ส.ส. และอยากจะเป็นอีกทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง หลังจากที่เขาคนนี้ได้อ่านบทความเรื่อง “ทางรอดวันนี้สีแดง” เมื่อสัปดาห์ก่อน
เขาพูดว่า “ผมอ่านที่คุณเขียนแล้วอยากบอกว่า มวลชนเสื้อแดงมีประโยชน์แน่ เพราะสุดท้ายก็จะช่วยหย่อนบัตรลงคะแนนให้พวกเรา ทำให้เราชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลได้ แต่ระยะหน้าสิ่วหน้าขวานอย่าให้แสดงออกชัดเจนนักเลย เพราะที่ผ่านมาขบวนการเสื้อแดงก็อื้อฉาว จะทำให้เรามีศัตรูมาก”

ผมมองตาเขานิ่งอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง พยายามจะอ่านว่าสติปัญญาตื้นเขิน อุปนิสัยมักง่าย หรือความคิดของเขามีอันตรายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น สุดท้ายก็ต้องพูดกับเขาในสิ่งที่จะเขียนต่อไปจากนี้ และพูดโดยไม่ห่วงว่าจะเสียเพื่อนหรือไม่ ความคิดเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในหัวของคนๆ นี้คนเดียว ถ้าไม่ระงับยับยั้งกันไว้เสียแต่บัดนี้ ก็จะกลายเป็นพิษร้ายทำลายประชาธิปไตยได้

คุณรู้ตัวหรือไม่-ผมว่า-วันนี้พรรคของคุณเป็นฝ่ายพึ่งพาอาศัยมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่มีคนในชุดแดงเป็นสัญลักษณ์​ไม่ใช่มวลชนเขาพึ่งคุณ และไม่ได้มานั่งรอให้คุณใช้เขาเครื่องมือเอาชนะเลือกตั้งเท่านั้น เพียงแต่ว่ามวลชนยังขาดการจัดองค์กร ไม่มีทั้งองค์กรนำและแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน จึงทำให้มวลชนต้องรวมตัวกันตามมีตามเกิด โดยยึดเอาแนวทางของแกนนำนั้นๆ เป็นหลัก หากแกนนำดีและมีประสิทธิภาพก็รวมตัวกันได้นาน ถ้าแกนนำล้าหลัง วางอำนาจ และขี้โกง ก็จะเกิดวิวาทบาดหมางกันจนกลุ่มสลายไป เช่นที่เกิดมาจนนับกลุ่มไม่ถ้วน

ปัญหาในวันนี้อยู่ที่คนแบบคุณไม่มีปัญญาจัดตั้งองค์การนำและเป็นแกนนำที่มีจิตใจสูงพอสำหรับมวลชนที่เขาจริงจังและจริงใจต่างหากเล่า คุณถึงได้ถูกจำกัดอยู่แค่เกมเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโลกทั้งโลกที่คุณรู้จัก ในขณะที่มวลชนตัวจริงเขากว้างขวางลึกซึ้งกว่าโลกแคบๆ นั้นมาก

เขาย้อนถามว่าแล้วจะให้ทำอะไร

สูงสุดของงานมวลชนในวันนี้คือการจัดตั้งทางความคิด ไม่ใช่การหาเสียงหรือจัดสร้างเครือข่ายหัวคะแนน ซึ่งเป็นงานรองที่ทำในภายหลังได้เสมอ

ความคิดที่ว่านี้คือ อนาคตของระบอบการเมืองการปกครองและโครงสร้างใหญ่ของเมืองไทย ที่มวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่เรียนรู้จากประสบการณ์ทางการเมืองเรื่อยมาตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปไตยที่ได้ผล มาจนถึงเหตุการณ์ชิงอำนาจไปจากมือของประชาชนจนกระทั่งบัดนี้ หากไปถามด้วยศัพท์แสงสูงๆ แบบนักวิชาการ คงจะพูดไม่ถูกกันนัก แต่ถ้าถามความต้องการที่มันเป็นเนื้อในของภาษาเหล่านั้น เขาตอบได้ฉาดฉานกันทุกคน

คุณต้องขอร้องให้มวลชนชวนกันเข้าร่วมในกิจกรรมทางปัญญาเหล่านี้กันมากๆ ถ่ายทอดทัศนะที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสมอภาค เสรีภาพ ความเคารพในกฎหมาย ความยุติธรรมที่บกพร่องอย่างหนัก สุดท้ายจึงชวนกันมาสู่กระบวนการเลือกตั้งภายใต้แรงกดดันทางสังคมเพื่อไม่ให้คดโกงในขั้นตอนดำเนินการและป้องกันการบิดพลิ้วเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิ์

ไม่ใช่ขึ้นต้นก็เลือกตั้งกันเป็นบ้าเป็นหลัง ชนิดแทบจะฉุดมือกันไป แถมยังฉุนโกรธคนที่ตักเตือน ทั้งที่คุณก็ยืนยันไม่ได้ว่าเราจะได้รับการปฏิบัติอย่างอารยะสมตามหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่โดนโกงเจตนารมณ์ก็ยังไม่มีหน้าไหนวิเคราะห์ได้ว่าเหตุใดคราวนี้จะไม่เกิดการหักดิบเช่นนั้นอีก

สรุปแล้วคือ พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องทำตัวให้สมกับความเป็นเวทีสะท้อนทางการเมือง

ไม่ใช่สโมสรต่อรองผลประโยชน์หรือเฉือนคมกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง

เดินเข้าพรรคก็อย่าให้มวลชนรู้สึกเหมือนเข้าธนาคาร ไม่มีบรรยากาศของความอบอุ่นและการแลกเปลี่ยนทางความคิดเลยแม้แต่น้อย

จัดกันแบบนั้นฮวงจุ้ยอีกห้าร้อยตำราก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้

ผมลงท้ายกับเขาไว้ว่า ถ้าเราจัดตั้งเสื้อแดงอย่างจริงจัง เราจะเปลี่ยนประเทศนี้ได้เสมอ.

---------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

"อย่าลืมสุรเกียรติ์" โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : อย่าลืมสุรเกียรติ์
โดย : กาหลิบ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทย์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ ว่า หมิ่นประมาทตนในรายการโทรทัศน์ของสถานี ASTV เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ผลคือศาลเห็นว่าผิดตามฟ้องจริง และสั่งจำคุกจำเลยคนละ ๖ เดือน ปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่สุดท้ายให้รอลงอาญา ๒ ปี เนื่องจากไม่เคยถูกจำคุก และเห็นว่าเป็นการกระทำความผิด “เนื่องจากความเคารพรักต่อสถาบันกษัตริย์”

เรื่องนี้จะเสียดแทงใจใครว่าความยุติธรรมไทยมันช่างมีเงื่อนไขที่แสลงต่อหลักสากลโลก หรือจะลิงโลดดีใจแบบคนคิดตื้นๆ ว่ากระบวนการไทยให้ความยุติธรรมได้จริงก็ช่างเถิด สิ่งที่อยากเตือนดังๆ คือ อย่าลืมว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทั้งนายสนธิ นางสโรชา หรืออดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่เป็นเหตุแห่งคดีความ คนที่ว่านี้คือ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณฯ นั่นเอง

ใจความของคดีนี้คือ คำกล่าวที่นายสนธิและนางสโรชาอ้างว่าเป็นของนายสุรเกียรติ์ และเป็นที่อ้างกันอย่างกว้างขวางต่อไปอีกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับบุคคลในสถาบันระดับสูงของไทยให้ตนฟัง ตนฟังแล้วก็ตัดสินใจถอนตัวจากรัฐบาลนั้นด้วยความไม่พอใจ

ประวัติศาสตร์เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งแวดล้อมการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อยู่นี้ ความจริงแล้วก็ยังมืดมนสิ้นดี เพราะผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายประชาธิปไตยในครั้งนั้น ก็ยังครองอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในปัจจุบัน เขายังมีอำนาจล้นพ้นในการปกปิดอำพรางความจริงในสังคมไทย คดีความที่ศาลอาญาชี้ว่าผิดจนต้องจำคุกกันถึงสองปีนี้ จึงเป็นกุญแจอีกดอกที่อาจช่วยไขให้สาธารณชนได้เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทยกันแน่ และไอ้โม่งใหญ่ที่เป็นเงาดำทาบทับสรรพสิ่งทุกอย่างที่เป็นของปวงชนชาวไทยนั้น มันคือผู้ใด

คำถามคือนายสนธิและนางสโรชารู้ได้อย่างไรว่าอดีตนายกรัฐมนตรีพูดอะไรกับนายสุรเกียรติ์ ซึ่งเป็นการพูดในที่ลับอันเป็นรโหฐาน และหากมาจากคำบอกเล่าของนายสุรเกียรติ์เอง เพราะเหตุใดนายสุรเกียรติ์จึงไม่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย?

ถ้านายสุรเกียรติ์ไม่ได้บอกเล่า หรือเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย เป็นเพียงการยกเมฆของนายสนธิและนางสโรชา ก็ต้องถามต่อว่าเหตุใดนายสุรเกียรติ์จึงไม่ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีและฟ้องร้องนายสนธิและนางสโรชาที่ทำให้ตนเองต้องเสียชื่อเสียงหรือทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดเล่า?

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงตรรกะว่า อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ใช่คนไร้ปัญญาหรือควบคุมตนเองไม่ได้จะไปพูดอย่างนั้นต่อคนอย่างนายสุรเกียรติ์ได้อย่างไร ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า นายสุรเกียรติ์ผู้นี้คือสามีของท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย พระราชขนิษฐาแท้ๆ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ?

วิเคราะห์จากภาพรวมแล้ว จึงต้องสงเคราะห์ว่าคดีนี้ช่วยฉายไฟกลับไปหานายสุรเกียรติ์อีกครั้งหลังจากพยายามทำตัวเงียบเพื่อให้สังคมลืมความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีไปเสียให้สิ้น

คำถามเชิงประวัติศาสตร์คือนายสุรเกียรติ์มีบทบาทอย่างไรในวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะต่อการให้ข้อมูลกับอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับข้อมูลนั้นแล้วก็ตัดสินใจไม่ขึ้นกล่าวปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ทั้งๆ ที่เลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้นยืนยันให้สิทธิ์

สละโอกาสจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นไปอย่างน่าเสียดายและน่าเสียใจเป็นที่สุด

ทำไมนายสุรเกียรติ์ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงไปอยู่ในห้องพักของอดีตนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหารและดูเหมือนจะมีบทบาทอย่างสูงในการตัดสินใจยามคับขันนั้น?

นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และแม้กระทั่งนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและผู้ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ใดและมีบทบาทอย่างไรในเวลานั้น?

เรากำลังพูดเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ประโยชน์ของประวัติศาสตร์คือทำให้เราเข้าใจได้ชัดและซาบซึ้งขึ้นว่าเหตุใดปัจจุบันจึงเป็นเช่นนี้ ใครทำให้ประเทศชาติและประชาชนต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้?

ความเลวร้ายเบื้องหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เริ่มจากแหล่งใดและด้วยวิธีการใด ย่อมมีความหมายมากต่อการวิเคราะห์ปัจจุบันและพยากรณ์อนาคตของเมืองไทย

ตั้งต้นจากคดีสนธิ-สโรชา-สุรเกียรติ์นี่ไปก็ได้ครับ.
------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ทางรอดวันนี้สีแดง โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ทางรอดวันนี้สีแดง
โดย : กาหลิบ

มีข่าวเข้าหูมาเรื่อยๆ ว่า สมาชิกและแม่ยกของพรรคเพื่อไทยบางส่วน ซึ่งหวังว่าจะเป็นส่วนน้อย เชื่อว่าคนเสื้อแดงคือปัญหาทางการเมืองของฝ่ายตน จึงมีความพยายามอย่างเงียบๆ ที่จะแยกคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยออกจากกัน โดยหวังว่าวิธีนี้จะส่งเสริมชัยชนะในการเลือกตั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

หลังฉากน่ะก็ดูแลสนับสนุน แต่หน้าฉากจะทำมึนตึงหรือเย็นชาเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน

ฟังเผินๆ ก็อยากบอกว่าช่างฉลาดล้ำลึก แต่วิเคราะห์เข้าจริงๆ แล้วมันอ่อนด้อย ล้าหลัง และน่าเวทนาจนไม่รู้จะแกล้งชมอย่างไร

ประเด็นใหญ่มีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้น

หนึ่ง-พรรคเพื่อไทยในวันนี้มีแต่คนเสื้อแดงเป็นพวกและพร้อมจะเป็นฐานขึ้นสู่อำนาจให้ คนอื่นๆ เขาพร้อมจะผสมพันธุ์กับเหลือง ชมพู และหลากสีเพื่อความอยู่รอดของเขามานานแล้ว

สอง-มหาอำมาตย์ใหญ่และโคตรเหง้าศักราชของเขาบวกด้วยเหล่าขี้ข้าม้าครอกทั้งฝูง เขาขึ้นใจเสียแล้วว่าคนเสื้อแดงคือฝ่ายประชาธิปไตยและเป็นศัตรูตัวฉกาจของเขา เกมดัดจริตที่ว่าด้วยแยกกันเดิน-รวมกันตีนั้น จะเอาไปเล่นลิงหลอกเจ้าที่ไหน?

แค่สองประเด็นนี้ก็ควรตั้งสติได้แล้วนะครับว่า พรรคเพื่อไทยควรมีนโยบายการเมืองอย่างไรต่อมวลชนคนเสื้อแดง

ผู้มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยต้องลงไปหยุดกระแสงี่เง่านี้และสวมกอดมวลชนคนเสื้อแดงอย่างไม่ต้องลังเลสะทกสะท้านใดๆ เลย

ประกาศเป็นนโยบายของพรรคหรืออย่างน้อยให้เป็นมติกรรมการบริหารไปเลยว่า มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยคือมวลชนของเรา และสั่งให้ผู้สมัคร ส.ส. ในอนาคตออกไปสนับสนุนอย่างเปิดเผย

อย่ามาพูดท่านั้นท่านี้ว่า เป็น ส.ส. ก็ต้องเล่นในสภา จะไปเล่นนอกสภาไม่ได้

ยางหัวยังไม่ตกกันอีกหรือว่าเขาใช้ความดิบเถื่อนยึดได้ทั้งสภา ทั้งทรัพย์สินชั่วชีวิตของคุณและครอบครัว แถมยังฆ่าคุณได้หน้าตาเฉยอีกด้วย จะยังไม่สำนึกในความจริงแล้วกราบขอร้องให้มวลชนปกป้องเราจากภัยรัฐประหารและอื่นๆ เพื่อเราจะได้อยู่รอดไปทำงานรับใช้มวลชนอีกต่อหนึ่งอีกหรือ?

อย่ามาอ้างว่ามวลชนที่เป็นกลางเขาไม่ชอบความวุ่นวายในบ้านเมือง เขาอยากให้สงบและเลือกตั้ง ใครคิดอย่างนี้หัดออกไปฟังเสียงให้ไกลจากสำนักงานเลือกตั้งหรือกลุ่มก๊วนของตัวเองอีกสักหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่ามวลชนคนเดินดินตัวจริงเสียงจริงเขารอคอยให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดินกันขนาดไหน

สมัยที่มีเวทีสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล ผ่านฟ้า และราชประสงค์ เราเตือนกันด้วยความหวังดีว่า ระวังแกนนำจะล้าหลังกว่ามวลชน

ตอนนี้ต้องเอามาขยายว่า กรุณาระวังว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ท่านสมาชิกพรรค และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย จะล้าหลังกว่ามวลชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง

ใครทำตัวห่างเหินกับเสื้อแดงในวันนี้ ก็เท่ากับยอมรับสภาพเดิมของผู้มีอำนาจเก่า นั่นคือยอมรับในนโยบายทำลายประชาธิปไตยและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยของเขา

ใครกระโดดเข้าสวมกอดคนเสื้อแดงวันนี้ เท่ากับอ่านกระแสออกวิเคราะห์สถานการณ์ทัน และพูดโดยไม่ต้องพูดเลยว่าพร้อมจะยืนเคียงข้างมวลชนและสู้อย่างถึงที่สุด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากให้มันเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเลยแม้แต่คำเดียว

ใครจะเล่นเกมดัดจริตและรอให้เขายุบพรรคเป็นครั้งที่สามก็รอไปเถอะครับ แต่ควรรู้ว่าน้ำอดน้ำทนของมวลชนท่านก็มีขีดจำกัด และเขาฉลาดพอที่จะไม่เกาะอะไรที่มันลอยตามน้ำมา เพราะนอกจากเหม็นมือแล้วยังยึดเป็นหลักอะไรไม่ได้เอาเลย

มวลชนเขาจะเอาประชาธิปไตยอย่างเดียว ระบบใต้ตีนใครเขาไม่เอา

และทางรอดในวันนี้มีแต่สีแดงเท่านั้น.

------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สนามเล็กในระบอบใหญ่ โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : สนามเล็กในระบอบใหญ่
โดย : กาหลิบ

วันนี้จำต้องสะท้อนถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) ซึ่งเป็นชัยชนะทางตัวเลขอย่างขาดลอยของพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะว่าซ้ำเติมกันอย่างไรก็ว่าเถิด

ขบวนประชาธิปไตยมาถึงขนาดนี้แล้ว พูดความจริงกันไม่ได้ ก็ควรไปเปิดกรวยอำนวยพรและกราบเท้ากันต่อไปให้มันเพลิดเพลินเจริญใจ อย่ามาเกะกะอยู่บนถนนสายปฏิวัติกับเขาเลย

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ครั้งนี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

ผู้ที่กำลังหลงใหลใฝ่ฝันถึงการเลือกตั้ง กระหายใคร่เลือกตั้งใหญ่โดยเร็วที่สุด โปรดนำผลนี้มาพิจารณาสักหน่อย

บางคนกำลังฝันหวานว่าจะได้เลือกตั้งกันเร็วๆ นี้แล้ว ไม่กุมภาพันธ์ปีหน้าก็เร็วกว่านั้น วันนี้จึงจำเป็นต้องระดมทุนมาฟื้นฐานเสียงและวางยุทธวิธีกันแต่เนิ่นๆ ในระยะตกเขียวของคนที่ไม่มีอาชีพอย่างอื่นรองรับ ไม่น่าแปลกใจที่มีข่าว “แพ็คเกจคู่ ๘๐ ล้าน” หรืออะไรออกมาให้วุ่นวายไปหมด

บางคนกำลังหวังว่า เขาคงเจรจารวมไปถึงคดีความที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด ว่ากันตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมาเลยทีเดียว นิรโทษกรรมเสียให้เกลี้ยงถาดแล้วกลับสู่สนามเลือกตั้งกันให้หมด เรื่องนี้คนที่พลัดบ้านพลัดเมืองมาบางคนก็ยังร่วมฝันหวานกับเขาไปด้วย

ต่างคนก็ต่างฝันกันไป จนมามองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสนามเล็ก

ผู้คร่ำหวอดบางท่านเอะอะขึ้นว่า ประชาธิปัตย์เขาครองสนามนี้มาแต่ไหนแต่ไร ใช้เป็นมาตรวัดสนามใหญ่ไม่ได้หรอก พ่ายแพ้ในสนามนี้ไม่ได้แปลว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะไร้สิ้นทางสู้ในสนามใหญ่
ก็อาจจะจริง แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่าสิ่งสำคัญกว่าความนิยมหรือเจตนารมณ์ของมวลชนที่รักท่านอยากเชียร์ท่านใจจะขาดนั้น คืออำนาจรัฐที่ฝ่ายเขาใช้ควบคุมและครอบงำกระบวนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอีกต่อหนึ่ง

มีคนติงว่า เราเคยชนะอย่างสง่างามมาแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ท่ามกลางฝูงเผด็จการทั้งใน คมช. และรัฐบาล คราวนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไม่ได้หรืออย่างไร ยิ่งมวลชนแดงกันทั้งประเทศอย่างไม่ยอมโรยราก็ยิ่งเป็นคะแนนสะสมที่หนักแน่นยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ใช่หรือ

คำตอบก็คือ คราวนั้นเขาเผลอไผล เชื่อมั่นในอำนาจควบคุมของกองทัพมากจนเกินไป บวกกับความไร้ประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อของรัฐบาลสุรยุทธ์ ความศรัทธาของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่เปี่ยมล้นจึงได้รับการสะท้อนออกมาผ่านการเลือกตั้ง แล้วอย่างไรเล่า? สุดท้ายเขาคนนั้นก็ต้องปลุกผีพันธมิตรฯ สั่งผู้พิพากษาฝ่ายเขา และระดมพวกทหารมองการณ์สั้นในกองทัพมาทำลายรัฐบาลของผู้ชนะลงถึงสองชุด

แต่คราวนี้ เขาใช้พลแม่นปืนหรือสไนเปอร์กับประชาชนผู้ไร้อาวุธและเรียกร้องเพียงการยุบสภาจนล้มตายกันเป็นร้อยๆ ทั้งที่เป็นทางการและตามความจริงแล้ว เขาจะไม่เรียนรู้ความผิดพลาดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ และหาทางกลบเกลื่อนความชั่วร้ายเลวทรามของตัวเองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีนี้ คงเป็นไปไม่ได้แน่

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็สั่งให้การเลือกตั้งเป็นทุ่งสังหารแห่งใหม่

ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายเราที่มีทางชนะ จะถูกทำลาย ทำร้าย และทำให้แพ้ไปได้ อาจสูญเสียแม้กระทั่งชีวิต

สุดท้ายก็จะโกงที่ผลการเลือกตั้งนั้นเอง จนฝ่ายประชาธิปไตยแพ้ หรือไม่ชนะอย่างหนักแน่นพอจะถ่วงดุลกับอำนาจอันล้นพ้นของเขาได้

เมื่อคำว่า ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย แม้กระทั่งคำว่า ทักษิณ เริ่มเลือนราง ก็สั่งการให้ยึดอำนาจรัฐประหารรอบใหม่

ล้างไพ่ยังไม่พอ คราวนี้ให้ล้างโต๊ะที่นั่งเล่นไพ่นั้นด้วย

เลือกตั้งให้ตายในระบอบเขา ก็ได้แค่ตายครับ.

-------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ใครคุมคณะสงฆ์? โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ใครคุมคณะสงฆ์?
โดย : กาหลิบ

ทราบข่าวที่เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามฯ ท่านไม่ยอมให้คนเสื้อแดงเข้าไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนผู้เสียชีวิตในบริเวณราชประสงค์แล้วก็เศร้าใจ

เศร้าใจแทนชาวประชาธิปไตย

เศร้าใจแทนวีรชนผู้กล้าเพื่อประชาธิปไตย

และเศร้าใจแทนพระสงฆ์ไทย ผู้ทรงศีลสูงกว่าฆราวาส

ข่าวแจ้งว่าท่านเจ้าอาวาสท่านเปลี่ยนใจ ทั้งที่ผู้จัดงานเข้าไปประสานงานและจองวัดไว้ล่วงหน้าตามระเบียบทุกอย่างของทางวัด จนออกข่าวและประชาสัมพันธ์ไปอย่างกว้างขวางแล้ว สุดท้ายก็เร่งประสานและเปลี่ยนไปทำบุญที่วัดหัวลำโพงแทน ออกจะทุลักทุเลอย่างไม่ควรที่

อ่านตามหน้าข่าวแล้วก็สรุปเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ได้เกิดแรงกดดันจากภายนอกกำแพงวัดมาสู่องค์ของท่านเจ้าอาวาส ให้ทบทวนท่าทีเสียใหม่ว่าท่านจะ “เข้าข้าง” มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยและผู้ที่ถูกฆาตกรรมกลางเมืองแน่หรือ

แรงกดดันนั้นคงจะสูงพอ มีน้ำหนักพอ และรุนแรงพอที่พระสงค์ผู้ทรงสมณศักดิ์ระดับนี้ได้รับแล้วถึงกับต้องเปลี่ยนใจกลางคัน

ลำพังรัฐบาลน่ะหรือจะไปสั่งการหรือกดดันอะไรกับท่านได้

ความจริงเรื่องเท่านี้ไม่กระทบผิวพวกเราชาวประชาธิปไตยอยู่แล้ว ผู้ร่วมจัดงานแต่ละคนเก่งพอที่จะรับแรงกดดันและวิชามารเยี่ยงนี้ได้สบาย

แต่กรณีไม่ให้สาธุชนเข้าวัดของพระพุทธเจ้าเที่ยวนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่ชี้เลยทีเดียวว่า ผู้เผด็จการตัวหลักของไทยเขาเข้าเขมือบและครอบงำสังคมทุกตารางนิ้ว รวมทั้งสังฆมณฑลของไทยอย่างไร พูดง่ายกว่านั้นคือ ทำให้เราเห็นได้ทีเดียวว่าพระสงฆ์องค์เจ้าถูกเหลือบระดับชาติรายเดียวกันนี้ดูดกินเลือดเนื้ออย่างไร ไม่เฉพาะกับพวกเราที่เป็นคฤหัสถ์หรอก

พระศรีปริยัติโมลี หรือ ท่าน ดร.สมชัย กุศลจิตโต แห่งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้ผลิตงานที่ยอดเยี่ยมทางวิชาการในประเด็นนี้ออกมาหลายเล่ม เรียกว่าประเด็นการปกครองคณะสงฆ์ ใครเปิดอ่านอย่างตั้งใจจะพบว่า รัฐอันสามานย์ของไทยโบราณ โดยเฉพาะในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ ได้ปล้นเอาอำนาจพุทธคุณอันบริสุทธิ์ที่ใช้ผ่านสาวกผู้ทรงศีลขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปอย่างไร


นอกจากจะออกกฎหมายที่อ้างอำนาจสูงสุดมาบังคับผู้ที่มีศีลสูงกว่า ยังใช้ความเลวร้ายที่ไม่ผิดอะไรกับโจรมาทำร้ายพระศาสนาและพระสาวกอย่างต่อเนื่องอีกนับครั้งไม่ถ้วน

สมเด็จพระสังฆราชบางพระองค์เคยถูกฆาตกรรมมาแล้ว โดยทำให้เป็นอุบัติเหตุอำพราง โดยออกข่าวว่ารถพระประเทียบถูกรถใหญ่ชนจนตกทาง ทำให้ถึงกับสิ้นพระชนม์

สมเด็จ รองสมเด็จ พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์รายใดที่ไม่ฝักใฝ่ในเขา แถมแสดงความเลื่อมใสศรัทธาในของ “นอกรีต” อย่างประชาธิปไตย ก็จะโดนของหนักและแรงจนแทบจะเอาองค์ไม่รอดอย่างที่เกิดกับพระพิมลธรรมแห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์จนพลาดโอกาสที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช


ไม่รวมพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงน้อยกว่าอีกหลายพันหลายหมื่นรูปที่ถูกละเมิดสิทธิ์และละเมิดศีลของพระ ถูกจับสึกและเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากองค์ ทั้งที่ท่านไม่เคยเปล่งวาจาขอลาสิกขาเลย


ไม่ต้องอื่นไกล ภาพที่เปลื้องผ้าเหลืองพระและบังคับสึกที่ราชประสงค์ก็ยังคงสะเทือนสะท้านอยู่ในใจของหลายคน เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

หน้าไหนในเมืองไทยเล่าครับที่มันทำร้ายพระทำร้ายเจ้าได้ลงคอขนาดนี้?

หน้าไหนในเมืองไทยเล่าครับที่มันมีอำนาจตามกฎหมายและจารีตถึงขนาดนี้?

ก็หน้าเดียวกับที่ประกาศตัวเองว่าลุโสดาบันสำเร็จอรหันต์มีคุณอันวิเศษ จนสามารถสั่งรัฐบาลให้ยิงหัวคนไทยผู้ไร้อาวุธได้กลางถนน เพื่อเอาตัวและครอบครัวรอดนั่นไง.

--------------------------------------------------------------------------------

ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เข้าใจเพื่อน โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เข้าใจเพื่อน
โดย : กาหลิบ

ถามกันมากว่า เบื้องหลังการลาออกของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร จากตำแหน่งที่ปรึกษาในกัมพูชาทั้งสองตำแหน่งคือที่ปรึกษาของราชอาณาจักรและที่ปรึกษารัฐบาลนั้น เกิดจากความขัดแย้งระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้นำกัมพูชา หรือกัมพูชาปรับเปลี่ยนนโยบายต่อฝ่ายประชาธิปไตยไทยแล้วหรืออย่างไร

สอบถามจากเพื่อนฝูงที่มีอยู่บ้าง ได้ความว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ทั้งหมดคือมารยาทของฝ่ายไทยที่เป็นห่วงภาระทางการเมืองที่ฝ่ายกัมพูชาเขาได้รับอยู่เท่านั้นเอง

ความจริงทางกัมพูชาก็ตอบกลับมาก่อนหน้านี้ว่า อย่าห่วง ความกดดันใดๆ จากฝ่ายไทยไม่ได้มีผลอะไรต่อเขาเลย

ตรงกันข้าม เมื่อเจ้าของประเทศไทยสั่งฆ่าประชาชนของตนเองอย่างโหดเหี้ยมกับสำแดงนิสัยคนพาลในกรณีปราสาทพระวิหารออกมาชัดแจ้ง ยิ่งทำให้กัมพูชาได้เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาเป็นพวกเพิ่มอีก เพียงแต่เขาไม่แสดงออกให้กระเทือนซางกันเท่านั้น

ไม่มีความจำเป็นที่คุณทักษิณต้องลาออก

อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้แต่ขอบคุณ และสนองถ้อยคำไปว่า การสนับสนุนต่อฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งกัมพูชาแสดงออกตลอดมานั้น ก็ซาบซึ้งอยู่นักหนาแล้ว จะให้ตัวเองถ่วงน้ำหนักการทูตต่อไปโดยไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรให้เต็มที่ตามความตั้งใจนั้นก็ไม่ใช่นิสัย จึงขอตัวก่อน

ทางกัมพูชาก็เข้าใจ กราบบังคมทูลให้พระเจ้าอยู่หัวสีหโมนีทราบฝ่าละลองธุลีพระบาทแล้วก็หมดขั้นตอนกันไป ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลนั้นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตามระเบียบ

ความสัมพันธ์ทางใจไม่ถูกกระทบกระเทือนอะไร เพราะจะให้เปลี่ยนใจจากประชาธิปไตยไปสู่โจร ประเทศที่โผล่พ้นน้ำมาแล้วอย่างเขาคงทำไม่ได้

แต่รัฐบาลไทยก็ฉวยโอกาสนี้ส่งเอกอัครราชทูตกลับไปประจำการที่กรุงพนมเปญ หลังจากที่แอบส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาเพิ่มเติมก่อนหน้านี้แล้วนับสิบคน ในภารกิจลับเพื่อเอาใจเจ้าของประเทศไทย


การเอาทูตใส่ถาดกลับมาเช่นนี้ มองตามตัวอักษรแล้วก็ผิดธรรมเนียม เพราะการยกระดับความสัมพันธ์จะต้องเกิดจากการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ไม่ใช่จากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับฝ่ายกัมพูชาเขา

ท่าทีละล่ำละลักอย่างนี้ส่อแสดงว่า ผู้มีอำนาจเมืองไทยในยุคนี้คงกลัวที่จะทำสงครามกับกัมพูชาเหลือเกิน

ท่าทีเก่งกาจที่แสดงออกมาตั้งแต่นายถึงพลนั้น ความจริงปากกล้าขาสั่นกันทั้งนั้น

สงครามนั้น ไม่ใช่ของดี ลดเงื่อนไขให้สงครามห่างตัวไปได้ก็เป็นเรื่องที่ควรสาธุการ แต่ปัญหาคือผู้มีอำนาจไทยเขาไม่ได้กลัวในมุมนั้น เขากลับกลัวว่าหากเกิดการปะทะด้วยกำลังขึ้นมา จะฉาวโฉ่ไปทั่วโลกว่ากรณีพิพาทครั้งนี้เกิดขึ้นจากความพาลหาเรื่องของฝ่ายไทย เพียงเพื่อสนองตอบตัณหาการเมืองภายในประเทศของคนแก่ตกโลกบางคนเท่านั้น หาสาระใดๆ ให้เขาเคารพนับถือไม่ได้เลย

รู้อย่างนี้ก็เลยรีบส่งทูตแบบอ้าขาผวาปีก ให้ได้อายกันอีกรอบหนึ่ง เรื่องนี้วงการทูตอาเซียนเขาก็หัวเราะกันคิกคักกันอยู่

ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยึดอะไรเป็นเป้าหมายใหญ่และวิถีใดเป็นถนนสายหลัก ชาวประชาธิปไตยทั่วไทยและทั่วโลกเขาก็คอยให้ท่านชี้ชัดอยู่ แต่ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ได้แสดงออกมาคราวนี้ ก็ได้รับความชื่นชมจากผู้คนที่เขาจ้องมองอยู่มาก เพราะเห็นว่าท่านช่วยให้ขบวนประชาธิปไตยมั่นคงแข็งแรงขึ้น

เพราะขบวนนี้ยังต้องเดินกันอีกไกลนัก.

--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เอกสังคมกับหล่มการเมือง โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เอกสังคมกับหล่มการเมือง
โดย : กาหลิบ

ข่าวจากพวกเราที่อยู่ข้างในแจ้งว่า เขากำลังเตรียมจับกุมคุมขังพวกเราอีกนับร้อยคนในเร็ววันนี้ เนื่องจากคำนวณพลาด เข้าใจว่าการไล่ล่า สังหาร จับกุม คุมขังที่ผ่านมา จะทำลายฝ่ายประชาธิปไตยได้อย่าง “พอเพียง” ที่ไหนได้ ขบวนประชาธิปไตยกลับสลับบทบาทกันได้เหมือนดาราละครสัตว์ที่โยนบ่วงกลมไปมาระหว่างกันได้โดยไม่มีตกพื้น จนต้องนั่งดูเหมือนถูกสะกดจิต ข้างบนจึงต้องโวยวายลงมาว่าทำไมไม่กำจัดกวาดล้างกันต่อ

สัญญาณลงมาแล้ว คำสั่งในระดับปฏิบัติการก็ต้องออกมาว่าตาม

ความจริงการทำตามคำสั่งนี้ แทบไม่มีผู้ปฏิบัติคนไหนที่กระทำด้วยความชื่นบาน มีแต่จะคอยหนีจากคำสั่งนั้น เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังถลำลึกลงไปทุกที ยิ่งทำตามคำสั่งยิ่งขุดหลุมฝังตัวเองลงไปเรื่อยๆ เว้นเฉพาะพวกทหารเกาะชายกระโปรงไม่กี่คนเท่านั้นที่ดูจะกระเหี้ยนกระหือรืออยู่บ้าง เพราะตกรางวัลกันเสียเต็มเหนี่ยว

ส่วนคนอื่นถอดใจหรือวิ่งหัวซุกหัวซุนไปเสียไกลแล้ว ถูกเขาใช้จนเน่าไปทั้งตัว รางวัลก็ไม่ได้เพิ่มเติม ดูชีวิตรันทดของ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะตัวอย่างแค่หนึ่งหยิบมือ ก็จะเข้าใจได้ดี

ล่าสุดคงจะมี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาต่อแถวอีกคน แต่รายนี้ยังปั่นป่วนอยู่ ไม่รู้จะแก้ปมเอาตัวเองและภรรยาหลุดรอดออกมาได้อย่างไร จึงยังเดินไม่ถึงหลักประหาร

ข่าวที่พวกเราบอกมานั้น เมื่อฟังเผินๆ รู้สึกเป็นข่าวร้ายที่พวกเราต้องระมัดระวังตัวกันให้มาก แต่สุดท้ายกลายเป็นข่าวที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง เพราะให้ความหมายของทฤษฎีวิวัฒนาการสังคมได้อย่างแจ่มแจ้งที่สุด

สังคมไทยขณะนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากเอกสังคมมาเป็นพหุสังคม

เอกสังคมคือสังคมที่มีศูนย์กลางเดียว ใครสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำสูงสุดได้ คนทั้งหลายก็เอาคนนั้นคนเดียว คนนั้นรักใคร ไว้ใจใคร ใครคนนั้นก็มีอำนาจราชศักดิ์ขึ้นมา ถ้าคนนั้นยังไม่แสดงความเลวและความชั่วร้ายออกมาจนเห็นชัด สังคมก็หลงละเมอไปได้นานว่าระบบคนเดียวปกครองนี่มันงามเลิศเหลือล้ำ ประชาธิปไตยสู้ไม่ได้ นานเข้าเลยกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปและโบราณขึ้นเรื่อยๆ ตามทัศนะ

พหุสังคมคือสังคมที่ยอมรับความหลากหลายของกลุ่มคน ไม่บีบบังคับว่าทุกผู้ทุกคนต้องเหมือนกันหรือเดินตามกันเซื่องๆ เหมือนฝูงสัตว์ หาทางวางระบอบการเมืองที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับจนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก อะไรที่ขัดแย้งแย่งชิงกันก็หาทางลงได้ก่อนที่สังคมจะบอบช้ำ การเลือกผู้นำก็กระทำร่วมกันทั้งสังคม ผู้นำนั้นก็ต้องถูกคานและถ่วงดุล ไม่ใหญ่อยู่คนเดียวหรือครอบครัวเดียวจนกำเริบเสิบสาน

ปัญหาคือผู้นำที่หลงระเริงมาจากระบบสังคมศูนย์กลางเดียวหรือเอกสังคม กลายเป็นรถติดหล่มที่พาทั้งประเทศชาติติดกับ เขาเชื่อมั่นว่าระบบที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา วนอยู่รอบตัวเขา และยึดเขาเป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสดาทั้งปวงนั้น คือระบอบที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศนี้จะมีได้ และมองต่อไปว่าคนในชาติโง่เง่าไร้ปัญญา ไม่อาจปกครองตัวเองได้ เลือกผู้นำมาก็ผิด

คนส่วนใหญ่ในประเทศยืนยันว่าผู้นำที่ผ่านมาทำถูก ชีวิตเขาดีขึ้น เขาต้องการแบบนั้นอีก ก็ยังสั่งกระทืบผู้นำของคนส่วนใหญ่โดยหวังให้แบนติดดิน และกระทำการเถื่อนนี้ต่อหน้าต่อตาผู้ที่รักใคร่ในตัวเขาเสียด้วย เพื่อแสดงอำนาจว่าใครใหญ่กว่า

ความชัดเจนจึงบังเกิดขึ้นว่า ผู้นำเอกสังคมที่ผ่านมานั้น ความจริงคือพระเอกหรือผู้ร้าย

ไม่ต้องยั่วให้เขาพูดออกมาหรอกครับ มวลชนท่านฉลาดกว่านั้น วันหนึ่งท่านจะเคลื่อนไหวลงมือทำโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

การไล่ล่าระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ จึงเป็นตะปูอีกตัวบนฝาโลงทอง

ฝากตอกให้แน่นๆ หน่อยครับ อย่าช้า.

--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ต้นทุนของขบวนการ โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ต้นทุนของขบวนการ
โดย : กาหลิบ

มีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านหนึ่งเตือนสติมาว่า อย่ากระหน่ำซ้ำเติมพวกเราที่เดินพลาดมากนัก อยากให้ให้กำลังใจกันบ้าง มวลชนผู้สนับสนุนจะได้เกิดความฮึกเหิมที่จะสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

นี่คือคำเตือนด้วยความปรารถนาดีที่ผมต้องสดับตรับฟัง

ความจริงผมเห็นแง่งามในการต่อสู้ของเราตลอดมา เพียงแต่ส่วนวิจารณ์มันอาจจะแหลมคมกว่าส่วนสนับสนุน ทำให้มองเห็นได้ชัดเท่านั้นเอง ก็ถ้าเราต่อสู้ผิดทางมาโดยตลอด ฝ่ายตรงข้ามคงกลบฝังเรามิดชิดไปเสียนานแล้ว แต่พวกเราก็ยังเดินได้ดีอยู่ เพียงแต่เดินเงียบ เดินต่ำ และเดินช้าบ้าง รอเวลาที่จะรวมพลังกันใหม่เพื่อเอาสิทธิธรรมชาติของเราคืนมาอย่างสมบูรณ์เท่านั้น

เมื่อท่านติงมาด้วยความรัก ผมขอย้อนกลับไปชี้แง่งามของฝ่ายเราอย่างไม่เกินจริง

แรกที่สุด ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะจารึกยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างไร แต่เวทีสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล ผ่านฟ้า และราชประสงค์ ในห้วงเวลาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงปฏิบัติการล้อมฆ่าประชาชนในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คือการรวมกลุ่มของมวลชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยในเมืองไทย

ยิ่งใหญ่ด้วยจำนวนและความมุ่งมั่น

ยิ่งใหญ่ด้วยความลุ่มลึกของทัศนะ

ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นครอบครัวเดียวกัน มาจากทั่วสารทิศแต่รักกันเหมือนพี่น้องเพื่อนฝูงที่คลานตามกันมา

ยิ่งใหญ่ด้วยเครือข่ายที่จัดตั้งอย่างสอดรับกันทั่วทั้งประเทศและทั่วโลก เสมือนชุมนุมอยู่ด้วยกันที่หน้าเวที

ยิ่งใหญ่จนมหาอำมาตย์ใหญ่และขี้ข้าม้าครอก ไม่ว่าจะชายหรือหญิง คนหรือสัตว์ หวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเกิดอาการ “เผด็จการแตก” คือใช้อำนาจอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนที่สุดในชีวิต

บาปอันยาวนานของเขา จนบัดนี้มวลชนตาสว่าง เขาต้องวิ่งโฆษณาตัวเองชุลมุน ใช้ทุกสื่อ ประโคมมันทุกที่ทุกทาง โดยหวังลมๆ แล้งๆ ว่ามายาอย่างที่เคยช่วยชีวิตของเขาและวงศ์วานญาติเครือจะยังคงอยู่ แต่แล้วมันก็ไม่เกิดผลอย่างเดิม

การชุมนุมจะจบลงอย่างไรไม่สำคัญ เพราะสงครามนี้มีหลายศึก แต่การจัดตั้งรวมตัวของมวลชนอย่างมืออาชีพรอบนี้เป็นต้นทุนอันล้ำค่าสำหรับการต่อสู้ในศึกต่อๆ ไป ความดีในเรื่องนี้แบ่งกันได้หมด ตั้งแต่มวลชนผู้เสียสละ องค์การนำที่อยู่เบื้องหลัง และแกนนำที่สละตัวเองไปเปิดหน้าอยู่บนเวที อย่างชนิดลืมกันไม่ได้

สูงสุดคือวีรชนผู้สละชีพเป็นพลีแด่ประชาธิปไตย

แง่งามที่สองคือการศึกษาของผู้เป็นใหญ่ในฝ่ายประชาธิปไตยเอง

ผมเชื่อว่าประสบการณ์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับในรอบนี้ จะทำให้ความล้าหลังที่ดำรงอยู่ในวิธีคิดของฝ่ายนำบางคนมีความก้าวหน้าขึ้น อย่างน้อยก็ต้องสำนึกในความบกพร่องผิดพลาดและตั้งสติเสียใหม่

อัตตาสูงล้ำของบางคนต้องคานด้วยความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ไม่เรียน เพราะคุ้นชินกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นระวิงจนเผลอคิดว่าพลาดไม่ได้ผิดไม่เป็น

ขนาดอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ยังพูดว่าท่านผิดพลาดตรงจังหวะชีวิต ขณะที่มีอำนาจ ก็ขาดความจัดเจน พอจัดเจนมีประสบการณ์ขึ้นมาในภายหลัง ก็ไร้สิ้นซึ่งอำนาจเสียแล้ว

มหาตมะคานธีสู้กับอังกฤษอย่างอหิงสา จนได้รับเอกราช ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาออกอย่างนั้น ท่านยอมรับเลยว่าท่านก้าวผิดเรื่องฮินดูกับมุสลิม และประกาศไม่ยอมรับตำแหน่งแห่งหนใดๆ จนกว่าท่านจะแก้ไขปัญหาโลกแตกนี้ได้

เหมือนผู้นำอีกหลายคนที่พุ่งทะลุอัตตาของตัวเองกล่าวยอมรับผิดกับประชาชนและขอโอกาสในการเดินใหม่ด้วยทัศนะที่ถูกต้อง

ความผิดพลาดเป็นคุณอันอเนกอนันต์ หากนอบน้อมพอที่จะเรียนรู้

สองข้อนี่ล่ะครับ คือต้นทุนที่เราทั้งหลายในฝ่ายประชาธิปไตยจะเดินได้อย่างมั่นคง ในห้วงเวลาจากนี้ไป.

--------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ฝันเปียก โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ฝันเปียก
โดย : กาหลิบ

พรรคพวกเราเข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจกันที่พรรคเพื่อไทยไม่กี่วันมานี้ เขาเล่าว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ที่หวังจะได้เป็นทั้งหลายต่างกระเหี้ยนกระหือรือที่จะได้ลงเลือกตั้งกันทั้งนั้น ขนาดใครทักถามเบาๆ ว่าเลือกแล้วจะได้ประชาธิปไตยคืนมาหรือ ก็ถึงกับตวาดว่าอย่างไรก็จะต้องมีเลือกตั้งและฉันจะลงเลือกตั้งอย่างแน่นอนร้อยพันเปอร์เซ็นต์

มวลชนผู้ได้รับบทเรียนจากมายาของระบอบเผด็จการโบราณมาจนอิ่ม ก็ทำตาปริบๆ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่โง่

ทั้งนี้ก็มิใช่ว่าผู้คนอยากเลือกตั้งนั้นโง่ เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตยก็ย่อมอยากได้ชัยชนะในวิถีทางอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะเป็นปลาที่ยังว่ายอยู่ในน้ำ

คนเข้าพรรคการเมืองก็ย่อมอยากลงสมัครรับเลือกตั้ง

คนสมัครรับเลือกตั้งย่อมวาดหวังจะได้รับเลือกตั้งจากประชาชน

พรรคที่ลงเลือกตั้งก็วาดหวังได้เสียงข้างมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลได้

เพราะคนการเมืองอยากได้อำนาจรัฐมาชี้นำบ้านเมืองตามที่ตนเห็นควร

เรื่องเหล่านี้เป็นศีลหรือความปกติของระบอบประชาธิปไตย ไม่ผิดอะไรที่ไหนเลย

แต่ที่เรานั่งท้วงติงจนถึงขั้นฉุดกระชากลากขากันอยู่ทุกวันนี้ เพราะการวิเคราะห์สถานการณ์ยังมีปัญหาอยู่มากในหมู่คนการเมือง คนที่ไม่เข้าใจเลยนั้นมีบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่คือคนที่เข้าใจซาบซึ้งดีว่าอะไรมันส่งคำสาปมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลาจากเบื้องหลัง แต่กลับเลือกที่จะรับมือกับปัญหาต่างกัน

บางคนทำแกล้งโง่ ข้าก็จะทำเป็นสู้กับประชาธิปัตย์ เนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล โดยไม่แสดงให้โลกภายนอกรู้ว่าข้ารู้ว่าสู้อยู่กับใคร เพื่อจะได้ไม่ถูกอำนาจลึกลับเล่นงาน

บางคนทำแกล้งโง่ คิดในใจว่าเถ้าแก่คงไม่ชนะเกมการเมืองเที่ยวนี้หรอก แต่ข้าทำเป็นฟิตปั๋งล่อหลอกแกไปเรื่อยๆ เอาเงินมาใช้เลี้ยงครอบครัวและบริษัทบริวารทางการเมืองไปพลางก่อน

บางคนทำเนียน กับสื่อมวลชนวางตัวเป็นนักเลือกตั้งไม่กระโตกกระตาก แต่กับกลุ่มมวลชนผู้ตาสว่างแกล้งทำเป็นแนวปฏิวัติ เหมือนจะเอาตำแหน่ง ส.ส. ไปพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินอะไรทีหลังโน่น

บางคนสิ้นหวังมาจากเวทีราชประสงค์ ก็เลยไม่อยากคิดอะไรมากแล้วนอกจากเลือกตั้ง เลือกตั้ง และเลือกตั้ง เหมือนเอ่ยบ่อยๆ มันจะเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้เอง ใครทักก็มักจะโกรธเพราะในใจตัวเองก็ยังไม่ค่อยเชื่อ

แต่ความอยู่รอดทางการเมืองของใครไม่ใช่ประเด็นของพรรคเพื่อไทย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเห็นการเลือกตั้งเป็นยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีต่างหาก?

ถ้าสับสนในประเด็นนี้จะกลายเป็นอวิชชาขึ้นมากลางพรรค และอาจนำพาขบวนประชาธิปไตยทั้งขบวนตกรางเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่ถลาลงสู่พื้นดินได้

หากเลือกตั้งเป็นยุทธวิธี เอาการมีส่วนร่วมของมวลชนไปสร้างเครือข่ายและเสริมความแข็งแกร่งของระบอบประชาชน โดยหวังชัยชนะแท้จริงที่อยู่เหนือระบบเลือกตั้งขึ้นไป อย่างนี้พอมีหวัง

ไม่กลายเป็นปลาที่มองไม่เห็นน้ำ

แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นว่าเลือกตั้งคือยุทธศาสตร์ เอาเป็นเป้าหมายสูงสุดชนิดที่ชีวิตนี้จะไม่ไปไหนอีกแล้วนอกจากรัฐสภา โดยไม่มีมาตรการใดๆ อีกเลยที่จะต่อสู้ฟาดฟันกับเจ้าของระบอบเผด็จการโบราณและอำมาตย์ผู้เป็นขี้ข้าสามัญ ความหวังนั้นก็จะลดสภาพลงเป็นเพียงความฝัน

ฝันเปียกเสียด้วย.

--------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สนิมเนื้อใน โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : สนิมเนื้อใน
โดย : กาหลิบ

มีเรื่องแปลกประหลาดมาเล่าสู่กันฟังในครอบครัวประชาธิปไตย ความจริงระยะนี้ศัตรูของเราก็กำลังโหมกระหน่ำอย่างหนัก ทั้งไล่ฆ่า ไล่จับ ไล่ยึด ไล่สาดโคลน จนเกิดคดีความต่างๆ นับจำนวนไม่หวาดไหว และกำลังเดินหน้าต่ออย่างเต็มสูบ เวลาอย่างนี้คนทั่วไปคงคิดว่า ครอบครัวประชาธิปไตยของเราจะสมัครสมานสามัคคีกันเต็มที่ ช่วยกันอย่างไม่คิดชีวิต ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีแต่ประเทศชาติให้ระลึกถึง แต่ทว่า

มันเกิดมีเหลือบบางประเภทขึ้นในขบวนการของเรา มีหน้าที่ทิ่มแทงทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปทีละคนสองคน แต่ละคนที่กำลังถูกทำลายก็มีลักษณะบางอย่างร่วมกันเสียด้วย

นั่นคือแต่ละคนประกาศตัวสู้รบในระดับระบอบและโครงสร้างของอำนาจเก่าทั้งสิ้น

พูดง่ายๆ คือนักประชาธิปไตยที่รับสัญญาณจากมวลชนว่า เจ้าจงเดินไปให้สุดทาง ถล่มทำลายอำนาจเก่าที่ขัดขวางอำนาจของประชาชนอยู่ให้ราบคาบเพื่อประชาธิปไตยแท้จริงจะได้เกิดขึ้น กลายเป็นเป้าหมายของการถูกทำลายเสียเอง

ไม่ใช่จากฝีมือศัตรู คราวนี้จากน้ำมือและน้ำใจ (สีดำ) ของมิตรร่วมขบวนการประชาธิปไตยเองเลย

คนๆ นี้จะแอบกระซิบกระซาบเข้าหูฝ่ายประชาธิปไตยระดับบน (กำหนดแนวทางและวางกรอบ) และประชาธิปไตยระดับปฏิบัติการ (รวมผู้ที่ทำตามมติของเครือข่ายและที่ทำตามจิตสำนึกของตัวเองอย่างเป็นอิสระ) ให้ส่งข่าวลือร้ายๆ เกี่ยวกับคนฝ่ายประชาธิปไตยเราเอง เพราะเขารู้มาว่าขบวนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกสร้างขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว และเขาก็เดือดร้อนกับความสำเร็จขั้นต้นนี้มาก

ทำไม?

เพราะคนๆ นี้เขาเสแสร้งเข้ามาเป็นผู้นำคนหนึ่งในขบวนประชาธิปไตยมาตลอด จนมวลชนส่วนมากนึกว่าเป็นจริงและมวลชนส่วนหนึ่งก็ให้ความยอมรับนับถือว่าเขาเป็นตัวจริง แต่เนื้อแท้แล้วเขาคือนักฉวยโอกาสทางการเมืองธรรมดาคนหนึ่ง เขาหาเงินกับการเมือง สูบเลือดใครก็ตามที่หลงเชื่อในตัวเขาจนหมดตัว และหลอกล่อคนสำคัญๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของขบวนประชาธิปไตยปัจจุบันให้เชื่อฟังเขา แล้วเขาก็เอาบารมีนั้นไปหลอกคนอื่นต่อ

ความต้องการเขาคือผลประโยชน์ทางการเงินและทางอำนาจเมื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะ เขารู้ดีว่ามวลชนของเราต่างมีน้ำใจงามและไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย เขาก็เตรียมเอาเปรียบมวลชนอย่างเต็มที่ โดยก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งแห่งหนสำคัญๆ เมื่อเวลามาถึง

ระหว่างรอคอยก็คอยหยอดยาฆ่าหญ้าทำลายนักประชาธิปไตยใจบริสุทธิ์ที่คนบาปอย่างเขามองว่าเป็นคู่แข่งไปเรื่อยๆ

คนถูกทำลายก็ปิดปากไว้ไม่พูด เพราะกลัวพูดแล้วจะกระเทือนจิตใจและการต่อสู้ของมวลชนผู้ที่มีหัวใจอันบริสุทธิ์ยิ่งกว่า เขาก็ยอมถูกกระทืบจากฝ่ายที่สวมเสื้อประชาธิปไตยแต่หัวใจสัตว์ป่าบางคนซ้ำแล้วซ้ำอีก

ภาวนาอยู่ในใจว่าความจริงต้องปรากฏเข้าสักวัน

คัดสรรพวกมาจำนวนหนึ่ง ใช้เงินเล็กๆ น้อยๆ หยอดหมับเข้าไป แล้วก็หลอกใช้เครือข่ายของคนเหล่านี้ขยายงานทำลายล้างให้ลึกและกว้างขึ้นไปอีก จนนักจัดตั้งทางการเมืองรุ่นลายครามบางคนใกล้สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองอยู่รอมร่อ เพราะดันไปรับงานสกปรกมาทำ ความจริงคนที่ถูกหลอกมานี่ก็น่าสงสาร อุตส่าห์อุทิศตัวเผยความชั่วร้ายของวิถีพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะวิชามารที่พวกเอาเข้ามารับใช้ระบอบเก่า มาจนตลอดชีวิต ถึงเวลาแกดันลดลงไปเป็นลูกน้องโจรการเมืองที่เป็นประชาธิปัตย์เสียยิ่งกว่าประชาธิปัตย์ไปฉิบ

ที่เล่ามานี้ก็เพราะอยากให้มวลชนใจแข็งๆ ระยะนี้มีคนพูดอะไรต่อมิอะไรเยอะ ท่านกรุณาอย่าเอาข่าวลือมาเป็นข่าวจริง ขอให้ดูไปนานๆ ว่า การกระทำของใครเป็นประโยชน์จริง และใครคือมนุษย์ลวงโลกในขบวนประชาธิปไตย

ถ้ายังไม่เลิกบ้ากัน วันหลังจะเล่าให้มันเจาะลงกว่านี้ครับ.

--------------------------------------------------------------------------------

ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไล่กษิต โดย กาหลิบ

คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ไล่กษิต
โดย : กาหลิบ

ดูคลิปที่พี่น้องชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยตะโกนโห่ไล่และวิ่งด่าประณามใส่หน้า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในเหตุการณ์ที่เยอรมนีแล้ว ยอมรับว่าได้เห็นอะไรที่ลึกซึ้งสูงล้ำกว่าความสะใจ แต่ยาวไกลไปถึงขั้นระบอบการปกครองเมืองไทยเลยทีเดียว

คนไทยในวันนั้น เขาไม่ได้รุมด่าข้าราชการเกษียณอายุที่สติไม่สมประกอบที่ชื่อนายกษิตเท่านั้น แต่เขาด่าฝากไปถึงคนที่เลือกนายกษิตมาเป็นตัวแทนทางการทูตในระดับชาติ และคอยรักษาเก้าอี้ให้นายกษิตในยามที่คนรอบตัวเกิดคลื่นเหียนและทนทานไม่ได้ขึ้นมา

ใครนึกว่านายกษิตเป็นตัวแทนพันธมิตรฯ ก็คงไร้เดียงสาไปหน่อย เส้นสายของเขาก๋วยจั๊บกว่านั้นมากนัก

คำด่าจากเยอรมนีจึงทะลวงสังคมหวงห้ามของไทยไปถึงคนโรคจิตบางคนที่ชอบคนบ้าด้วยกันอย่างนายกษิต จนแทบจะกระอักเลือด

คนไทยในต่างประเทศมีเสรีภาพที่สมบูรณ์กว่าในการเข้าถึงข้อมูลความจริงของเมืองไทย เขาก็บุกตลุยไปถึงก้นบึ้งของปัญหาอย่างคนตาสว่างและมีปัญญา ระดับต่ำๆ อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน หรือแม้แต่คนอย่าง เปรม ติณสูลานนท์ นั้น เขาก้าวข้ามไปหมดแล้ว

คนไทยในเมืองไทยที่มีปัญญา และแสวงหาความรับรู้ที่สูงกว่าที่สังคมถูกบังคับให้สั่งสอนกันมา ก็รู้ข้อมูลความจริงอย่างเดียวกันและเป็นแนวร่วมรอความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอยู่ เขาก็เข้าใจทันทีว่าพี่น้องเราที่เยอรมนีกำลังตีวัวกระทบคราด

คราดที่ว่านี้ไม่เคยถูกกระทบ คราวนี้ถูกกระทบจากคนที่เขาขับไล่ออกไปจากเมืองไทยด้วยความยากจนค่นแค้นทางเศรษฐกิจ จนเขาต้องไปตายดาบหน้า บางคนพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้สักคำ เงินทองก็ไม่มี อาศัยแต่ความทรหดอดทนที่ปู่ย่าตายายฝังไว้ในเนื้อตัวจนกระทั่งตั้งตัวได้ เขาจึงรักและเห็นคุณค่าในระบอบประชาธิปไตย เพราะเขาลืมตาอ้าปากได้จากระบอบนั้น เมื่อเมืองไทยในยุคก่อนทำท่าจะเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ขึ้นมา เขาก็รักและหวงแหนไปด้วย

เมื่อคราดเก่าๆ สนิมขึ้นเข้ามาทิ่มตำทำลายระบอบประชาธิปไตยรอบนี้เขาจึงลุกขึ้นสู้กับคราดนั้น

ครั้งหนึ่งเมื่อ นายกษิต ภิรมย์ เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เขาเคยขึ้นเวทีด่ากราดว่าผู้หญิงไทยที่แต่งงานร่วมครอบครัวกับชาวเยอรมันว่า น่าอับอาย เสียเกียรติยศชาติ จนผู้จัดต้องไล่ออกจากงานบุญที่พี้น้องคนไทยร่วมจัดและอุตส่าห์เชิญฝ่ายการทูตมาร่วมด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

วันนั้นเขานึกแค่ว่านายกษิตคือศักดินาหลงฝูงที่พลัดมาเป็นใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งมีข้าราชการสันดานแบบนี้อยู่มากเท่านั้น

แต่วันนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่า ทัศนะของนายกษิตคือทัศนะของชนชั้นบนในเมืองไทยที่มองคนไทยเป็นฝุ่นเมือง ไม่มีราคาค่างวด อยากจะฆ่าฟัน จับยัดคุก ทำลายชีวิตของเขาและครอบครัวเมื่อไหร่ก็ทำได้ทุกเมื่อ นายกษิตเป็นตัวแทนของสังคมพิกลพิการของไทยที่คนชั่วได้เป็นใหญ่และคนไทย (แท้ๆ) ต้องน้ำตาไหลริน

เสียงด่าที่เยอรมันนีจึงด่าลึกลงไปถึงกล่องดวงใจของเมืองไทย โดยฝากขี้ข้าอย่างนายกษิตไป
ลึก เจ็บ และบอกถึงอนาคตของไทยได้เป็นอย่างดี

ต้องขอบคุณคนอย่างนายกษิตที่ทำให้ขบวนปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยของไทยมีความเข้มแข็งมั่นคงและเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เพราะนายกษิตเป็นตัวแทนที่ดีเหลือเกินของความชั่วร้ายที่สมบูรณ์.

---------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขุดเรื่องพระวิหาร...สันดานใคร


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ขุดเรื่องพระวิหาร..สันดานใคร
โดย : กาหลิบ

น่าเวทนาเป็นที่สุด เดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดไปควักเรื่องเก่าเล่าใหม่ในกรณีปราสาทพระวิหารมาเล่นเป็นเรื่องระดับชาติ โดยมีจุดประสงค์เพียงจะเร้ากระแสชาตินิยมมารักษาระบอบเก่าที่เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีลูกเล่นอะไรอีกแล้ว

มียุคไหนบ้างที่โหมโฆษณาระบอบเผด็จการโบราณผ่านทุกสื่อภายใต้อำนาจรัฐอย่างล้นเหลือมากมายจนเกินพอดีและขาดความ “พอเพียง” อย่างในยุคนี้

มียุคไหนบ้างที่พล่ามคำว่า “สมานฉันท์” “สามัคคี” “ปรองดองในชาติ” พร้อมไล่ล่าฆ่าคนไทย กักขัง จำคุก ซ้อมจนกระอักเลือดกันทั่วราชอาณาจักรอย่างในยุคนี้

มียุคไหนบ้างที่อ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจเผด็จการทุกทิศทางเหมือนในยุคนี้

แต่เลวบริสุทธิ์ชนิดครบวงจรกันแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของเผด็จการเก่าก็ยังเสื่อมลงไปทุกวันในหัวใจของประชาชน จนจะเน่าคาเตียงอยู่แล้ว เขาจึงต้องดิ้นรนกระวนกระวายหาสิ่งอื่นมาเป็นลูกเล่นทดแทนเล่ห์กลเก่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ผลเหมือนกระสุนด้าน

เรื่องนั้นคือความโกรธแค้นของชนชั้นสูงของไทยในกรณีประสาทพระวิหาร

แพ้เขามาอย่างเปิดเผยกลางศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศจนเป็นที่รับรู้กันทั่วระดับโลกตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕ ภายใต้เผด็จการสฤษดิ์ครองเมือง จนไม่กล้าไปวอแวอะไรกับเขาอีก นั่งนิ่งเฉยมาเกือบ ๕๐ ปีจนคนทั่วโลกเขามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นชาตินักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และกล้ายืดอกยอมรับความจริงในชีวิตอย่างผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ

เราจะใช้ประโยชน์ใดๆ จากปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ก็ทำได้ทุกอย่าง เพียงร่วมมือกับเขาอย่างอารยประเทศเท่านั้น ยิ่งวันนี้เขามาเป็นสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียนลำดับที่ ๑๐ ก็ยิ่งง่าย แสวงหาความร่วมมือในระดับทวิภาคีกันได้ทุกเรื่อง

แล้วไปขุดความแค้นเก่าๆ มาขายความขี้เท่อของตัวเองหาพระแสงด้ามยาวอะไรกัน?

เรื่องนี้จึงไม่ต้องดูลึกซึ้งอะไรเลย เอาตาตุ่มมองก็รู้แล้วว่าทั้งเจ้านายและไพร่พลที่ร่วมกันจุดไฟเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้สนใจเลยว่ากรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารและที่ดินโดยรอบหรือใกล้เคียงจะเป็นของใครอย่างไร แต่ต้องการหาเรื่องเขาเพื่อเอาผลทางการเมืองในประเทศอย่างคนใจแคบเห็นแก่ตัวจัดเท่านั้นเอง

แล้วไปหลอกล่อคนไทยที่เขารักชาติรักแผ่นดิน แต่อาจไขว้เขวในข้อมูลสำคัญ เรียกร้องให้เขาออกมาสละชีพเพื่อชาติทั้งๆ ที่ชาติไม่ได้มีปัญหาอะไร เว้นแต่มีเผด็จการชั่วๆ ครองเมืองอยู่เท่านั้น

เหมือนพันธมิตรฯ ที่ใช้ชื่อในช่วงแรกว่า “ขบวนการกู้ชาติ” อย่างไม่รู้จักอายนั่นล่ะครับ

กรณีปราสาทพระวิหารถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเมื่อเครื่องมืออื่นๆ เริ่มไม่ได้ผล

ภาวะฉุกเฉินก็เริ่มถูกกดดันจากรอบทิศให้ยกเลิก

รัฐบาลทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น ประเทศจมลงเรื่อยๆ

ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ เริ่มละอายแก่ใจ ไม่อยากทำงานตามสั่งของผู้เผด็จการที่ไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบในอาชญากรรมที่ตัวสั่งให้เขาทำ

ทหารใหญ่ที่วางตัวให้เป็นแม่ทัพคนใหม่ก็โง่เง่าบ้าดีเดือด มีลักษณะเหมือนระเบิดเวลามากกว่ามนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ

การแสดงความรักเทิดทูนในอะไรบางอย่างก็เข็นไม่ขึ้น ถึงขนาดต้องเกณฑ์คนมาแสดงความรักความห่วงใยกันแล้วในวันนี้

สุดท้ายต้องไปเอาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์มาเล่นซ้ำ โดยเอาคนเสื่อมสภาพอย่าง พลตรี จำลอง ศรีเมือง มาเป็นตัวชู โดยหวังจะเร้าใจคนไทยให้ตื่นเต้นตื่นตัวเพื่อรักษาปราสาท โดยไม่รู้เลยพวกที่อยู่เหนือหัวของเขาแต่ละคนขึ้นไปนั้น เขาหลอกใช้ตัวเองเพื่อรักษาอำนาจอันล้นพ้นของเขาไปเรื่อยๆ แบบข้ามยุคข้ามสมัยเท่านั้นเอง

ไม่อย่างนั้นเขาจะนั่งนิ่งเฉยกับเรื่องนี้มาครึ่งค่อนศตวรรษแบบคนหูหนวกตาบอดได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น ท่านวิญญูชนทั้งหลายครับ กรุณาอย่าเป็นเหยื่อเขาเลย.

--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผู้นำหาย โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ผู้นำหาย
โดย กาหลิบ

ในขณะที่ผู้นำลึกลับแห่งระบอบอำนาจโบราณไทยกำลังใช้อำนาจและสยายปีกเต็มที่ ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยกลับหายตัวไปอย่างผิดสังเกต ปล่อยให้ประชาชนเผชิญหน้ากับอำนาจนอกรีตเหมือนกำลังสู้รบกับภูตผีปิศาจตามลำพัง

นี่ไม่ได้หมายถึงผู้นำ นปช. บนเวทีสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล ผ่านฟ้า และราชประสงค์ ผู้คนเหล่านั้นท่านไม่ใช่ผู้นำประชาธิปไตยในระดับระบอบ แต่ท่านเป็นผู้นำเวทีประท้วงกลางเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งชิ้นจากหลายร้อยหลายพันชิ้นที่รวมขึ้นเป็นขบวนประชาธิปไตย บัดนี้ท่านก็ถูกไล่ล่า กักขัง หรือสังหารผลาญชีวิตอย่างหนัก ก็ต้องหาทางดิ้นรนไป จะมานำเวทีอะไรตอนนี้คงไม่ได้

เราหมายถึงผู้นำของระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่กว่าเวที ผู้ต้องสร้างเครือข่ายและขบวนการประชาธิปไตยขึ้นสู้กับระบอบเผด็จการโบราณ ในระดับที่เท่ากันหรือมากกว่าฝ่ายเขา

ขณะนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ทราบชัด รู้แต่ว่าการนำหายไป

ความจริงมีเสียงที่ส่งมาเป็นระยะๆ แต่เสียงนั้นกลับบอกให้รู้ว่า แนวทางยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีความก้าวหน้าอย่างที่เราต่างมุ่งหวัง

เสียงนั้นยังสื่อความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเราจะฟื้นอำนาจที่เขาฉุดกระชากไปจากประชาชนด้วยความหน้าด้านใจดำด้วยกลไกการเลือกตั้ง

เหมือนจะเสนอต่อขบวนประชาธิปไตยว่ามาช่วยกันสร้างรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ภาค ๒ หรือรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ๒ กันเถิด แล้วทุกอย่างจะดีไปเอง

ปัญหาคือผู้คนเขาไม่ได้ลืมง่ายเหมือนก่อน เขาจำได้ว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมัครต้องหล่นจากเก้าอี้เพราะรายการทำกับข้าว และนายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมชายต้องหมดอำนาจเพราะพรรคการเมืองหลักของรัฐบาลถูกยุบจนหมดสภาพลง

เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณมีอำนาจเต็มมือ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่ารัฐบาลเลือกตั้งชุดใดๆ ในประวัติศาสตร์ เป็นรัฐบาลที่เสนอแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ เป็นรัฐบาลที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าเพราะประเทศชาติกำลังเฟื่องฟูก้าวหน้า สถานะระหว่างประเทศกำลังสูงส่งอย่างไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน

เป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมจากประชาชนส่วนใหญ่ มีทีท่าว่าจะได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่สี่ที่ห้า หลังจากที่ชนะเลือกตั้งแบบรวดเดียวมาแล้วถึง ๓ ครั้งซ้อนๆ

แล้วอย่างไรเล่า? ก็ถูกเขายึดอำนาจเหมือนไม่ได้มีความหมายอย่างไรเลยในประเทศนี้

ประชาชนเขายังจำสิ่งเหล่านี้กันได้ครับ

การนำขบวนประชาธิปไตยชั่วโมงนี้ ท่านต้องนำแนวทางมากกว่านำการปฏิบัติ อย่าเอายุทธวิธี เช่น การเลือกตั้ง เป็นต้น มาทดแทนภาวะผู้นำที่ต้องเริ่มต้นจากการคิดให้ใหญ่เท่าระบอบของเขาและวางเครือข่ายให้เป็นสัดส่วนกันกับเครือข่ายของฝ่ายเขา แล้วชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเราจะออกจากหลุมดำทางการเมืองได้ด้วยวิธีนี้

จะนานเป็นเดือนเป็นปีเขาก็ทนได้รอได้ รอบนี้ก็กลั้นใจมาเกือบครึ่งทศวรรษแล้ว

ขอเพียงให้รู้ว่าฝ่ายเรามีแนวทางอย่างไร เขาก็จะเกิดความเชื่อมั่นว่าชีวิตเลือดเนื้อของเขามิได้สูญเปล่าไปเลย

บางคนบอกว่าชูเลือกตั้งเพื่อลับลวงพราง ก็ต้องถามว่าจะลับลวงพรางไปถึงไหนอีก
เขาเผาบ้านช่องของฝ่ายประชาธิปไตยไปเกือบหมดแล้ว จะให้กระซิบเบาๆ แทนที่จะตะโกนให้กึกก้องไปว่าไฟไหม้ๆ อีกหรือ

เหมือนบางคนที่บอกว่า รู้หมดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่อย่าเอ็ดไปนะ

สู้แบบกราบเขาไป กลัวจะเอ่ยชื่อเขาออกมา แสดงความเล็กกระจ้อยร่อยของเราเขาจะได้มองไม่เห็น ฯลฯ

เหล่านี้เป็นสภาพที่ขาดการนำ หรือไม่ก็นำอย่างขลาดทั้งสิ้น

ลุกขึ้นมาทำเสียให้ถูกครับ เวลาไม่คอยท่าแล้ว.

---------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วีรกรรมคุก โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : วีรกรรมคุก
โดย : กาหลิบ

ขอถามอีกครั้งกับคนที่เชื่อว่าการติดคุกเป็นวีรกรรมหรือกรรมอันกล้าหาญในการต่อสู้เผด็จการโบราณว่า วันนี้ยังยืนยันเช่นนั้นอยู่หรือไม่

เรื่องนี้เป็นทัศนคติแบบฝังจิตฝังใจของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายคน เชื่อว่าการติดคุกเป็นยุทธวิธีที่นำไปสู่ชัยชนะ เพราะทำให้มวลชนรู้สึกโกรธแค้น ห้าวหาญ และรวมพลังกันทลายกำแพงคุกได้ในที่สุด

บางคนมีโอกาสหลบหนีได้ก็ไม่หนี เพราะคิดว่าชีวิตนี้ขอแสดงวีรกรรมคุกสักครั้ง เพื่อให้ชีวิตคุ้มค่าและมีความหมาย

ความจริงเรื่องจิตใจของแต่ละคน ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ใครจะโง่ฉลาดอย่างไรก็ถือเป็นสิทธิ์ ส่วนบุคคล ว่ากล่าวกันยาก แต่ขอตราไว้ตรงนี้อีกครั้งด้วยข้อเท็จจริงและความปรารถนาดีอย่างเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวเดียวกัน

การติดคุกในขณะที่เรายังมิได้วางแนวทางที่ชัดเจนว่า เราต่อสู้กับระบอบไหนในประเทศไทย ได้แต่สุ่มเสี่ยงไปโดยขาดแนวทางในการเดินไปสู่ชัยชนะนั้น สุดท้ายจะเป็นการติดคุกอันยาวนานชนิดรอวันเน่า

ติดคุกคราวนี้ต่างไปจากครั้งที่ชุมนุมปราศรัยหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ครั้งแรก

ครั้งนั้นยังไม่ชัดว่านี่คือสู้เชิงระบอบและชนชั้น ฝ่ายอำนาจเก่ายังคิดว่าฝ่ายประชาชนรู้ไม่ทันและเชื่อว่าจะย่อยสลายมวลชนได้ด้วยกลวิธีเก่าๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ เผ่า ถนอม-ประพาส-ณรงค์ เปรม ฯลฯ จนถึง กอ.รมน. ทั้งนี้รวมถึงวิธีตัดไม้ข่มนาม คือกระทำการข่มขู่มากกว่าจะเอาผลกันจริงจัง

แต่เมื่อเกิดพันธมิตรฯ กลุ่มสีชมพู และกลุ่มประชาธิปัตย์ที่อ้างว่าทำเพื่อเบื้องบนขึ้นมาแล้ว ขนาดยึดสนามบินนานาชาติและทำเนียบรัฐบาลของประเทศก็ทำมาแล้ว ย่อมส่อแสดงว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขาก้าวเข้ามาสั่งการชัดเจนขึ้น เหี้ยมโหดขึ้น

ยิ่งเขาเห็นฤทธิ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในการโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขาสั่งทำขึ้น แถมด้วยชัยชนะของพรรคไทยรักไทยเดิมเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ด้วยแล้ว ความบ้าคลั่งของเขาก็พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีและตรีคูณ

มาระเบิดเอาที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านฟ้า และราชประสงค์ ระหว่างเมษายน ๒๕๕๒ ถึง พฤษภาคม ๒๕๕๓

สั่งยิงหัวและหน้าอกของประชาชนแล้ว คิดได้อย่างไรว่าเขาจะเอาแกนนำและมวลชนไปติดคุกขู่เฉยๆ

นอกจากจะหวังทำร้ายที่ตัวแล้ว คดีต่างๆ จะเพิ่มสูงขึ้นจนไม่มีวันที่ออกจากคุกได้โดยง่าย

นี่ก็ได้แล้วอีก ๑ คดี คือคดีร่วมกันก่อความไม่สงบและก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ และ ๒๑๕ ที่มีผู้ต้องหารวม ๑๗ ราย ทั้งที่อยู่ในเมืองไทยและที่หลบหนีออกนอกประเทศ

ต่อไปก็จะได้รับของขวัญชั้นสูงเช่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พูดอย่างนี้ก็มิใช่ซ้ำเติมพรรคพวกและคนในครอบครัว แต่อยากบอกกับพวกเราที่ยังมีโอกาสอยู่นอกคุกว่า อย่าไปดิ้นรนติดคุกในระบอบนี้เลยครับ

ทางเลือกที่ดีกว่าคือออกมาวางแผนกอบกู้ฟื้นฟูประชาธิปไตยกันเสียที่นอกประเทศ ใครรู้จักใครประสานมา มองกันไม่ทั่วถึงก็อย่าไปน้อยใจหรือไปด่าเงียบๆ อยู่ที่มุมไหน ลืมอดีต แล้วมุ่งมั่นต่อสู้เพื่ออนาคตกันเถิด

เพื่อจะย้อนกลับไปช่วยพวกเราที่เป็นเหยื่อคุกอยู่เมื่อถึงเวลาอันควรได้

ติดคุกยุคนี้คือเวรกรรม ไม่ใช่วีรกรรมครับ.

---------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เลือกตั้งระวังพลาด โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เลือกตั้งระวังพลาด
โดย : กาหลิบ

หมู่นี้ได้ยินเสียงลอยลมมาจากพรรคเพื่อไทยบ่อยๆ ว่า ใกล้จะถึงวันเลือกตั้งแล้วหนา โดยเฉพาะคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พูดอยู่แทบทุกเวทีก็ว่าได้ บางครั้งก็ว่าชนะศึกเลือกตั้งแล้วจะพา ดร.ทักษิณฯ กลับบ้าน บางทีก็เผยว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้เพื่อไทยมีนโยบายใหม่เด็ดดวงถึง ๗ ข้อ ซึ่งเป็นนโยบายที่อดีตนายกรัฐมนตรีส่งตรงมาจากแดนไกล

ฟังแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนี้แล้ว

พอรู้สึกอย่างนั้นก็คิดต่อไปว่า อะไรทำให้บางท่านในพรรคเพื่อไทยคิดเช่นนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เขากำลังสนุกสนานกับ “ชัยชนะ” เหนือชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน คนวัยทองสองสามคนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็รู้สึกมั่นใจว่าระบอบดึกดำบรรพ์ของเขาได้ “คว่ำ” ระบอบประชาธิปไตยลงเรียบร้อยแล้ว นโยบายสมานฉันท์ก็ไม่ต่างอะไรกับไอร้อนจากกาที่พวยพุ่ง โชนออกไปแล้วก็ระเหยหายไปอย่างไม่มีร่องรอย การปิดประตูตีแมวมวลชน ก็กระทำอย่างต่อเนื่องทารุณโหดร้าย ไม่มีวี่แววว่าจะบรรเทาเบาบางลงเลย

ตกลงที่แหย่ว่าจะเลือกตั้งกันแล้วนี่คือความฝันข้างเดียวของพลพรรคเพื่อไทยเท่านั้นใช่ไหม หรือเป็นความปรารถนาในใจที่มันล้นทะลักออกมาจากอก (wishful thinking) ชนิดเก็บไม่อยู่?

ไหนๆ พูดเรื่องการเลือกตั้งแล้ว น่าจะพิจารณาเรื่องนี้เสียทีเดียว ๒ ประเด็นเลย

ประเด็นแรก การเลือกตั้งคือกลไกที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย คนที่ชอบวิจารณ์การเลือกตั้งและนักเลือกตั้งอย่างเสียๆ หายๆ ก็เคยถูกถามซึ่งๆ หน้ามาแล้วว่าจะเอากลไกอะไรมาแทน ก็เห็นเงียบๆ ไปเพราะตอบเขาไม่ได้ ความปรารถนาของพรรคเพื่อไทยว่าจะได้เลือกตั้งในเร็ววันนี้ จึงเป็นความใฝ่ฝันที่ไม่ได้ออกนอกกรอบของระบอบประชาชนและไม่ผิดอะไร
แต่ถ้าเอาแต่เลือกตั้งโดยไม่มีอะไรอื่นเลยในพรรค ก็จะส่งผลให้พรรคจัดตั้งตัวเองให้เป็นฐานการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว วันๆ ก็คุยเรื่องเลือกตั้ง นโยบายหาเสียง และกิจกรรมการตลาดที่จะเป็น “ลูกเล่น” ใหม่ๆ ให้ชนะเลือกตั้งได้ นักเลือกตั้งมืออาชีพก็จะเล่นเกมการเมืองกันไปมาอยู่ในพรรค เพื่อให้มีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งและสามารถระดมเงินสนับสนุนจากพรรคได้มากที่สุด

สิ่งที่ขาดหายไปคือแนวร่วมประชาธิปไตยที่ร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่ครั้งเป็นไทยรักไทย ผู้คนเหล่านี้หลายคนไม่ใช่นักเลือกตั้ง ไม่ปรารถนาจะเป็นนักการเมืองอาชีพ และต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงโดยไม่สนใจจะเสวยสุขในอำนาจรัฐ

ผู้คนเหล่านี้เขายังต่อสู้อยู่ และมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องพอที่จะสนธิกำลังกันขึ้นมาเป็นพลังต่อต้านอำนาจเก่าที่คอยรังควาญระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้

จะไล่เขาไปเร่ร่อนอยู่กลางสนามหลวงอีกหรือ?

พรรคเพื่อไทยในฐานะที่ชูธงประชาธิปไตยควรสร้างเวทีและกิจกรรมนอกเหนือจากการเลือกตั้งเพื่อรองรับพลังนอกระบบเลือกตั้งเหล่านี้ เอาประสบการณ์ร่วม และความทรงจำที่ดีระหว่างกันในช่วงหลายปีนี้มาเป็นต้นทุนทำงาน

ขบวนการที่สำคัญนี้จะช่วยห่อหุ้มการเลือกตั้ง โดยเป็นเปลือกนอกที่แข็งแรงให้

ประเด็นที่สอง การเลือกตั้งที่ชอบพูดบ่อยๆ นี้ หากเตรียมจะวัดดวงกับ “เขา” โดยเอาไข่ไก่ของเราทุกฟองใส่ในตะกร้าเดียวกันตามสำนวนฝรั่ง สุ่มเสี่ยงต่อการแตกทั้งตะกร้าอย่างนี้ ต้องถามว่าแน่ใจขนาดไหนว่าจะมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริง

เจอวิชามารจนเก้าอี้ ส.ส. ลดวูบไปจนจัดตั้งรัฐบาลเองไม่ได้ หรือไม่อาจจะร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่นๆ ได้เพราะเจอเสียงขู่คำรามว่าห้ามร่วม แล้วจะทำอย่างไร

จะตะโกนบอกฟ้าว่าข้าถูกกลั่นแกล้งรังแก ฟ้าก็คงจะผ่าเปรี้ยงลงมาบนหัวตัวเอง

จะโวยกับนานาอารยประเทศ เขาก็จะบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พวกคุณขมีขมันอยากร่วมเองไม่ใช่หรือ พอแพ้เขามาแล้วโวยวาย ขี้แพ้ชวนตีหรือเปล่า

ถึงวันนั้นแล้วการยึดทรัพย์และยึดสิทธิในความเป็นคนของฝ่ายประชาชนก็จะดำเนินต่อไป จนหมดเซฟหรือหมดชีวิตไปเลย

ขบวนการประชาธิปไตยแท้ๆ นั้นคงไม่หมดตาม แต่จะซวนเซตามไปด้วยอย่างไม่ควรที่

ลองเปิดหัวใจให้กว้างแล้วพิจารณาดูครับ.

--------------------------------------------------------------------------------