ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ

2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์

1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์

สด จาก เอเชียอัพเดท

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 161. ภาพคณะรัฐมนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 161. ภาพคณะรัฐมนตรี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ภาพคณะรัฐมนตรี โดย กาหลิบ

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง ภาพคณะรัฐมนตรี

โดย กาหลิบ

เป็นธรรมดาของการเมืองเลือกตั้ง ยังไม่ทันได้ตัวนายกรัฐมนตรีเราก็อยากเห็นคณะรัฐมนตรีเสียแล้ว เหตุเพราะตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ได้มีไว้บริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว แต่คือดรรชนีชี้วัดอำนาจและความรุ่งโรจน์ของบุคคลผู้มีความทะเยอทะยานทางการเมืองด้วย นี่คือองค์ประกอบที่บอกเราได้ล่วงหน้าว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร มีเชื้อมะเร็งอยู่ที่ตรงไหน ท้ายที่สุดทำให้เราคิดได้เองว่า ประชาชนจะได้ผลคุ้มค่ากับการเสียสละเพื่อประชาธิปไตยมาถึงขนาดนี้หรือไม่

คณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าความลงตัวทางการเมืองหรือแม้แต่ความรู้ความสามารถเฉพาะตัว แต่จำต้องสื่อภาพสาธารณะที่ทำให้ประชาชนภูมิใจได้ว่าประชาธิปไตยมีตัวตนและมีประสิทธิภาพจริง

เราต้องไม่คิดผิดๆ ว่า การตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงพิธีกรรมหรือขั้นตอนทางการเมือง ยิ่งในช่วงที่ประชาธิปไตยถูกทดสอบมากๆ หรือเผด็จการรุมล้อมรอบตัวเหมือนสัตว์ป่ารอรุมทึ้งเราบ้าง ก็ยิ่งต้องใส่ใจกับความหมายทั้งในเชิงเนื้อหาและสัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นในกระบวนการนั้น

เรื่องนี้จึงเขียนเผื่อนักการเมืองบางคนที่มีนิสัยหลงลืม เผลอคิดไปว่าเลือกตั้งจบแล้วก็หมดหน้าที่ของประชาชนแล้ว จนเห็นว่างานตั้งรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของผู้มีอำนาจเท่านั้น

ถามว่าคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยควรเป็นอย่างไร?

ก่อนตอบก็ต้องจำกัดความคำว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำเนิดขึ้นในเงื่อนไขใด เพราะ ชัยชนะที่พรรคเพื่อไทยได้รับในวันนี้คือผลมวลรวมในการต่อสู้ของภาคประชาชนอย่างหลากหลายและยาวนาน ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเหตุบังเอิญ ไม่ใช่ผลงานโดยเฉพาะของแกนนำประชาชน ไม่ใช่ความเก่งของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการสั่งสมมาตั้งแต่การต่อสู้กับระบอบเผด็จการไทยมาตั้งแต่เกือบหนึ่งร้อยปีก่อน

ตัดส่วนมาเฉพาะการต่อสู้ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รู้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นหนี้บุญคุณทางการเมืองกับใครบ้างก็ยังได้

รายชื่อคงไม่ยืดยาวนัก

๑. ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมในกระแสหลัก เช่น พีทีวี นปก. นปช. เป็นต้น

๒. ประชาชนผู้เข้าร่วมในกระแสเสริมที่กำลังวิวัฒนาการไปเป็นกระแสหลัก เช่น กลุ่ม ๒๔ มิถุนา เวทีราษฎร แดงสยาม เป็นต้น

๓. ประชาชนผู้ไม่ปรากฏตัวตามเวที แต่แสดงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน และยกระดับการต่อสู้ทางไซเบอร์ (ซึ่งเคยถูกเหยียดหยามทำให้เป็นตัวตลกไปว่า พวกหลังตู้เย็น”)

๔. ประชาชนผู้ไม่ปรากฏตัว แต่สนับสนุนปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นในการต่อสู้มาตลอด

๕. เครือข่ายฝ่ายซ้ายที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นมานานปีและยัง แสวงจุดร่วม-สงวนจุดต่างกับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นอยู่

๖. ข้าราชการและคนของรัฐประเภทต่างๆ ที่เนื้อในเป็น แตงโม

๗. เครือข่ายการจัดตั้งเดิมของพรรคฝ่ายขวาอย่างพรรคประชากรไทยและพรรคไทยรักไทย

๘. เครือข่ายชาวไทยในต่างประเทศที่สนับสนุนงานเคลื่อนไหวในประเทศแบบรอบทิศทาง

หากเราคำนึงถึงผู้สนับสนุนและผู้ปิดทองหลังพระเหล่านี้ วิญญูชนจะตอบคำถามได้เองว่า เราควรจัดตั้งคณะผู้บริหารประเทศที่เรียกว่าคณะรัฐมนตรีอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองในใจของแต่ละท่าน

ข้อสำคัญข้อแรกคืออย่าให้ผู้ดำรงตนเป็นนายหน้าทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเหลือบประเภทหนึ่งในขบวนประชาธิปไตยมาช่วงชิงอำนาจจากประชาชนแล้วชี้นำในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้

มวลชนผู้ต่อสู้ร่วมกันมาอย่างแท้จริง จะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มกดดัน (pressure groups) จนมีอิทธิพลไม่มากก็น้อยต่อกระบวนการเลือกตัวผู้บริหารประเทศ ใครที่มีบทบาทในทางส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็ให้เป็นหรือหาทางสนับสนุน ใครมีบทบาทตรงข้าม หรือคอยเกาะกระแสเพื่อนเหมือนปลิงดูดเลือดอย่างด้านๆ ก็ต้องช่วยกันชี้ให้คนทั่วไปเห็นและสกัดกั้น

ข้อสอง สัดส่วนคณะรัฐมนตรีต้องประกอบด้วย ๑) ตัวแทนของอำนาจประชาธิปไตยที่ถูกโค่นล้มในการรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๔๙ และการแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยในปี พ.ศ.๒๕๕๑ ๒) ผู้แทนของมวลชนในการต่อสู้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ๓) ผู้มีทักษะพิเศษในการบริหารงานยามวิกฤติที่จะสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ในการบริหารได้ทันเวลา (ทันเวลาก่อนจะถูกศัตรูร่วมกันโค่นล้มลงอีกครั้ง)

ข้อสามคือ คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องสำนึกถึงชัยชนะจากการเลือกตั้ง ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่ามวลชนท่านได้มอบอำนาจอันเด็ดขาดชัดเจนให้เราบริหารแล้ว ต้องเลิกเหนียมอายหรือเกรงใจที่จะใช้อำนาจเหล่านั้นในการกำจัดเชื้อโรคของระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายจะได้ตั้งคณะรัฐมนตรีหรือไม่ หรือใครต้องรู้สึกว่าเป็นคนปัญญาอ่อนสังเวย ปรองดองถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องตกนรกหมกไหม้กันไปตามกรรมเวรของแต่ละคน.

--------------------------------------------------------------------------

ช่วยสนับสนุน SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ. 10.00-18.00น.)/e-mail :tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com