ความยุติธรรมและความเสมอภาคที่แท้จริงไม่มีในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเลือกข้างและกำหนดจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...
3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ
2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์
1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์
สด จาก เอเชียอัพเดท
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 23 อำนาจเดิมกับอำนาจใหม่

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 23 : อำนาจเดิมกับอำนาจใหม่
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
******************************************************************************
เขย่าด้วยวิธีการต่างๆ จนประชาชนที่กำลังตื่นเต้นกับอำนาจใหม่กลับฝ่อลงไปอีก แล้วกลับไปนึกในใจว่าเผด็จการก็คงจะดีเหมือนกัน
******************************************************************************
อำนาจเดิมกับอำนาจใหม่
อำนาจเดิมกับอำนาจใหม่
นักเรียนรัฐศาสตร์คนใดที่สนใจเรื่องของรอยต่อประชาธิปไตย ระหว่างอำนาจนิยมเดิมกับประชาธิปไตยใหม่ จะต้องจับตามองเมืองไทยในขณะนี้ให้ดี จะได้ความรู้มาก
ส่วนรู้แล้วจะสดใสหรือเศร้าสร้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขณะนี้มีแรงกดดันอย่างผิดปรกติที่จะทำให้คุณทักษิณฯ เอ่ยปากออกมาให้ได้ว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากการเลือกตั้ง ถึงขนาดออกโรงกันเป็นเครือข่ายเลยทีเดียวว่า ประชาธิปไตยไม่ต้องเริ่มจากการเลือกตั้งก็ได้
เกือบจะบอกตรงๆ อยู่แล้วว่าถ้าคุณทักษิณฯ ยืนยันจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ การไล่ล่ารังควาญจะดำเนินต่อไปจนถึงกำหนดเลือกตั้ง และถ้าสาดไฟต่างๆ ใส่แล้วยังแข็งอยู่ได้ ก็จะเดินต่อไปถึงขั้นรุกฆาต คือทำให้ไม่ต้องเลือกตั้งเลย ยกเลิกกระบวนการไปเฉยๆ อย่างนั้นเอง
โดยใช้ข้ออ้างคลาสสิค ๒ ข้อ หรือข้อใดข้อหนึ่งก็ได้
หนึ่ง - อ้างว่าปฏิรูปการเมืองสำคัญกว่าการเลือกตั้ง ถ้าไม่ปฏิรูปการเมืองเสียก่อนก็จะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนเดิมอีก
คนที่อ้างข้อนี้จะไม่สาธยายต่อไปว่า แล้วใครเล่าเป็นผู้สร้างความวุ่นวายทางการเมือง? ทำราวกับว่าการประท้วงอย่างจาบจ้วงรุนแรง การละเมิดอำนาจฝ่ายบริหารโดยฝ่ายต่างๆ แม้กระทั่งความตั้งใจจะสังหารผลาญชีวิตผู้นำ เป็นเรื่องธรรมดาเสียเหลือเกิน
สอง - อ้างว่าสถาบันหลักของประชาธิปไตยไม่อยู่ในฐานะที่จะรองรับการเลือกตั้งได้ เพราะรัฐบาลกำลังจะหมดอายุ วุฒิสภากำลังจะหมดอายุ สภาผู้แทนราษฎรไม่มี คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่อาจเข้ารับหน้าที่ได้ทัน
ขอมีนายกรัฐมนตรีโดยวิธีพิเศษไปพลางก่อน
เมืองไทยเราไม่ได้มีประชาธิปไตยที่แข็งแรงนัก เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ เพิ่งจะมีรัฐบาลที่ทำงานได้เต็มวาระสี่ปีเอาเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๘ นี่เอง และหลังจากนั้นก็ประสบโศกนาฏกรรมทางการเมืองมาโดยตลอดจนกระทั่งบัดนี้
อำนาจของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นของใหม่ไปด้วย ถ้าจะพูดตรงๆ ไม่เกรงใจกันก็คือเขี้ยวยังไม่ยาวพอที่จะครองประเทศได้ตามที่รัฐธรรมนูญเรียกร้องต้องการ
ผิดกับอำนาจเดิมที่สถิตอยู่ในที่ต่างๆ เช่น กองทัพ ระบบราชการพลเรือน สำนักองคมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ที่รู้จักประเทศไทยดีนัก ขนาดที่กะจังหวะของอารมณ์คนไทยได้อย่างแม่นยำ
รู้ว่าเมื่อไหร่คลั่งประชาธิปไตย จะเอานายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้
รู้ว่าเมื่อไหร่เบื่อหน่ายนักการเมือง อยากได้คนที่ไม่ได้อยู่ในการเมืองมาปกครองแทน
รู้ว่าเมื่อไหร่กลับเป็นเด็กอีกครั้ง อยากให้ใครก็ได้เข้ามาเสกคาถาทำให้ความทุกข์ร้อนของตนสิ้นสุดลงไปราวกับปลิดทิ้ง โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากคอยทำตัวให้น่าสงสารน่าเวทนา
เรื่องแบบนี้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของอำนาจใหม่ ไม่ประสีประสาเอาเลยแม้แต่น้อยนิด
นึกง่ายๆ แบบของตัวว่าทำผลงานมากๆ แล้วประชาชนจะชอบ คนอื่นที่ครองอำนาจอยู่เดิมจะพอใจไม่พอใจ หรือจะหมั่นไส้รำคาญใจอย่างไรก็ช่างเขา ฉันไม่ได้ขอข้าวเธอกินนี่
หารู้ไม่ว่าอำนาจเดิมนั้นคือผู้อนุญาตให้อำนาจใหม่เกิดขึ้นได้ ถ้าอำนาจใหม่ทำแหลมจนเกินไปหรือคิดจะเอาเป็นของตัวเลย ก็จะเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่า มีอิทธิฤทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้น
เขย่าด้วยวิธีการต่างๆ จนประชาชนที่กำลังตื่นเต้นกับอำนาจใหม่กลับฝ่อลงไปอีก แล้วกลับไปนึกในใจว่าเผด็จการก็คงจะดีเหมือนกัน
เพราะประชาชนถูกทำให้ลืมไปว่าประเทศนี้เป็นของเขา
ก็น่าลืมอยู่หรอกครับ ถ้าระลึกได้แล้วเกิดกลุ้มใจถึงขนาดนี้.
---------------------------------------------------------------------------------
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คำต่อคำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : เกร็ดชีวิต ตอนที่ 3

โดย : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่มา : รายการทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิลด์ # 24
เรียบเรียงจากการออกอากาศ วันอังคารที่ 9 ก.พ. 53 โดย Nangfa
เรียบเรียงจากการออกอากาศ วันอังคารที่ 9 ก.พ. 53 โดย Nangfa
***************************************************************************
เกร็ดชีวิต : ตอนที่ 3
คราวที่แล้วผมบอกจะเล่าว่า ผมจากเป็นคนที่มีหนี้สินแล้วเข้าตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นคนมีสตางค์ทำได้ยังไง มีขั้นตอนยังไง ตรงนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ อยากให้พี่น้องที่สนใจ ที่มีหุ้นอยู่ในตลาดบ้าง หรืออยากเอาหุ้นเข้าตลาดในอนาคตบ้าง ลองฟังดูเผื่อจะใช้ได้
ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ต้องรู้ก่อนว่าการเข้าตลาดคืออะไร การเข้าตลาดฯ ก็คือการเอาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปขออนุญาตให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ คือต้องมีอดีต เราทำมาหากินอะไรมา ทำอะไรมาบ้าง ปัจจุบันมีอะไรเหลืออยู่ และอนาคตจะทำอะไรต่อ แล้วก็เอาตัวเลขมาบอกว่าตัวเลขเหล่านี้จะทำกำไรในอนาคตอย่างไร ราคาหุ้นก็ดี มูลค่าของบริษัทก็ดี ก็คือการตีราคาปัจจุบันกับอนาคตเพื่อเอามาให้คนซื้อหุ้นและร่วมลงทุน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเตรียมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตให้ดี
อดีตก็คือ ในกลุ่มบริษัทเรามีประวัติศาสตร์มาอย่างไร สร้างมันมายังไง เราทำธุรกิจอะไรมาบ้าง เช่น อดีตของกลุ่มชินฯ ที่ผมเอาเข้าตลาดนั้น ก็คือทำคอมพิวเตอร์ ทำเดต้าคอมมูนิเคชั่น หรือทำสื่อสารข้อมูล ทำด้านของวิทยุติดตามตัว ทำเคเบิ้ลทีวี แล้วก็ทำโทรศัพท์มือถือ
อนาคตคืออะไร อนาคตก็คือจะขยายโทรศัพท์มือถือออกไปอย่างไร จะยิงดาวเทียมอย่างไร
ผมยื่นเข้าตลาดฯ ปี 2533 ก็ขอเล่าอดีตนิดหนึ่งว่า ก่อนจะมีโทรศัพท์มือถือ ก่อนหน้านั้นเซลลูล่าโฟนยังไม่เกิด แต่มีการใช้โทรศัพท์แบบไร้สายภายในบ้าน ตอนหลังมีคนคิดว่าถ้าใช้วิทยุที่มีกำลังสูงๆ หน่อย โดยพ่วงกับโทรศัพท์บ้านก็สามารถออกไปไกลขึ้น ผมก็ไปฮ่องกง (ช่วงนั้นยังรับราชการตำรวจ) ไปซื้อโทรศัพท์ไร้สายที่พ่วงเบอร์บ้าน แต่มีตัวลูกที่สามารถเอาออกไปไกลๆ ได้ โดยตั้งสถานีวิทยุที่มีกำลังส่งสูงขึ้นและตั้งเสาให้สูงขึ้น ผมก็เอาติดรถไปเพราะผมสามารถที่จะใช้โทรศัพท์ได้ พูดได้ รับสายได้ โดยอยู่ไกลจากบ้าน ก็เอาไปทดลองดู
ทดลองเสร็จผมก็หิ้วไปเจอเพื่อนผมคนหนึ่ง ชื่อ ประภัตร โพธสุธน ซึ่งเป็นนักการเมืองที่รู้จักกันเมื่อ 2548 ตอนนั้นเป็นเลขาฯ ของคุณทินกร พันธุ์กระวี รัฐมนตรีช่วยคลัง ส่วนผมช่วยราชการอยู่กับคุณปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ตอนนั้น ก็เลยรู้จักคุณประภัตร เพราะว่าอายุเท่ากัน แกเรียนหนังสือจบนอกมา ผมก็จบนอกมา มาเจอกันก็คุยกัน แกก็อยู่พรรคชาติไทย อาผมสุรพันธุ์ ชินวัตร ก็อยู่พรรคชาติไทย
ผมหิ้วโทรศัพท์ไร้สายไปบอกว่า “ประภัตรฯ” อนาคตข้างหน้าโทรศัพท์อย่างนี้จะหิ้วไปได้ทั่วโลก เขาก็บอกว่าเอ็งบ้า เอ็งถือเครื่องไม้เครื่องมืออย่างนี้บ้า จะเป็นไปได้ยังไง โทรศัพท์อะไรจะหิ้วไปได้ทั่วโลก ผมบอกว่าตอนนี้เราแค่หิ้วออกมาไกลบ้านได้แล้ว อีกหน่อยจะหิ้วไปได้ทั่วโลก เขาก็บอกว่าไม่เชื่อ
สาเหตุที่ผมพูดอย่างนั้น เพราะว่าผมไปงานนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องโทรคมนาคมบ่อยๆ เพื่อไปเรียนรู้ ผมไม่ได้จบเอ็นจีเนีย ตอนหลังโทรศัพท์มือถือเริ่มต้นที่การสื่อสาร ตอนนั้นเป็นโมโตโรร่ารุ่นกระดูกหมา อันใหญ่ๆ สูงเป็นคืบ สีเทาๆ องค์การโทรศัพท์ใช้อีริคสัน เป็นอนาล็อกทั้งคู่ อีริกสันอันใหญ่เบ้อเร่อ หนักเป็นกิโล มี 2 ระบบแข่งกัน พอดีช่วงนั้น สมัย พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) เป็นนายกฯ เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาทางการเงินและต้องเป็นลูกหนี้ IMF รอบแรก ดร.โกร่ง (วีระพงษ์ รามางกูร) เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายกฯ เปรม
IMF สั่งว่าห้ามประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจทั้งหลายลงทุน ต้องหยุดการลงทุน หยุดเป็นหนี้ ฉะนั้นการลงทุนต้องให้เอกชนลง รัฐห้ามลงแล้ว เพราะรัฐเป็นหนี้สาธารณะสูง ช่วงนั้นจึงมีการอนุญาตให้เอกชนเข้ามาขยายการลงทุนแทนภาครัฐ แต่กฎหมายขณะนั้นก็ยังเป็นกฎหมายล้าหลังอยู่ ก็เลยใช้ระบบที่เรียกว่า BTO (Built Transfer Operate) หมายความว่าให้เอกชนมาลงทุนแล้วยกทรัพย์สมบัติให้กับรัฐ แล้วได้รับสิทธิในการไปทำมาหากินกับเครื่องมือนั้น เป็นระยะเวลาเท่าไร แล้วแบ่งรายได้ให้กับรัฐ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
ผมก็ไปขออนุญาตทำโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นก็เสนอเข้าไปแข่งกับอีกบริษัทหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นอีริคสัน ผมเสนอไป 2 ออฟชั่นว่าจะใช้อะไรดี ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้โนเกีย MNT900 สมัยก่อนโน้น เป็นรุ่นอนาล็อก ตอนนั้นเสนอไปผมรู้แล้วว่า GSM กำลังจะมา เลยเสนอไปว่าขอทำ MNT ปัจจุบัน แล้วอีกภายใน 5 ปีจะทำ GSM และเสนอให้ผลตอบแทนรัฐสูงมากเมื่อเปรียบกับรายได้ที่รัฐทำและที่มีรายได้อยู่ แต่ปรากฏว่าวันนี้ที่สูงมากกว่านั้นก็ถือว่าวันนี้ไม่สูง เพราะเนื่องจากเหตุการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนไป การพัฒนาการของเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็เลยทำให้เซลลูล่าเติบโตเร็วกว่าที่ทุกคนคิด ผมว่าผมคิดล่วงหน้าเยอะแล้วยังคิดไม่ทัน เลยเป็นที่มาว่าผมได้สิทธิในการลงทุนทำเซลลูล่าและมือถือ
ผมเป็นรุ่นแรกที่บุกเบิกโนเกีย ตอนนั้นโนเกียถือว่ายังทำกระดาษ ทำโทรทัศน์ ทำปืนล่าสัตว์ และทำเครื่องมือสื่อสาร ทำสวิทชิ่ง แต่ว่ายังทำไม่มากเท่าไร ผมก็ไปดูงานกับเขา ตอนนั้นเขายังเล็กอยู่ ยังขยายตัวไม่ออก ถือว่าเป็นลูกค้ารุ่นแรกๆ ร่วมกับอิตาลีที่ใช้ของโนเกีย ก็เลยบุกเบิกร่วมกันจนเติบโต ผมกลายเป็นลูกค้า MNT900 รายใหญ่ๆ เท่าอิตาลี ก็เลยทำให้โนเกียกับกลุ่มชินฯ เชื่อมโยงกันมานาน
ที่เล่าให้ฟังยืดยาวเพราะต้องการชี้ว่าต้องศึกษาสิ่งที่เราจะทำ เมื่อเรารู้ว่าวิวัฒนาการมาถึงไหนแล้วจะไปยังไง เราจะได้ดักล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่อเทคโนโลยีการลงทุนสำคัญ ลงทุนแล้วเรานึกว่าจะใช้ได้นาน แต่เทคโนโลยีล้าสมัยเร็วก็ทำให้ขาดทุนง่าย ต้องระวัง การค้าขายเทคโนโลยีท่านต้องทันสมัย
หลังจากนั้นภาครัฐก็จะให้เอกชนลงทุนเรื่อยๆ เพราะเนื่องจาก IMF บังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านจำได้ไหมครับว่า ปี 32 หรือ 33 คือตอนช่วงที่ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ปฏิวัติคุณชาติชาย เสร็จแล้วก็ตั้งคุณอานันท์ฯ มาเป็นนายกฯ แล้วก็มีกรณีทำโทรศัพท์บ้าน 3 ล้านเลขหมาย ทีแรกซีพีก็จะเอาทั้ง 3 ล้าน ตอนหลังคุณอานันท์ฯ จับแยกเป็น 2 ล้าน กับ 1 ล้าน 2 ล้านเป็นกรุงเทพฯ ก็ให้ซีพีไป อีก 1 ล้านก็มีให้กลุ่มล็อกซ์เล่ย์กับดร.อดิศัยฯ ไป ก็เป็นเพราะว่าตอนช่วงนั้น IMF มีเงื่อนไขว่าต้องให้เอกชนลงทุน
ส่วนผมเองก็ไม่ได้เข้าประกวดราคา 2 ล้านเลขหมายในกรุงเทพฯ เพราะยังไม่พร้อม พอ 1 ล้านเลขหมายต่างจังหวัดก็เข้าประกวดราคากับเขาด้วย แล้วแพ้เพราะเสนอให้เขาไป 33% หรือ 31.3% แถวๆ นี้ เพราะมองว่าถ้ามากกว่านี้เจ๊งแน่นอน ปรากฏว่าอีกทีมที่ชนะเสนอเข้าใจว่า 40 กว่า% แล้วก็มีปัญหาจริงๆ ไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนรัฐได้ตามที่เสนอ
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบ Yes ก่อนแล้ว No ทีหลัง สู้ No ก่อนแล้วมา Yes ที่หลังดีกว่า นั่นคือหลัก จึงประกวดราคาตรงนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ผมประกวดราคาแล้วจะชนะตลอด
เอาล่ะ ในเมื่อผมเตรียมอดีตและปัจจุบันไว้แล้ว อนาคตผมก็วาดไว้ว่าบริษัทจะเติบโตอย่างไร ผมก็มองเรื่องดาวเทียม มองเรื่องการขยายเคเบิ้ลทีวี เรื่องเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไป นั่นคือสิ่งที่เรามอง แต่ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เกิด ไม่มีใครเห็นว่าอินเทอร์เน็ตจะเกิด มองอย่างเดียวว่าอนาคตข้างหน้าโทรศัพท์เบอร์เดียวที่เรามีอยู่สามารถถือไปไหนก็ได้ทั่วโลก และใช้เบอร์นั้นเบอร์เดียวตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เห็นในขณะนั้น แล้วตอนนั้นนาโนเทคโนโลยีก็ยังไม่เกิด ยังอยู่ในแล็ป เราไม่สามารถเดาได้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเล็กลงได้ขนาดนี้ แต่เราก็บอกอนาคตไปได้ระดับหนึ่ง สุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่า ถ้าลงทุนกันอย่างนี้จะเอาตังค์ที่ไหน เซลลูล่าลงทุนกันทีเป็นหมื่นล้าน แต่วันแรกที่เราทำกันอยู่ลงทุนเพียงไม่กี่ร้อยล้าน ยังไม่กล้าลงมาก ยังไม่รู้จะเกิดหรือเปล่า ก็ลงสถานีไม่กี่แห่ง ไม่กล้าลงเยอะ เพราะตังค์ไม่มี เราต้องคิดว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะเอาตังค์ที่ไหนมาลงทุนเป็นหมื่นๆ ล้าน
ในวันนั้นผมยังไม่มีตังค์ ยังมีหนี้อยู่ ก็ได้ปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี เลยตัดสินใจเอาหุ้นเข้าตลาดฯ เพราะมีนักบัญชีคนหนึ่งมาแนะนำว่าทำบัญชีให้ถูกต้องตามหลักสากล แล้วก็ให้บริษัทตรวจบัญชีระดับสากลมาตรวจ คนจะได้เชื่อถือ แล้วเราก็มาดูว่าจะตัดอะไรออกเอาอะไรเข้า เพื่อให้รูปบริษัททั้งหมดมีธุรกิจที่น่าสนใจ และมีความชัดเจน ว่าบริษัทนี้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนะ
ช่วงนั้นบังเอิญว่าเศรษฐีในไทยยังตามเรื่องเทคโนโลยีไม่ทัน เราเลยได้เปรียบ ถ้าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายตามเทคโนโลยีทัน คนที่ยังไม่มีตังค์อย่างผมก็เกิดไม่ได้หรอกครับ โดนเขาบี้ตายเลย เพราะระบบทุนนิยมเขาเอาทุนทุบกันเลย แต่ทุนอย่างเดียวไม่พอ ผมก็เลยรอดมา ผมหลุดมาจากตรงนั้นแล้ว ได้ลายเส้นแล้ว ทีนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย เลยตัดสินใจเข้าตลาดฯ
ผมไปจ้างที่ปรึกษาการเงิน คือ ภัทรกับธนชาติมาช่วยกันดู มาทำความสะอาดบัญชีให้ผม ตอนนั้นทุนจดทะเบียนผมมี 20 ล้านบาท 20 ล้านจริงๆ ก็ไม่มีตังค์ใส่ไป มีตังค์จ่ายค่าธรรมเนียม 50,000 บาท ก็ติดหนี้ไว้ ทำบัญชีกรรมการยืมๆๆ ตลอด ทีนี้จะเอาหุ้นเข้าตลาดฯ เยอะแยะทำไง ผมเริ่มคิดต้องเข้าตลาดฯ เมื่อที่ปรึกษาการเงินมาบอกว่าต้องเพิ่มทุน เพราะทุนแค่นี้ไม่พอ ต้องเพิ่มประมาณ 2,000 ล้าน ผมบอกตายแล้วจะเอาที่ไหนมา ที่ปรึกษาบอกไม่เป็นไรเพราะเขามั่นใจว่าหุ้นบริษัทนี้ขายได้แน่ เขาก็เลยทำให้เงินกู้ชั่วคราวสั้นๆ แล้วเดี๋ยวก็คืนให้เขา เลยให้ครอบครัวผมไปกู้เงิน แล้วเอาใบหุ้นที่เพิ่มทุนไปกู้เงินเพื่อมาจ่ายเงินเพิ่มทุน
สมมติว่ากู้ 2,000 ล้านบาทก็จ่ายเพิ่มทุนไป แล้วใบหุ้นที่เพิ่มทุนเขาก็เอาไปถือไว้ พอหุ้นเข้าตลาดฯ ก็ขายบางส่วนออกเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ ปรากฏว่าหุ้นสิบบาทตอนนั้นเราขายได้ น่าจะขึ้นไป 300-400 บาท ได้กำไรหลายเท่า ก็เพิ่มทุนไปส่วนหนึ่ง เขาเรียกว่า PP (Private Pressmen) หมายความว่าหุ้นเพิ่มทุนตัวนี้ขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม ก็คือเจ้าของ แล้วหุ้นอีกส่วนหนึ่งเพิ่มทุนได้เงินเท่าไหร่ใส่กลับเข้าไปในบริษัท เขาเรียก IPO ทำ 2 จังหวะ คือความที่เรามีของดี ระบบทุนนิยมเป็นเรื่องธรรมดาว่าของต้องดี ถ้าของไม่ดีไม่มีใครให้กู้ ก็ต้องตกแต่งให้ดี ไม่ดีก็ทำให้ดี ทำให้สะอาด ให้เกลี้ยง แล้วให้ที่ปรึกษาการเงินดู พอเขาดูเสร็จ...ดีนี่ ผมก็เลยไปกู้เงินจากอีกที่หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นเครือแบงก์กรุงเทพของดร.ชัยยุทธ์ฯ ให้ผมกู้เงินมาชั่วคราวเพื่อมาเพิ่มทุน เสร็จก็ไปเพิ่มทุน IPO อีกทีหนึ่ง เงินก็เข้าบริษัทเยอะ บริษัทมีตังค์แล้ว ทีนี้ก็จ่ายหนี้ได้ ลงทุนได้ ขยายการลงทุนได้
พอหุ้นเข้าตลาดมันก็ขึ้นหลายเท่า หุ้นที่เราเพิ่มทุนก็เพิ่มราคาพาร์ เราก็แบ่งหุ้นจำนวนหนึ่งไปขาย พอขายได้ก็เอาเงินไปใช้หนี้ ก็โล่ง ผมเหลือเงินประมาน 100-200 ล้านบาทจากไม่มีตังค์ พอเหลือจากนั้นเราก็นึกว่า ดีใจ มีเงินแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เราขยายธุรกิจ พอเซลลูล่าขยายก็ต้องเพิ่มการลงทุน ลูกค้าเพิ่มก็เพิ่มการลงทุน เงินบริษัทไม่พอก็ต้องเพิ่มทุนอีก พอหุ้นขึ้นเราก็เพิ่มทุนๆๆ เราเพิ่มทุนโดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิม ตัวเองเราก็ต้องตาม เงินที่มีอยู่ก็ไปตามเพื่อให้สัดส่วนไม่หาย เงินก็หมดอีก เคยมี 100 แรกเมื่อปี 33 ดีใจ พอปลายปี 33 หมดอีกแล้ว เพราะไปเพิ่มทุนหมด พอปี 34 มีนักลงทุนต่างชาติคนหนึ่ง เป็นคนที่ลงทุนหลายประเทศ เขาพาผมไปรู้จักกับเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก คือนายคาร์ลอส ซาริม ไปพบกันที่นิวยอร์ก ก่อนผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
นายคนนี้ก็ตัดสินใจมาซื้อหุ้นบริษัทผม 5% ถ้าจำไม่ผิดผมขายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ตกลงกันทางโทรศัพท์ ผมกำลังแคะหูอยู่ โทรศัพท์มา ผมก็บอกว่าขอแคะหูเสร็จก่อน พอเสร็จก็ลุกขึ้นมาคุย เขาขอซื้อ 10% ผมไม่ขาย เพราะภาษาการลงทุนเขาบอกว่าต้องให้กำลังพอดี ให้น้อยมันก็ไม่ใส่ใจหุ้นเรา ให้มากเกินไปมันก็ไม่ใส่ใจหุ้นเรา ซื้อไปเก็บ สมมุติเขาต้องการ 10 เราให้ 5 ที่เหลือให้เขาไปไล่ซื้อในตลาดเอา ทำให้หุ้นเราดีขึ้น ผมก็เลยขายไป ได้เงิน 5,000 ล้านบาท
ปี 34 เป็นปีที่ผมมีเงินหลายพันล้านเป็นครั้งแรก หุ้นครอบครัวผมก็จะลดลงมาเรื่อยจากเข้าตลาดใหม่ๆ 80% จนเหลือ 50% นั่นคือสิ่งที่เราขายหุ้นเอาค่ากำไรเข้ามาก็เก็บเงินสดไว้บ้าง แล้วก็ยังเหลือหุ้นไว้ส่วนใหญ่เพื่อยังควบคุมบริษัทได้ ไม่ทำให้บริษัทถูกเขาเอาไป บางคนอยากได้ตังค์มากไปขายจนเหลือนิดเดียว พอคนอื่นซื้อจนหุ้นเกินกว่าเรา แน่นอนเขาก็ยึดบริษัทเราไปได้ ถ้าเรากลัวเขายึดก็ต้องเก็บให้เกินครึ่งหนึ่ง ให้คนอื่นเอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่กลัวเขายึดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครอบครัวผมก็ขายหุ้น drop ลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ 50% ก็เก็บได้ทั้งเงินสดและมีทั้งหุ้นเหลือ
ตอนนั้นปี 35-36 ก็ขายหุ้นเพิ่ม ผมก็มีเงินสดประมาณเป็นหมื่นล้านแล้ว ถึงปี 37 มาเข้าการเมือง ตอนนั้นอายุ 42 เริ่มเห็นแสงสว่างตอนอายุ 40 เมื่อเอาหุ้นเข้าตลาดฯ แต่ยังไม่มีตังค์ อายุ 41 เริ่มได้ตังค์ปลายๆ ปีแล้ว มีเงิน 100 ล้านในชีวิตครั้งแรก
ผมไปเรียนปริญญาเอกกลับมาปี 2522 ใช้เวลา 11 ปี หาเงินได้ร้อยล้านครั้งแรก หลังจากนั้นมีมากก็เพราะว่าเอาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วในวันนั้นฝรั่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะ ครอบครัวผมเงินทั้งหมดส่วนใหญ่ได้จากต่างประเทศทั้งนั้นครับ หุ้นครอบครัวผมเป็นหุ้นที่ต่างประเทศชอบซื้อ กองทุนต่างประเทศทั้งนั้น แม้กระทั่งล่าสุดที่ขายให้เทมาเส็กก็เป็นเงินของต่างประเทศเอาเข้ามาให้ ไม่ได้เป็นการเอาเงินไทยมาเลย
ก็เล่าสู่กันฟังว่ากว่าจะมาเป็นวันนี้ต้องชิงไหวชิงพริบและทำให้ต่างประเทศเชื่อถือ ถึงจะดึงเงินเขามาได้ ดวงผมบังเอิญเป็นดวงที่ทำมาหากินต่างประเทศดี ถูกกับเรื่องของการต่างประเทศ เข้าใจว่าอังคารและมฤตยูอยู่ที่เมถุนด้วยกัน เขาว่าอย่างนั้น
เมื่อเดือนเมษายนปี 35 ตอนนั้นเราต้องการจะเพิ่มทุนบริษัท และต้องการให้บริษัทเป็นที่รู้จักทั่วโลก ก็ไปทำโรดโชว์ ผมเดินทางไปบอสตัน นิวยอร์ก และกลับมาลอนดอน ตอนนั้นคุณหญิงก็พาลูกๆ ยังเล็กๆ กันอยู่ไปเจอที่ลอนดอน เพราะหลังโรดโชว์จบก็จะมาตกลงกันว่าจะขายหุ้นในราคาเท่าไร และขายกี่หุ้น วันที่ 25 เมษายน 35 ใกล้พฤษภาทมิฬด้วย ที่ปรึกษาการเงินก็อึกอักๆ บอกว่าหุ้นที่ตั้งใจจะขายขอรับประกันแค่ครึ่งเดียวได้ไหม ผมก็บอกว่าถ้าครึ่งเดียวผมเสียชื่อนะ เหมือนกับว่าไม่น่าเชื่อถือ เอาอย่างนี้ดีกว่า จะขายหรือไม่ขายก็ไม่เป็นไร เอาให้ชัด คืนนี้คุณมาบอกผมแล้วกัน พรุ่งนี้ผมจะได้เดินทาง
คิดเสร็จเขาก็กลับมาบอกว่าเขาวิตกเรื่องการเมืองในประเทศไทย ผมก็บอกว่าอย่าวิตกเลย ประเทศไทยการเมืองเปลี่ยนบ่อยเหมือนเปลี่ยนฤดู อย่าไปสนใจเรื่องการเมืองนัก เขาบอกว่าวิตก ขอซื้อครึ่งเดียวได้ไหม? ผมก็บอกว่างั้นอย่าซื้อเลย ผมไม่ขายล่ะ ขอบคุณนะ ผมจะไปเที่ยวแล้ว เพราะเมียกับลูกมารอแล้ว จากนั้นก็พาลูกเมียไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์แล้วก็ไม่ขายเลย วันนั้นถ้าขายล็อตนั้นจะได้ 3,000 ล้าน ไม่ขาย ผมก็กลับมาเมืองไทย จนไม่กี่วันเกิดพฤษภาทมิฬ หุ้นร่วงพรวด ผมก็เฉยๆ พอหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คุณอานันท์ฯ กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบหนึ่ง หุ้นวิ่งขึ้นใหม่ ที่ว่าขายได้ 3,000 ล้านวันนั้น ถ้าขายเองครั้งใหม่นี้ได้ถึง 5,000 ล้านบาท เพราะความที่เราเป็นคนซึ่งยึดหลักว่าถ้าคุณซื้อไปครึ่งเดียวผมเสียชื่อ ไม่งั้นคุณก็อย่าซื้อเลยดีกว่า แทนที่จะได้เงิน 3,000 เลยได้ 5,000 ล้าน
สิ่งที่เล่าให้ฟังวันนี้คือท่านต้องยึดหลัก ต้องรอบรู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว การเมืองไม่ชั่วคราวเสียแล้ว เอาเป็นเอาตาย 3-4 ปีแล้วยังไม่จบ นักลงทุนต่างประเทศหนีหมดแล้ว นานๆ โฉบมาทีเพราะอะไร เพราะเราเอง วันนี้เรากำลังไม่เข้าใจโลกอย่างแรง เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 แต่ความคิดของเราเป็นแบบศตวรรษที่ 20 จริงๆ ไม่เข้าใจว่าโลกไปถึงไหน ไม่เข้าใจการแข่งขัน ขณะเดียวกันผมนั่งอยู่ดูไบ ผมนั่งมองว่าต่างประเทศเขาไปยังไง ไปถึงไหนแล้ว เราอ่านยุทธศาสตร์เขาหมด ขณะเดียวกันหันไปมองอาเซียนวันนี้ อาเซียนทั้งอาเซียนไม่มีอะไรเลย เพราะไทยคือศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน แล้วไทยลากอาเซียนลงเพราะมัวแต่ขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยที่ไม่ให้กลไกที่เคยสร้างมาเป็นสิบๆ ปีทำงานของมันเอง แล้วยังไม่พอยังไปบิดเบือนกลไก ไปใช้ผู้คนซึ่งเป็นแก็งค์ คบกันเป็นกลุ่มๆ หาประโยชน์ตรงนั้นตรงนี้ สุดท้ายทั้งประเทศเจอปัญหา แล้วถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดแก้อีก นี่คือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของประเทศไทยครับ
ที่นี่ดูไบ ในเรื่องภูมิศาสตร์เขาเป็นศูนย์กลาง เขาเอาความเป็นศูนย์กลางของเขาปั๊มเงิน สร้างสนามบินเป็นศูนย์กลางการบิน สร้างท่าเรือเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ แล้วก็สร้างเศรษฐกิจล้อมรอบ
ของเราวันนี้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เราเป็นศูนย์กลาง เราควรจะเป็นศูนย์กลางการบินแต่ปรากฏโดนประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ขโมยไป เพราะไม่มียุทธศาสตร์ มีแต่ยุทธศาสตร์ฟาดฟันกันเอง นี่คือสิ่งที่เราไม่แก้ ก็ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ นะครับ
กลับมาพูดกันต่อ ผมต้องการจะเน้นให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหลายได้เห็นว่าแล้วทำยังไงจะให้หุ้นตัวเองดี สำคัญที่สุด การซื้อขายหุ้นคนไทยยังเป็นส่วนน้อยที่จะลงทุนในตลาดหุ้น แต่สถาบันก็ดี ต่างชาติก็ดีจะลงทุนหุ้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องมีความสัมพันธ์กับนักลงทุน มีการโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศบ่อยๆ จะต้องยินดีต้อนรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาคุยเรื่องบริษัทของท่าน ตอนผมเอาหุ้นเข้าตลาดฯ ใหม่ๆ นั่งพูดแบบนี้ทุกวัน วันละ 2 รอบ 3 รอบ พูดซ้ำแบบแทบจะเปิดเทปเลยครับ รู้เลยว่านี่จะถามอะไรบ้าง มันเหมือนกันหมด เราต้องอดทน พูดไปเท่าไรก็ทำให้บริษัทเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้คนสนใจและซื้อหุ้น ต้องคุยให้เขารู้ว่าหุ้นเรามีอนาคต และที่สำคัญท่านต้องอย่าใช้เงินผิดประเภท เรื่องนี้น่ากลัวมาก
ผมจะเล่าให้ฟังว่าทำไมผมจึงไม่ใช้เงินผิดประเภท เพราะผมถูกสอน ตอนที่หุ้นยังไม่เข้าตลาดมีเงินครั้งแรก แค่หมุนเงินได้เท่านั้นเอง ดีใจครับ ไปซื้อที่ดิน เสร็จปั๊บถึงเวลาเศรษฐกิจแย่อยากขายไม่มีใครซื้อเลยครับ สุดท้ายก็ขายไม่ได้ เงินก็คาอยู่ พอธุรกิจมีปัญหาจะเอาเงินมาใส่ก็ไม่ได้ ธุรกิจก็มีปัญหาไปด้วย เอาไปเข้าแบงก์ๆ ก็ไม่รับ
เพื่อนผมคนหนึ่งก็มาเตือนว่าอย่าทำนะ คนเอเชียชอบทำ เงินไหนอยู่ที่นั่นอย่าใช้เงินมั่ว ผมก็ท่องคาถาไว้เลย ขนาดว่ามีตังค์บ้างแล้วยังไม่ยอมซื้ออสังหาริมทรัพย์เลย เพราะบริษัทเราทำธุรกิจเกี่ยวกับโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์อย่าไปทำ เอาเงินส่วนตัวของครอบครัวไปซื้อแทน การซื้อตึกชินฯ ที่พหลโยธินก็ตกกระไดพลอยโจนเหมือนกัน อาจารย์ประยูร จินดาประดิษฐ์ ถือว่ามีพระคุณกับผม เป็นผู้จัดการแบงก์ทหารไทยตอนนั้น ก็เป็นประธานบ้านฉาง ของคุณไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์ศานต์นั่นแหละ ไปสร้างตึกไว้ที่ปากซอยสายลม ก็ซื้อเป็นที่ตั้งของชินฯ ทาวเวอร์ 1 ทุกวันนี้ สร้างไปได้ 7 ชั้นไม่มีตังค์ทำต่อก็มาขายโครงการให้ผม ผมก็เลยรับมาต่อและสร้างให้ครบ 30 ชั้นตามที่วางผังไว้ แต่ต้องมาปรับปรุงใหม่ เพราะเดิมเขาต้องการทำเป็นคอนโดฯ แต่ผมต้องการทำเป็นออฟฟิศ สุดท้ายก็ต้องมาลงทุนสร้างตึกตรงนี้ 700 กว่าล้านโดยไม่ใช้เงินบริษัทเลย ใช้เงินของครอบครัวและให้ครอบครัวเป็นเจ้าของ ให้บริษัทเช่าเพื่อจะแยกแยะชัดเจนว่าบริษัททำธุรกิจอะไร เพื่อนักลงทุนเขาจะไม่สับสน ราคาเช่าก็ต้องเป็นราคาปกติ จะถูกไปหรือแพงไปก็ไม่ได้ แต่อาจถูกกว่าตลาดเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็สร้างชินฯ 1 เสร็จ
พอเสร็จ ปรากฏว่าชินฯ ทาวเวอร์ 2 ก็สร้างเสร็จเหมือนกัน จะขายแต่ไม่ได้ขาย เพราะตอนนั้นคนเป็นเจ้าของคือพี่ชายของรัฐมนตรียุติธรรมปัจจุบัน คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พี่ตุ๋ยแวะมาหาผมหลายครั้ง มาขายตึกให้ผม ก็ซื้อตึกนี้ไว้ เป็นการลงทุนครั้งที่ 2 ของครอบครัว เมื่อมีเงินมากขึ้นแล้วจึงไปสร้างตึกชินฯ ทาวเวอร์ 3 ซื้อที่มาจากเพื่อนที่มีปัญหากับธนาคาร คุณประภัตร โพธสุธน ก็เป็นเรื่องครอบครัวลงทุนหมด กลุ่มชินฯ ไม่ได้ลงทุนเลย แล้วก็ให้กลุ่มชินฯ เช่าบ้าง บริษัทในเครือบ้าง ให้คนอื่นเช่าบ้าง ที่สุดก็กลายเป็นเอสซีแอสเซ็ท มาเข้าตลาดฯ
เป็นลักษณะค่อยๆ สร้างทีละส่วนๆ แต่เราจะต้องแยกแยะให้ออก อย่าพัน อย่ามั่ว ระหว่างช่วงที่ชินฯ เข้าตลาดฯ ไปแล้ว เอไอเอสแข็งแรง ผมก็เอาเข้าตลาดฯ IBC โตขึ้นก็เอาเข้าตลาดฯ ชินแซตฯ โตขึ้นก็เอาเข้าตลาดฯ ทุกตัวแยกตัวเองเข้าตลาดหมด เพราะวันหน้าวันหลังการลงทุนที่ขยายทุนมากๆ โดยเฉพาะที่ต้องใช้ทุนเยอะๆ เราจะได้ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวลงไปเยอะเกินไป ถ้าเราไม่ควักเปอร์เซ็นของหุ้นก็จะเจือจางลงไป แต่ถ้าเราเติมไปเงินสดที่มีอยู่ก็หมด ผมจึงต้องเอาบริษัททุกตัวที่มีศักยภาพการโตของมันเองไปแยกเข้าตลาดฯ เวลาเพิ่มทุนเราสามารถเพิ่มแบบ IPO คือขายให้กับบุคคลทั่วไปเพื่อให้เงินมาเข้าบริษัท และบริษัทก็เอาเงินไปลงทุน หุ้นบริษัทก็จะโตขึ้น
ท่านทั้งหลายครับ นี่คือสิ่งที่ต้องรู้เท่าทันระบบทุนนิยม วันนี้เราเกลียดมันไม่ชอบมันก็ไม่ได้ ต้องอยู่กับมัน เพราะโลกเป็นโลกทุนนิยม ไม่จำเป็นต้องชอบหรือไม่ชอบ แต่วันนี้เป็นการแข่งขันด้วยทุน ต้องมีทุน ถ้าไม่มีทุนเขาไม่นิยม ทุนไม่มีก็หาให้มี
ฉันใดฉันนั้นครับ ประเทศไทยวันนี้ถ้าเราภูมิใจว่าทำนาส่งออกข้าวได้ที่หนึ่งของโลก เรามีสิทธิภูมิใจ แต่ถ้ามองกลับไปอีกทีว่าทำไมต้องให้คนจนทำนาตลอดชีวิต เราลดจำนวนชาวนาได้ไหม เหลือเป็นชาวนาที่มีเครื่องจักรกล แล้วลูกหลานชาวนาเป็นอย่างอื่นได้มั้ย เป็นวิศวกร เป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นเถ้าแก่ได้ไหม ทำไมต้องบอกว่าปู่เอ็ง พ่อเอ็งเป็นชาวนา เอ็งก็ต้องเป็นชาวนา ลูกเอ็งก็ต้องเป็นชาวนา แล้วภูมิใจว่าส่งออกข้าวเป็นที่หนึ่งของโลก เราควรย้อนกลับมาดูว่าควรภูมิใจหรือไม่ เรามีทางเลือกอื่นไหม มีครับ ถ้าเราเข้าใจหา
อย่างที่เล่า ที่ดูไบเขาเอาต่างชาติมาเป็นลูกน้องคนท้องถิ่น แต่ของเราเอาต่างชาติมาเป็นนาย เราเป็นลูกน้อง เป็นเถ้าแก่อยู่ดีๆ ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกไปเป็นลูกจ้างฝรั่ง ภูมิใจมาก ลูกผมได้ทำงานกับฝรั่ง ทำไมไม่ให้เขาเป็นเถ้าแก่ นี่คือจุดอ่อนของเราที่มองโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ทัน และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ คนที่มีอำนาจแฝงสั่งการได้ ทำให้ระบบเพี้ยนได้ มีความคิดเป็นศตวรรษที่ 20 หมด ถึงได้ยุ่งจนถึงทุกวันนี้
ในปี 37 ผมได้ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันนั้นเข้าพรรคพลังธรรม คุณจำลอง ศรีเมือง เกรงว่าเวลาจะไม่พอ เรื่องคุณจำลองยาว แล้วก็มีเรื่องคุณบรรหาร ศิลปอาชาและวิกฤตเศรษฐกิจ ผมจะเล่าให้หมดเลย ผมจะเอาเรื่องต่างๆ ในอดีตมาเล่าให้ฟังให้ชัด จะได้รู้เส้นสนกลในที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเป็นอย่างไรบ้าง จนมาถึงความวุ่นวายทางการเมืองปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น ผมจะขอเล่าเป็นตอนละๆ ครึ่งชั่วโมง ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ที่พีเพิลชาแนลและทักษิณไลฟ์ จะเล่าชีวิตจริง ละครหลังข่าว แต่เป็นชีวิตจริงของผมที่เป็นนักธุรกิจมาก้าวสู่การเมือง จนมาถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นวันนี้ จะขอเล่าอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาทุกเรื่อง
ครับ วันนี้ใช้เวลาเกินมานิดหน่อย ขอบคุณที่ติดตามรับชม พรุ่งนี้จะเล่าถึงตัวละครแต่ละคน ใครที่เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตผม ไม่ต้องกลัวครับ ผมตรงไปตรงมา ไม่ใส่สี วันนี้ขอบคุณครับ.
----------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 22 จังหวะของคุณอานันท์

รีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 22 : จังหวะของคุณอานันท์
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ตอนที่ 22 : จังหวะของคุณอานันท์
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
อยู่มาวันหนึ่ง ซามูไรคนใหม่ปรากฏตัวบนขอบฟ้าอันเรืองรอง เขามาพร้อมกับกองทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร เป็นที่ครั่นคร้ามของคนที่ได้พบเห็นยิ่งนัก
*****************************************************************************
จังหวะของคุณอานันท์ฯ
เห็นหน้าคุณอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีของ รสช. เหมือนกับเห็นละครฉากท้ายๆ ของสุขนาฏกรรมครั้งล่าสุดของเมืองไทย เพราะมหาบุรุษท่านนี้จะไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนง่ายๆ ถ้าไม่แน่ใจว่าชั่วโมงนี้จะเป็นของท่าน
ไปเปิดงานลูกตะขบอะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การเลือกจังหวะในการสื่อสารทางการเมือง จำเป็นต้องออกมาในรูปของการบรรยาย ปราศรัย หรือกล่าวสุนทรพจน์ เพราะหัวใจอยู่ที่สารหรือสาระ ไม่ใช่เพียงแต่ไปปรากฏตัว
พอต่อภาพกับอดีตนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเวียนไปบรรยายในหลายต่อหลายที่ ก็จะเห็นอะไรที่สมบูรณ์ครบถ้วนขึ้น แต่ดูแล้วไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันเป็นดาบหนึ่งและดาบสอง เหมือนการประหารชีวิตคนโทษในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ออกจะเป็นเรื่องดาบเล็กและดาบใหญ่มากกว่า
ดาบเล็กเอาไว้ทิ่มตำชอนไช และหั่นชิ้นใหญ่ๆ ให้ย่อมลง
ดาบใหญ่เอาไว้ตัดแขนตัดขา พอได้จังหวะเหมาะก็ตัดคอ
เหมือนดาบตำรวจที่วางลำดับความรับผิดชอบไว้อย่างดี จนถึงการปูนบำเหน็จ ดาบเล็กก็จะต้องได้รับรางวัลอันพึงมีพึงได้เช่นเดียวกัน
ดาบใหญ่จะเป็นคนดูแลจัดการให้
นึกถึงซามูไรสองคนในภาพยนตร์ของ อากิระ คุโรซาวะ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด พบกันเมื่อเป็นต้องขยับดาบกันกรุ๊งกริ๊งไปทีเดียว
ซามูไรคนแรกอาวุโสมากแล้ว เห็นอะไรต่อมิอะไรมามาก และรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่นักรบรุ่นหลังบอกว่าสำคัญยอดยิ่ง เป็นแค่ความทะนงตัวและอัตตาอันสูงส่งของเด็กๆ ที่ไม่รู้จักลำดับต่างๆ ของนิ้วเท่านั้นเอง ซามูไรมือเก่าคนนี้ก็นั่งมองการขยับขึ้นมาสู่ฐานะอันสูงของนักรบคนใหม่อย่างสนใจและระมัดระวัง ไม่ได้คิดร้ายแต่ก็ไม่ได้คิดดีด้วย
ซามูไรคนที่สองออกจะได้รับอิทธิพลตะวันตกมากหน่อย และไม่เคยอยู่ “ใต้” ใครมาเลยในชีวิต เพราะตำแหน่งขนาดไหนก็จะทำตัวสูงกว่านายที่เขาถือว่าต่ำศักดิ์กว่าเสมอ ซามูไรหนุ่มไม่ได้รังเกียจอะไรซามูไรเฒ่า พบกันแต่ละครั้งก็โค้งคำนับอย่างนุ่มนวลสูงส่ง แต่ปัญหาคือเขามิได้เห็นคุณค่าอะไรในตัวผู้เฒ่าเกินไปกว่านั้นเลย
การแบ่งเขตระหว่างซามูไรทั้งสองจึงเกิดขึ้น และต่างฝ่ายก็ต่างไม่ข้องแวะหรือมีสันทวะอะไรกันจนเกินไป
อยู่มาวันหนึ่ง ซามูไรคนใหม่ปรากฏตัวบนขอบฟ้าอันเรืองรอง เขามาพร้อมกับกองทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร เป็นที่ครั่นคร้ามของคนที่ได้พบเห็นยิ่งนัก
แถมยังออกประกาศไปทั่วเมืองว่า จากนี้ไปไม่ให้ใส่ใจกับกฎเกณฑ์เก่าๆ ที่ออกโดยซามูไรคณะเดิม แต่ให้จับดูเขาทุกฝีก้าว เขาก้าวไปทางไหนก็ขอให้ก้าวตามไปทางนั้น
คนเป็นจำนวนมากขยับก้าวตาม โดยเฉพาะในเมืองที่ซามูไรผู้เฒ่าเคยมีอำนาจอยู่เดิม ก็ยังแปรเปลี่ยนโอนเอนไป
เพราะซามูไรคนที่สามนี่เอง ทำให้ซามูไรคนที่หนึ่งและซามูไรคนที่สองต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดความสามัคคีกันในแบบที่สงครามเท่านั้นทำให้เป็นไปได้
ได้ฟังคุณอานันท์ฯ แล้วจึงสะท้อนใจว่าการเมืองไทยช่างเป็นเรื่องของครอบครัวเสียจริงๆ ถ้าไม่ใช่คนร่วมสายเลือดกันมาก่อน ก็จะต้องถ่ายเลือดให้แก่กันและกันอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะมองล่วงหน้าว่าจะเป็นศึกระหว่างคนร่วมสายเลือดและคนนอกสายเลือด
ครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยที่ร่วมมือกันได้
เป็นห่วงอยู่อย่างเดียวว่าดาบของคุณอานันท์ฯ นั้นมิใช่ดาบเล็ก ออกจะเป็นขนาดกลางๆ อยู่นะครับ พอเทียบกันจริงๆ แล้วกลายเป็นดาบใหญ่กว่าท่านผู้ว่าแบ๊งค์ชาติ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ตั้งเยอะแยะ
หรือหม่อมอุ๋ยท่านจะคิดว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” ก็ไม่รู้?
---------------------------------------------------------------------------------
คำต่อคำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : เกร็ดชีวิต ตอนที่ 2

โดย : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่มา : รายการ ทอล์ก อะราวด์ เดอะ เวิลด์ #23
เรียบเรียงจากการออกอากาศ วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 โดย Nangfa
*******************************************************************************
เกร็ดชีวิต : ตอนที่ 2
ขอกลับมาเรื่องราวชีวิตผมอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีคนบอกว่าเป็นเกร็ดที่ผมต่อสู้ชีวิตมาอย่างไร ผมผันแปรจากการเป็นนักธุรกิจเล็กๆ จนมาเป็นเจ้าของบริษัทจำกัดมหาชนได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ตังค์ก็ไม่มี แต่มีสมอง มีความรู้ มีวิ่งเต้นประสานงานคนนั้นคนนี้
ผมเริ่มมาสู่การขายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนที่คุณหญิงบอกว่าใช้ความรู้ทำสิ่งที่คุณหญิงรู้ดีกว่า ส่วนเรื่องเงินคุณหญิงจัดการเอง ก็ไปกู้เงินมา ดอกเบี้ยจ่ายร้อยละ 3 บาท
สมัยก่อนไมโครคอมพิวเตอร์พีซีไม่มี เป็นเมนเฟรมตัวใหญ่เบ้อเร่อ ตัวหนึ่งเท่ากับห้องนอนเล็กๆ ห้องหนึ่ง ความจุแค่ 1 เม็กกะไบต์เท่านั้น สมัยนั้นยังไม่สามารถทำของใหญ่มาเล็กได้ ทุกอย่างใหญ่หมด แล้วทุนก็หลายล้านบาท แพงมากเลยครับ เดี๋ยวนี้พีซีมีพลังมากกว่าตัวนั้นเยอะแยะ วิวัฒนาการเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว แต่ความคิดของคนยังอยู่ที่เดิม ไม่ทันโลก สมัยนั้นพูดเรื่องคอมพิวเตอร์ต้อง IBM เท่านั้น คนอื่นยังห่างชั้น สมัยนี้แบล็กเบอร์รี่ยังเก่งกว่าคอมพ์สมัยก่อน
ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ใช้ตัวใหญ่หมด ตัวดิสก์ต้องหิ้วเป็นถังเลยครับ 70 k. ตัวละล้านบาท วันนี้ซื้อ SD Card 32G แค่เป็นพัน ทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะ ตอนนั้น IBM บอกว่าใครจะซื้อ IBM ต้องใช้สัญญาณมาตรฐานของ IBM เท่านั้น ซึ่งเป็นกติกาที่ใช้ทั่วโลกเหมือนกัน ประเทศไหนจะซื้อของก็ต้องใช้สัญญามาตรฐาน ส่วนระเบียบราชการไทยบอกว่าต้องใช้สัญญาราชการที่อัยการไทยตรวจเรียบร้อยแล้ว คุยกันไม่รู้เรื่อง IBM ก็เริ่มเสียตลาดให้เครื่องยี่ห้ออื่น ตอนนั้นมีหลายยี่ห้อ เขาก็ขายกันได้หมด เพราะเนื่องจากทุกคนรับสัญญาราชการได้ แต่ IBM รับไม่ได้ ยังไงก็รับไม่ได้
IBM มานั่งคุยกับผม ผมจะชอบฟังและหาทางออก ใครมีปัญหามาหาผมก็นั่งคุยและหาทางออกให้ วันนั้น IBM บอกว่าทำไงดีในเมื่อเขาต้องใช้สัญญามาตรฐานแต่ส่วนราชการบอกไม่ได้ IBM บอกว่าตอนนี้มีนโยบายใหม่ เปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาซื้อเครื่องไปให้เช่าหรือขายต่อก็ได้ แล้วคนๆ นั้นต้องมารับสัญญาจาก IBM ส่วนบุคคลที่ 3 จะรับสัญญาจากไหนก็ได้ ผมถามว่าการไปซ่อมและบริการลูกค้าล่ะ IBM ก็ทำให้เหมือนเดิม ฉะนั้นลูกค้าจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการถูกฟ้องร้อง ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งกระด้างของผู้ยิ่งใหญ่ที่ IBM สูญเสียการแข่งขันให้ที่อื่นเพราะว่าใจแคบ
นั่นคือกำลังทำธุรกิจศตวรรษที่ 21 แต่มีแนวคิดศตวรรษที่ 20 IBM เริ่มอ่อนแอจนสุดท้ายต้องเอาประธานบริษัทที่ขายขนมปังมาเป็นประธานใหญ่ เพราะเขาเริ่มมองแล้วว่าขายลูกค้าใหญ่ๆ เอาไม่อยู่แล้ว พีซีเริ่มเกิดแล้ว ต้องทำยังไงให้คิดว่าขายให้ลูกค้าทั่วไป ก็เลยเปลี่ยนประธาน หลังจากนั้นก็เริ่มฟื้นขึ้นมาเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่าการปรับตัวไม่ทันอันตรายแค่ไหน
กลับมาที่เมืองไทย IBM ก็เลย offer ผมว่าสนใจไหมที่จะมาเป็น third party หมายความว่าซื้อเครื่อง IBM แล้วไปให้ราชการเช่าหรือขายอีกที แล้วก็เพิ่มมูลค่า เช่น ไปติดตั้งให้เขาแบบเบ็ดเสร็จ หรือเรียกว่า turn key ก็คือมีการทำพื้นยกขึ้นมา เดินสาย ติดแอร์ ซึ่ง IBM ไม่ทำเลยงานพวกนี้ ผมบอกก็เข้าท่าก็เลยทำ...ทำไงไม่มีตังค์ครับ ชุดหนึ่ง 10 กว่าล้าน 15 ล้าน 20 ล้าน 100 ล้าน ชุดของบก.ทหารสูงสุดเป็น 100 ล้าน ไม่มีตังค์ ไม่รู้จะทำยังไง สมัยนี้เขาเรียกการเอารายได้ที่จะเกิดในอนาคตมาขายล่วงหน้าก่อน ผมคิดว่ารายได้ผมแน่นอน เพราะถ้าผมให้รัฐบาลเช่า หนึ่ง เป็นองค์กรที่มั่นคง คนเชื่อถือ ผมเลยไปคุยกับธนาคารดูว่า ถ้าผมซื้อเครื่องจาก IBM เสร็จแล้วให้รัฐบาลเช่า เอาค่าเช่าจ่ายเป็นค่าซ่อมบำรุง แล้วก็ผ่อนค่าเครื่องตามสัญญา ธนาคารก็ถามผมว่า เอาละ หนึ่ง IBM ซ่อมให้ใช่ไหม / ใช่ / แล้วก็ถามผมว่าแล้วถ้าไฟไหม้ขึ้นมาทำไง ไฟไหมก็มีประกัน ้ผมก็ซื้อประกันภัย ตอนหลังเขาถามหนักกว่านั้นอีก ว่า เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ตัวคุณ แล้วถ้าคุณตายไปทำไง ผมต้องไปประกันชีวิตให้แบงค์ครับ ถ้าผมตายไปผมโอนหุ้นให้ ผมโอนหุ้นลอยไว้ให้เลย แบงค์บอกโอนหุ้นก็ไม่เอา เพราะแบงค์ทำไม่เป็น มันอยู่ที่คุณทำเป็นคนเดียว คนอื่นทำไม่เป็น เพราะฉะนั้นทำไงแบงค์จะได้เงินคืน แบงค์ได้หุ้นมาก็ได้เงินคืนไม่ได้ ถ้าทำไม่เป็น ผมก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมประกันชีวิตแล้วกัน
ปรากฏว่าผมต้องกู้เงินประมาณเกือบ 200 ล้าน กู้หลายบัญชี ผมไปประกวดราคาชนะมาหลายที่ ก็ไปหาซื้อเบี้ยประกันให้ครบ 200 ล้านให้ได้ ถ้าผมตายไปแล้วต้องมี 200 ล้านมาจ่ายแบงค์ ปรากฏว่าวงการประกันชีวิตเขาเชื่อมกันหมด เขาจะรู้ว่าใครประกันไว้ที่ไหนเท่าไหร่ เพราะเขากลัวว่าทำประกันแล้วฆ่าตัวตาย ผมก็ไปหาได้เต็มที่ทั้งหมดแค่ 50 กว่าล้าน ตอนนั้นคุณอุเทน เตชะไพบูลย์ ถือว่าเป็นคนที่รวยมากคนหนึ่ง ยังประกันไม่ถึงเลย ผมก็เลยประกันได้แค่นี้ แบงค์ก็เลยบอกยอมๆ ถ้าคุณมีความตั้งใจอย่างนี้ก็ยอม
ผมก็กู้เงินแบงค์ไปซื้อเครื่องไปติดตั้ง เสร็จแล้วก็เริ่มเก็บสตางค์ แต่ว่าบางครั้งกว่าเราจะเก็บสตางค์จากราชการได้ต้องใช้เวลา ติดตั้งเสร็จตรวจรับ ตรวจรับเสร็จกว่าจะเก็บสตางค์ได้เป็นรายเดือน ประมาณอย่างน้อยๆ ต้องมีประมาณ 5-6 เดือน ที่เราจ่ายตังค์ธนาคารไปแล้วแต่ยังรับเงินไม่ได้ ต้องจ่ายดอกเบี้ย แบงค์ไม่เอาเงินผ่อนแต่เอาดอกเบี้ย ตอนนั้นผมยังต้องแลกเช็คอยู่ เพราะผมต้องการทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อไปใช้หนี้ตัวอื่นที่เจ๊งมาให้มันมีเครดิตสูงขึ้น
สุดท้ายผมก็คุยกับแบงค์จนจบ เอาล่ะ เริ่มงานแรกผมก็ไปประกวดราคา ตอนประกวดราคาใช้เงินไม่มาก แต่พอได้แล้วจะเซ็นสัญญาต้องเอาเงินไปวางประกันอีก เอาแบงค์การันตีไปวางประกัน มีอยู่วันหนึ่งต้องวางประกัน 10 ล้าน ผมไม่มี หลักทรัพย์ก็ไม่มี อย่างที่เล่าว่ากลับจากอเมริกา จบปริญญาเอกมา บ้านยังไม่มีอยู่ ต้องไปอาศัยบ้านพ่อตาอยู่ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปจำนำ พอดีไปเจอเพื่อนคนหนึ่งเขามีที่ดิน เขาเล่นที่ เขาไม่ได้ใช้ที่ ก็เลยบอกเพื่อนว่าช่วยหน่อยเถอะ ขอยืมที่ดินไปจำนองแบงค์เพื่อออกหนังสือการันตีให้หน่อย ผมไม่ได้เอาไปใช้อะไรอะไร เพียงเป็นหนังสือค้ำประกันเฉยๆ พอมีตังค์แล้วจะไปถ่ายถอนให้ เพื่อนก็ใจดีเอามาให้
กว่าจะออกแบงค์การันตีได้ ผมจำได้เลยชีวิตรับงานครั้งแรกที่การรถไฟ กว่าจะไปเซ็นสัญญาได้ คณะกรรมการนั่งรออยู่เต็มไปหมดแล้ว แบงค์การันตียังไปไม่ถึง เพราะว่ากว่าจะคุยกับเพื่อนรู้เรื่อง กว่าจะไปทำจำนอง กว่าจะมาวัดที่ เจ้าหน้าที่สินเชื่อไม่อยู่ ไปกินข้าว วิ่งกันกว่าจะเอาไปให้ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กันมาอย่างนี้
สุดท้ายปรากฏว่า account ที่ได้ที่การรถไฟ ค่าเช่าเดือนละ 2 แสนกว่าบาท จ่ายเป็นเงินผ่อนแบงค์ เป็นค่าซ่อมบำรุงให้ IBM จ่ายเบี้ยประกัน เบ็ดเสร็จแล้วเหลือเดือนละประมาณ 30-40 บาท ค่าคนงาน 3-4 หมื่นบาทจะไปพอยังไงครับ คนทำคอมพิวเตอร์แพง ก็ติดลบไปอีก ก็ทำที่ใหม่อีก ให้ได้หลายๆ ที่ ปีนั้นประกวดราคาชนะ 8 ที่ ใช้เงินลงทุนที่ละกว่า 200 ล้าน เบ็ดเสร็จแล้วจ่ายโน่นจ่ายนี่ ถ้าผมจำไม่ผิดเหลือเบ็ดเสร็จ 4-5 แสน ไม่พอใช้หนี้ จ่ายได้แค่ดอกเบี้ย จ่ายหนี้ยังไม่ได้ ก็ยังลำบากอีก ผมก็คิดแล้วจะทำยังไงดี มันไม่พอ ขนาดเราขายเก่งแล้วนะ ปีหนึ่งขาย 8 แห่งถือว่าขายเก่งแล้ว ก็กลุ้มใจ มันอยู่ได้แต่ใช้หนี้ไม่ได้ ไม่รู้จะปรึกษาใคร เพราะผมก็ทำงานผิดพลาดล้มเหลวมาเยอะ
พอดีช่วงนั้นมีพรรคพวกฝรั่งเข้ามา บริษัทโทรศัพท์ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีฐานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก มาเซ็นสัญญากับองค์การโทรศัพท์ ตอนนั้นองค์การโทรศัพท์จะมีการประกวดราคาทำชุมสาย ก็หลายตังค์เหมือนกัน เราก็เข้าหุ้นกันไปประกวดราคา ปรากฏว่าสู้ไม่ได้ ก็แพ้ไป
ตอนหลังมาการสื่อสาร อยากจะพัฒนาวิทยุติดตามตัว สมัยก่อนวิทยุติดตามตัวจะมีเสียงบอกมาเลย เป็นวิทยุจริงๆ เขาจึงเรียกวิทยุติดตามตัว ไม่ได้ขึ้นเป็นดิจิตอล บอกมาเลยว่า “กรุณาโทรกลับ หมายเลขเท่านั้นเท่านี้” พูดเสียงดังออกมาเลย เพื่อนๆ ก็ได้ยินกันหมด
ตอนหลังทางการสื่อสารบอกว่าระบบนี้มันล้าสมัยแล้ว อยากจะเป็นระบบดิจิตอล คือเป็นข้อความอยู่ในตัวเพจเจอร์ เป็นหมายเลข เป็นตัวหนังสือแต่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทยยังไม่มีตอนนั้น ก็สั่งประกวดราคาว่าจะให้เอกชนลงทุน วันนั้นถ้าผมจำไม่ผิดการสื่อสารมีรายได้จากวิทยุติดตามตัวปีหนึ่งประมาณ 200 ล้านบาท ก็อยากจะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ผมกับบริษัทพวกที่เข้าหุ้นกันก็ไปเสนอแพ็คลิ้งค์ ประกวดราคา ชนะครับ เราเสนอไปวันนั้น 470 กว่าล้าน ก็เปิดบริการ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าไปได้ดี ตอนหลังแปซิฟิคฯ กับผมทะเลาะกัน เพราะเนื่องจากตามสไตล์อเมริกันอยากจะควบคุมทุกอย่าง อยากเหนือเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นหุ้นใหญ่กว่า ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นอยู่กันไม่ได้ ผมก็ขายทิ้ง ได้ไม่กี่ตังค์ด้วย
อยู่ๆ ทางสิงคโปร์ก็มาติดต่อผมว่าเรามาทำโฟนลิ้งค์ที่องค์การโทรศัพท์ดีกว่า ผมก็เสนอราคาแข่ง ตอนนั้น 1,300 ล้าน แพ็คลิ้งค์ให้ 1,400 เขากำลังดัง เขาบอกว่าผมเสนอ 1,300 จะอยู่ได้หรือ เจ๊งแน่นอน ผมบอกว่ามั่นใจครับว่าสู้ได้ ไม่เจ๊ง เสร็จแล้วผมก็เดินทางไปดูเทคโนโลยี มีงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารที่ไหนไปหมด เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ก็ไป เยอรมันก็ไป ฮ่องกง ญี่ปุุ่น สิงคโปร์ ไปหมดครับ ซึ่งตอนนั้นตังค์ก็ยังไม่ค่อยมี นั่งชั้นประหยัดก็เสียฟอร์ม ไป first ไม่มีปัญญาแน่ ก็ไปชั้น business นอนโรงแรมกระจอกก็เสียฟอร์มเวลาเขามาพบมาคุยกัน เลยต้องนอนโรงแรมดี ค่าใช้จ่ายสูง ไปจนไปได้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าแพ็คลิ้งค์ เลยทำให้เราชนะแพ็คลิ้งค์ แล้วก็มีรายได้สูงกว่า 1,300 จ่ายได้
มีช่วงหนึ่ง มีคนเอาเทคโนโลยีมาคุยกัน แล้วผมได้เด็กจบใหม่มาทำงาน ได้เรียนรู้จากเด็กกลุ่มนี้มาก เขาก็ทำแผงวงจร แพ็คลิ้งค์หรือโฟนลิ้งค์กดจากศูนย์กระจายเต็มไปหมดเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านตัวได้เลย แต่ว่าทำอย่างไรจึงให้เครื่องเล็กๆ เหมือนกับโฟนลิ้งค์ส่งสัญญาณกลับมาที่ศูนย์ได้บ้าง ก็เลยไปคิดเทคโนโลยีตรงนี้ เลยทำโครงการ SOS ที่เป็นโครงการเรียกรถพยาบาล เรียกตำรวจ ระบบ alarm system ทำแผงวงจรกันที่ราชวัตร พอได้ต้นแบบแล้วไปจ้างโรงงานผลิต ปรากฏว่ามันเร็วไป เทคโนโลยีของเราก็ยังไม่แข็งแรงพอ เจ๊ง เจ๊งอีกแล้ว นี่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยนะ ทำคอมพิวเตอร์แล้วกำไรน้อย ไม่พอใช้หนี้ มาทำแพ็คลิ้งค์ก็ขายทิ้งไป ทะเลาะกัน ถ้าทำอย่างนี้ซื้อมาขายไปผมอยู่ไม่ได้ ผมจะทำยังไงที่ผมจะได้รายได้ระยะยาวจึงจะอยู่ได้ แล้วจึงจะเอาหุ้นเข้าตลาดได้ จึงคิดว่าทำ SOS แล้วเก็บค่าเช่ารายได้ ค่าบริการรายได้ ทำแล้วไม่เป็นที่นิยม
เสร็จแล้วก็มีคนเอาเทคโนโลยีมาเล่าให้ฟังอีก คือสมัยก่อนสถานีวิทยุมันเต็มหมด อยากจะทำบ้าง ไม่รู้จะไปทำที่ไหน ก็เลยอยากจะทำสถานีวิทยุเอง เขาก็บอกว่ามันมีเทคโนโลยีใหม่ เราทำเป็นสถานีย่อยเกาะสถานีหลักเขาไป ไปทำบนรถเมล์ครับ คือจะจัดวิทยุบนรถเมล์ ลงทุนไปหลายตังค์ครับ ปรากฏว่าระบบนี้มันไม่เหมาะกับการเคลื่อนที่ ก็เหมือนทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปเรื่อยๆ ทดลองไปก็เสี่ยงไป สุดท้ายก็ใช้ไม่ได้ เพราะรถเมล์มันเคลื่อนที่ บางทีก็บังตึก เพราะสัญญาณบางมาก แค่ 5% เอง สัญญาณหายๆ ก็เลยเป็นที่รำคาญมากกว่าจะเป็นที่ไพเราะ ก็เลยเจ๊งอีก
นี่เจ๊งยาวแล้วนะครับ ผมชักแย่ไม่ไหวแล้ว ก็บังเอิญโฟนลิ้งค์เข้ามาคุย แล้วก็เริ่มสนใจเรื่องโทรศัพท์มือถือ พอจะทำเข้าจริงๆ ปรากฏว่าลูกน้องในบริษัทไปแอบคุยกับผู้บริหาร “คุณหญิงอ้อ” ว่าอย่าทำเลย... ผมก็นั่งกลุ้มใจ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น ทำอะไรก็ใช้หนี้เก่าไม่ได้ หนี้ครอบครัวก็มีเยอะ สุดท้ายผมก็คิดว่าแอบทำดีกว่า ผมก็แอบไปเมืองนอก แอบติดต่อเรื่องโทรศัพท์มือถือ ชวนคนมาร่วมธุรกิจ
สุดท้ายต้องมาเริ่มทำโฟนลิ้งค์ ตอนนั้นก็แอบทำ พอเห็นตัวเลขชัดเจนก็ไปคุยกับคุณหญิงอ้อว่านี่นะเธอ มันจำเป็นต้องทำนะ ไม่ทำเราไม่ฟื้นนะ ผู้จัดการไม่รู้หรอก นึกว่าแค่นี้พอ เราก็เป็นหนี้เยอะแยะ หลุดจากโฟนลิ้งค์ก็มาทำโทรศัพท์มือถือ ที่เป็น AIS ทุกวันนี้
ผมเดินทางเยอะครับ ไปเจรจาต่างประเทศ ดวงผมมันดวงต่างประเทศ ดิลล์กับคนต่างประเทศรู้เรื่อง
พี่น้องครับ ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่ธุรกิจเทเลคอมฯ หรือโทรคมนาคม ปรากฏว่าธุรกิจนี้ใช้เงินลงทุนสูงมาก ก็ต้องเอาต่างประเทศเข้ามาถือหุ้น ทีนี้ทำอย่างไรที่จะให้เขาไม่มาครอบเราได้ เพราะเงินเขามากกว่า เทคโนโลยีเขาก็มีมากกว่าเรา เป็นเรื่องการบ้านใหญ่ คงจะเล่าไม่หมด ไว้คราวหน้าจะเล่าว่าเทคโนโลยีจะจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้ต่างประเทศไม่ครอบงำเรา และสอง ตังค์ไม่มี ลงทุนเป็นพันล้าน ทำอย่างไรให้มีตังค์ แล้วทำยังไงหลังจากใช้หนี้แล้วจึงจะมีเงินสดเป็นร้อยล้าน พันล้าน ร้อยล้านแรกทำยังไง พันล้านแรกทำไง หมื่นล้านแรกทำไง นี่คือสิ่งที่ผมทำมาเป็นขั้นเป็นตอนที่เล่าให้ฟังไป
เนื่องจากเวลาหมดแล้ว คราวหน้าจะเล่าให้ฟังว่าผมได้ทำเทเลคอมฯ แล้วนะ ขออีกนิด บังเอิญว่าตอนที่ผมทำเทเลคอมฯ แล้วก็ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งครับ เขียนโดยนายแอนดรูว์ โกรฟ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท อินเทล ที่ทำไมโครโปรเซสเซอร์ ที่ใส่ในพีซีทุกตัว ไมโครชิฟ นายแอนดรว์ู โกรฟ บอกว่าเขาเองมีคณะกรรมการบริหารของเขาที่เป็นบอร์ด เป็นคนดีหมดเลยแต่เขาเสนอว่าบริษัทควรเลิกทำเซมิคอนดั๊กเตอร์ ทำอย่างเดียวพอ ทุ่มทุนมาเลย ทำวิจัยให้ดีเลย ทำอย่างเดียว ปรากฏว่าบอร์ดทั้งบอร์ดค้าน ยังดีอยู่นะทำไมเลิกทำล่ะ แต่เพราะแอนดรูว์ โกรฟ มีวิสัยทัศน์การแข่งขัน เพราะเทคโนโลยีเซมิคอนดั๊กเตอร์ก็ดีเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันง่าย แข่งขันง่าย มีเต็มไปหมด กำไรน้อย 5 ตังค์ 10 ตังค์ต่อชิ้น สู้ทำตัวซีพียูในไมโครโปรเซสเซอร์ของอินเทลชิฟดีกว่า เขาก็ทำมาเรื่อง และพัฒนามาเรื่อยเป็นรุ่นๆๆๆ
สุดท้ายนายแอนดรูว์ โกรฟบอกว่่า ผมจำเป็นต้องปลดบอร์ดทั้งบอร์ด ปลดหมดเลยทั้งที่เขาเป็นคนดี แต่ทำให้ไม่มีวิสัยทัศน์ คือตามโลกไม่ทัน ปลดหมดเลยแล้วเขาก็เอาคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งไม่เก่งเท่าคนเก่าแต่ว่ามีวิสัยทัศน์ที่จะเข้าใจว่าโลกข้างหน้าจะไปตรงไหน และสามารถทำงานร่วมกันได้ ขณะเดียวกันของผม ผู้จัดการคนนี้ก็เลยลาออกจากผมเลย ถือว่าไม่เชื่อเขา คือผมมองเห็นว่าถ้าทำอย่างนี้ไม่มีทางตั้งตัวได้ คือต้องพยายามคิดตลอดเวลาครับว่า รายได้ปัจจุบันและอนาคตกับหนี้สินปัจจุบันจะไปไหวกันไหม เราจะแก้ยังไง เครมยังไง เราต้องคิดตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ผมมอง ผมก็เสียผู้จัดการไปเหมือนกับแอนดรูว์ โกรฟที่ปลดบอร์ดออก
เขาเขียนหนังสือเรื่อง “During the Crisis” ระหว่างมีวิกฤติ “Only the Paranoid Service” มีเพียงผู้ที่ขี้ระแวงเท่านั้นเองที่จะรอดได้ นั่นก็คือว่าเขามองว่าระหว่างมีวิกฤติของการแข่งขันต้องพยายามระแวงว่าคู่แข่งจะมาอย่างไร เราจะเป็นยังไง เขาจะดักทางเราอย่างไร เราจะดักทางเขาอย่างไร จะหนีไปยังไง เราจะนำหน้าไปยังไง นั่นคือคนที่ต้องละเอียดรอบคอบระแวงแล้วก็มองฝ่ายหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่นายแอนดรูว์ โกรฟ คิด แล้วผมเองก็เข้ามาสู่เทเลคอมฯ
จากนั้นผมจึงตั้งตัวมาจนถึงทุกวันนี้ที่มี 7 หมื่นกว่าล้าน ครอบครัวมี 7 หมื่นกว่าล้านได้ ก็เพราะครอบครัวได้ร่วมต่อสู้กันมาอย่างนี้ คราวหน้าจะเล่าให้ฟังต่อ เพื่อจะเป็นเกร็ดว่าทำไงผมไม่มีตังค์แล้วลงทุนโครงการใหญ่ได้ ไม่มีตังค์แล้วทำไมเอาบริษัทเข้าตลาดได้ แล้วทำไมสามารถขายหุ้นได้ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถมีตังค์จนถึงทุกวันนี้ รับรองครับไม่มีโกง ถ้าผมเป็นคนโกงอย่างที่เขากล่าวหาจริงมาถึงตรงนี้ไม่ได้หรอก ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ครอบครัวเติบโตมาด้วยลำแข้ง เรียนจากบทเรียนและความล้มเหลวในอดีต ผมถือว่าผิดเป็นครูรู้เป็นอาจารย์ ผิดก็ถือว่าเป็นบทเรียน ถูกก็ถือว่าเป็นบทเรียน เรียนรู้จากสิ่งเดิมเพื่อปีนขึ้นไปสู่สิ่งที่สูงขึ้นๆ ไม่ใช่หักหลังคนหนึ่งเพื่อให้สูงขึ้น แล้วก็หักหลังอีกคนหนึ่งแล้วก็สูงขึ้น ไม่ใช่ผม ผมใช้เรียนรู้
ครับ วันนี้ก็รบกวนพี่น้องเท่านี้ก่อน พบกันใหม่อังคารหน้า ความจริงเรื่องที่ผมเล่ามีเกร็ดที่ท่านจะเอาไปปรับใช้ ผมได้ผ่านมาหมด อยากให้เอามาปรับใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อให้ท่านได้รับรู้ ได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่เป็นชีวิตจริง ไม่ได้เป็นนักวิชาการที่ออกมาพูดไปวันๆ อยากวิงวอนว่าถ้าเราอ่านหนังสือกันเยอะๆ เรียนกันตอนแก่บ้าง อ่านหนังสือให้รู้เป็นพื้นฐานจะทำให้ความรอบรู้ดีขึ้น
แล้วผมประทับใจอย่างสูงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ศาลต้องเป็นธรรมที่สุดจะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ ผมฟังแล้วรู้สึกว่าจะเป็นความหวังของคนไทยว่าความเป็นธรรมจะกลับมา ถ้ารับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมไว้จะทำให้สังคมเริ่มมีความหวังที่จะเข้าสู่ความสันติได้ หวังว่าความสันติทั้งหลายจะกลับสู่สังคมไทยได้เร็วๆ นี้ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ.
---------------------------------------------------------------------------------
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
TPNews-ขอเชิญสมัครสมาชิก SMS
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 21 เหลือแต่ตุลาการ

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 21 : เหลือแต่ตุลาการ
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**************************************************************************
ตอนที่ 21 : เหลือแต่ตุลาการ
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**************************************************************************
การเลือกตั้งนั้นเป็นกระบวนการเดียวที่หาอะไรอื่นมาเปรียบเทียบหรือแข่งขันได้ยาก มันก็ดิบๆ ตรงๆ อย่างนั้นแหละ
**************************************************************************
เหลือแต่ตุลาการ
ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้วครับว่าประเทศไทยกำลังเดินไปสู่ทิศทางใด
ฟัง “ปัญญาชน” อย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน ดร.โคทม อารียา หรือคุณหมอประเวศ วะสี ที่ดูประหนึ่งว่าจะนัดกันออกมาเป็นดาบหนึ่ง ดาบสอง ดาบสามเรื่อยไป ก็พอจะรู้ได้ว่าคิดอะไรอยู่
ระยะเวลาแห่งความกระมิดกระเมี้ยนได้สิ้นสุดลงแล้ว
ประเทศไทยมาถึงจุดที่ผู้มีปัญญาและพยายามชี้นำสังคมเรื่อยมาร่วมใจกันประกาศว่า ประชาธิปไตยของไทยไม่จำเป็นต้องใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือก็ได้
จะเล่นคำประดิดประดอยอย่างไรก็ตามใจ อาจจะบอกว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย” หรือ “ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งเสมอไป” ก็ตาม ความหมายระหว่างบรรทัดและบนบรรทัดที่ท่านทั้งหลายได้พูดขึ้นมานั้นชัดเจนเป็นที่สุดคือ
ไม่ต้องมีเลือกตั้งก็ได้
ฟังแล้วผมอยากร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออก คงจะเป็นน้องๆ ความรู้สึกของ “คนตุลา” ที่หมอพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเป็นหนึ่งใน “คนตุลา” ล่ะกระมัง เมื่อท่านบอกว่าขณะนี้ “คนตุลา” น้ำตาตกในกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาลของคุณทักษิณฯ
รู้ล่ะครับว่าประชาธิปไตยเป็นภาวะที่ใหญ่หลวงกว่าการเลือกตั้ง เพราะหมายถึงสิทธิและเกียรติภูมิตามธรรมชาติของคน ไม่ต้องมีใครให้มา และไม่ต้องไปรอรับความเมตตาจากใคร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามพึงยอมรับและกระทำตนอย่างนั้น
แสดงสิทธิ์ของตนอย่างเต็มที่แต่ถูกต้อง ไม่ละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นที่เป็นชาวประชาธิปไตยเช่นเดียวกับตน เคารพในกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่ให้ความยอมรับนับถือ เห็นความสำคัญของการทำตามกฎหมายระบิลเมือง เสียงข้างมากต้องเคารพในความมีสิทธิ์ของเสียงข้างน้อย ฯลฯ
เข้าใจครับ
แต่จะได้ทั้งหลายเหล่านี้มาจากไหนเล่า ถ้าไม่ตั้งต้นที่การเลือกตั้งเสียก่อน
เพราะการเลือกตั้งนั้นเป็นกระบวนการเดียวที่หาอะไรอื่นมาเปรียบเทียบหรือแข่งขันได้ยาก มันก็ดิบๆ ตรงๆ อย่างนั้นแหละ แต่มันก็ตอบโจทย์ได้ตรงตัวว่านี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาชอบและเชียร์
ใครจะจัดการเลือกตั้งและจะจัดอย่างไรหรือมีความโปร่งใสแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กรณีนี้เมืองไทยเราเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อมีความสงสัยว่าจะไม่ซื่อตรง ก็เปลี่ยนเป็นกลุ่มใหม่ที่ทุกคนจะโล่งใจกว่า อย่างกรรมการการเลือกตั้งที่ได้ข่าวว่าอาจจะเอาไว้ทั้งสิบคน
ออกหน้าห้า ช่วยอยู่ข้างหลังอีกห้า
แต่คนที่ไม่อยากเห็นการเลือกตั้งก็ย่อมจะต้องเดินตามแนวทางของตัวเองต่อไป ซึ่งเห็นได้ไม่ยาก
ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลก็แทบจะไม่มีตัวตนแล้วเพราะเป็นรักษาการ
ฝ่ายนิติบัญญัติเหลืออยู่คนเดียวในทางสัญลักษณ์ คือคุณสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา เกิดคดีอะไรขึ้นสักหนึ่งคดีก็หายสาบสูญไปได้เลย
เพื่อจะเหลือฝ่ายตุลาการแต่เพียงฝ่ายเดียว
ถึงประธานศาลฎีกาท่านจะต่อสู้เพื่อผดุงรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรมอย่างไรก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากสามขั้วประชาธิปไตยมาเหลือหนึ่งนั้น คงจะเรียกได้ยากว่าเป็นระบอบการปกครองอย่างที่รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้เป็น
ก็ต้องพลิกไปมาตรา ๓ และ/หรือ มาตรา ๗ เพื่อให้ลูกฆ่าแม่เสียเลย
มาตุฆาตเพื่อชาติ ผมเพิ่งรู้ตอนอายุขนาดนี้เองครับว่าเขาทำกันได้.
--------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 20 ใครสับสน?

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 20 : ใครสับสน?
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**************************************************************************
ตอนที่ 20 : ใครสับสน?
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**************************************************************************
สังคมไทยที่เน้นการรักษาหน้า ไม่แสดงความคิดเห็นแหวกแนวรุนแรงจนเข้าหน้ากันไม่ติด หรือถือเรื่องผู้ใหญ่ผู้น้อยมากกว่าความถูกความผิด จะให้ประชาธิปไตยมันงอกงามอย่างไร
**************************************************************************
ใครสับสน?
ฝรั่งกลุ่มใหญ่ชวนผมไปพูดอะไรให้เขาฟังเมื่อคืนนี้ โดยให้เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่ คนเหล่านี้มาจากหลากหลายประเทศและทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นไปตามแบบฉบับคือแต่งงานกับผู้หญิงไทยและตั้งใจจะอยู่เมืองไทยนาน
คุยกับฝรั่งเป็นร้อยๆ คนแล้วผมก็แบ่งเขาออกได้เป็นสองกลุ่ม
ไม่ใช่ฝ่ายสนับสนุนหรือคัดค้านคุณทักษิณฯ แต่แบ่งตามระยะเวลาที่แต่ละคนอยู่ในเมืองไทยมา
กลุ่มที่เพิ่งจะมาอยู่เมืองไทย เอาเป็นว่าต่ำกว่าห้าปี จะบ่นว่าสถานการณ์การเมืองในขณะนี้สับสนเหลือเกิน อ่านไม่ออก วิเคราะห์ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะวางแผนลงทุนทำการค้าไปในทิศทางไหนแล้ว
อีกกลุ่มเป็นมือเก่า อยู่เมืองไทยมาเป็นสิบปี จะยักไหล่แล้วบอกว่า ไม่เห็นมีอะไรที่จะสงสัยสับสนอะไรเลย สิ่งที่เกิดขึ้นมาจนกระทั่งบัดนี้ เป็นอาการของ “ประชาธิปไตยใหม่” หรือ “young democracy” เท่านั้นเอง
ผมได้ฟังไปนานๆ และเปรียบเทียบระหว่างคนสองกลุ่มแล้วก็เห็นอะไรสว่างขึ้นมาก ฝรั่งสองกลุ่มนี้ไม่แตกต่างอะไรนักกับคนสองรุ่นหรือสองยุคในเมืองไทยปัจจุบัน
กลุ่มแรกคล้ายกับ “คนรุ่นใหม่” ในเมืองไทย ที่คุ้นเคยกับทฤษฎีประชาธิปไตย หลับตาก็นึกถึงภาพพรรคการเมือง นักการเมือง การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ การอภิปรายทั้งในและนอกสภา รัฐบาล ฝ่ายค้าน ฯลฯ คนกลุ่มนี้เห็นว่าองค์ประกอบเหล่านี้เป็นธรรมดาของสังคม จะขัดแย้งกันบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นหวาดเสียวอะไร
แต่เมื่อเกิดการถกเถียงเช่นว่า จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง จะเลื่อนเลือกตั้งดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรีจากมาตรา ๗ จำเป็นหรือไม่ ก็จะเกิดความไม่สบายใจ เพราะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าทำไมสิ่งที่ควรเป็นมันไม่เป็น และทำไมมาตั้งคำถามลงลึกไปถึงขั้นพื้นฐานอย่างนี้อีก
เพราะไปนึกว่าเมืองไทยพัฒนาจนผ่านขั้นตอนนั้นมาแล้ว
กลุ่มหลังเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นโลกมามากกว่า โดยเฉพาะฝรั่งที่ทันเห็นเผด็จการเมืองไทยมาหลายยุค และเห็นประชาธิปไตยระยะอนุบาลมาหลายครั้ง เห็นการยึดรัฐประหารอำนาจ เห็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบที่รุนแรงและตามครรลองนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ชีวิตของแต่ละคนก็ดำเนินต่อไป ราวกับว่าอำนาจรัฐเป็นสมบัติผลัดกันชม ไม่กระทบอะไรกับวิถีชีวิตของคนอื่นๆ ในประเทศเลย
คนเหล่านี้ช่วยอธิบายเสียอีกว่า ในสังคมไทยที่เน้นการรักษาหน้า ไม่แสดงความคิดเห็นแหวกแนวรุนแรงจนเข้าหน้ากันไม่ติด หรือถือเรื่องผู้ใหญ่ผู้น้อยมากกว่าความถูกความผิด จะให้ประชาธิปไตยมันงอกงามอย่างไร ถึงจะมีรัฐธรรมนูญกำกับอยู่ทุกฝีก้าวว่าต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของกระดาษปึกหนึ่งเท่านั้นเอง
วัฒนธรรมประชาธิปไตยจริงๆ ต้องใช้เวลาอีกนานนัก
ฝรั่งอเมริกัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สวิสส์ และอีกหลายๆ คนที่ผมนั่งคุยเฮฮาด้วย แย่งกันเล่าว่าประชาธิปไตยของเขาได้มาด้วยความลำบากยากแค้นอย่างไร และให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
ผมก็ย้อนถามว่า แล้วจะอยู่เมืองไทยต่อไปไหมเล่า
คนหนึ่งตอบทันทีว่า เพิ่งจะสร้างโรงงานใหม่อีกสองโรง อีกคนหนึ่งบอกขายบ้านและทรัพย์สินที่ประเทศตนเองหมดแล้ว และย้ายเข้าเมืองไทยอย่างสมบูรณ์เมื่อปีกลายนี้เอง
ฟังแล้วก็ชื่นใจดี
ข้อคิดจากงานเมื่อคืนนี้ออกจะลึกซึ้งอยู่นะครับ หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเป็นการมองภาพรวม (perspective)
ถ้าไปคว้าเอาจุดใดจุดหนึ่งมามอง ก็อาจจะโวยวายว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรมี ไม่ควรเป็น แต่ถ้าเห็นสิ่งที่มาก่อนและหลังจากนั้น ต่อภาพเข้าด้วยกันแล้วอาจจะได้ทัศนะใหม่ สามารถมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบเฉยและเข้าใจลึกซึ้งกว่าเก่า
เพราะชีวิตจริงไม่ใช่ภาพนิ่ง แต่เป็นภาพยนตร์.
----------------------------------------------------------------------------------
เมื่อหัวหน้าพรรคปาขี้ มาโดนดีซะเอง โดย วโรทาห์

โดย : วโรทาห์
ที่มา : http://warotah.blogspot.com/
วันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2553
อากาศที่เริ่มจะร้อนฉิบ กับสถานการณ์การเมืองที่ชักจะร้อนฉ่า ยิ่งใกล้วันดีเดย์ ปล้นกลางแดด 76,000 ล้านเข้ามา พวกอำมาตย์ก็ยิ่งพล่านเป็นสุนัขเดือน12 อยากได้เงินเขาจนตัวซีดตัวสั่น แต่ยังกล้าๆกลัวๆ ระแวงว่าประชาชนจะดาหน้า ออกมาเช็คบิลเอา
เลยต้องทำเป็นลับ ลวง พลาง ส่งสมุนที่ไร้สมอง เที่ยวสร้างสถานการณ์ป่วนบ้านป่วนเมือง จนวุ่นวายกันไปหมด
สถานการณ์ยุ่งเหยิงอย่างนี้ จะหยิบจะจับเอาอะไรมาเขียนวิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่ค่อยถนัด เพราะว่ายังไม่ทันจะขยับ ก็กลายเป็นข่าวเก่าไปซะฉิบ อย่ากระนั้นเลย สู้เมดเล่ย์จับฉ่ายเล่นมันไปทุกเรื่อง เอามายำใหญ่ใส่พริกมะนาว ให้เผ็ดแซบซี้ดซ้าด ยังจะเข้าท่ากว่ากันเยอะแยะ
ภาษาฟุตบอลเขาเรียกว่ากึ่งยิงกึ่งผ่าน ไม่ได้ตั้งใจยิง แต่เผลอเมื่อไหร่เป็นมุดเข้าประตูไป ไม่ทันรู้ตัว
ประเดิม กันด้วยข่าวขี้ๆ กับคนขี้ๆ ที่กลายเป็นคู่เวรคู่กรรมคู่ใหม่กันไปซะแล้ว นาทีนี้ถ้าใครบอกว่ากำขี้ดีกว่ากำตด คงไม่มีทางที่มาร์คจะเห็นด้วยเป็นอันขาด หลังจากเจอเข้าไปหลายงาน ชักจะเกิดดวงตาเห็นธรรม ใครจะว่ายังไงก็ช่าง มาร์คยังขอกำตดดีกว่ากำขี้
โดยเฉพาะงานล่าสุดนี้ ที่ออกจะทำใจลำบากอยู่ซักหน่อย ก็พ่อเจ้าประคุณลุนช่อง เล่นจัดโปรโมชั่นพิเศษ มากันเป็นแพ็คคู่ 4 ถุงซ้อน ดีลิเวอรี่ส่งตรงถึงหลังคาบ้าน เล่นเอารปภ.อกสั่นขวัญแขวน ออกจับมือคนดมกันให้วุ่น ดีที่ว่า คนบ้านนี้ เขาชินชากันซะแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นซักเท่าไหร่
ก็แหงละ โดนเข้าไปถี่ยิบ ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถ้ายังไม่ชิน ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว
ทำเป็นเล่นไป ในขณะที่ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นถุงขี้ แต่ยังมีกุ๊ยกษิตที่เถียงขาดคอเป็นเอ็น ว่าเป็นถุงก๋วยเตี๋ยว มิน่าล่ะ ถ้าพี่กุ๊ยบอกว่าจะหิ้วก๋วยเตี๋ยวไปฝากใคร เป็นได้เผ่นหนีกันป่าราบ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเหลียวหลัง
กับถ้อยวาจาของน้าฮุนฯที่ว่า “อุจจาระมีค่ามากในประเทศไทย เพราะว่าชาวไทยให้มันเป็นของขวัญ แก่นายกรัฐมนตรี..." ไปๆมาๆอาจจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นซะแล้ว เมื่อมีแนวโน้มว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอ อาจจะแจ็คพ็อทออกมาว่าเป็น..ขี้ทักษิณ
ถ้าไม่รีบออกตัวว่าขอรับเอาไว้ตรวจสอบราคา มีหวังว่าน่าจะงานเข้า เจอคดีรับของขวัญเกิน 3 พันกันเห็นๆ ยิ่งน้าแม้วเขาขึ้นชื่ออยู่ด้วยว่า มือดี..ทำขี้ให้เป็นทอง
สรุปว่า ลงทุนปลูกถั่วเอาไว้ ย่อมต้องได้ฟาดถั่วต้มเป็นธรรมดา มีที่ไหน ปลูกถั่วแล้วจะได้รับประทานสตรอเบอรี่ หวาน กรอบ อร่อย ดังใจปรารถนา
ทีตอนที่พวกมารลุกขึ้นยืน 2 ขา ด่านายกฯทักษิณฉอดๆ เห็นกระดี๊กระด๊ากันใหญ่ ยกให้เป็นวีรสตรีสีลม โดยไม่ต้องสนใจผิดชอบชั่วดี แล้วทำไมตอนนี้จะมาไล่บี้ตำรวจ ให้พลิกแผ่นดินตามล่าหาวีรบุรุษปาขี้กันให้ควั่ก
อะไรไม่ว่า ไล่เลี่ยกันยังไม่ทันไร นายปณิธานปากมอม ก็ออกมาปาถุงขี้นำร่องเข้าใส่ชาวเสื้อแดงซะเละไปหมด บอกว่ามีเงินโอนจากตะวันออกกลาง มาเข้าบัญชีแกนนำ หลังจากนั้นก็ตามน้ำกันใหญ่ ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาฯพรรค และสมาชิกพรรค ต่างพร้อมใจกันออกมา ระดมปาขี้ใส่ประชาชนเสื้อแดง อย่างเอาเป็นเอาตาย
เล่นกันสกปรกยิ่งกว่าขี้อย่างนี้ ยังไม่เห็นมีใครไปไล่จิกไล่ตี ว่าคนพรรคนี้ ทำไมมันถึงขยันปาขี้ใส่หัวชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
จึงเป็นการสมควรอย่างที่สุด ที่โดนจอมพลฮุนเซน จิกหัวด่าอย่างสาดเสียเทเสีย โดยไม่มีประชาชนคนไทยหน้าไหนออกมาปกป้องให้ แม้แต่คนเดียว ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว ขานั้นก็เกินไปนิด แต่ยังน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับความต่ำช้า ไร้มาตรฐาน ไร้สติ ไร้ปัญญาของนายกฯโจร แห่งสารขัณฑ์ประเทศ
กลายเป็นนายกฯขี้ ที่ประชาชนเกลียดที่สุดตลอดกาล ชนิดที่ถนอมประภาสต้องชิดซ้ายลงคู กู่ไม่กลับไปซะแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ คงต้องโทษบุพการี ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง อยากให้ลูกหลานได้เป็นนายกฯ จนไม่คำนึงถึงวิธีการที่จะได้มา แม้จะต้องสมคบกับอำมาตย์ ให้ช่วยปล้นตำแหน่งเอามาประเคนให้ ก็ยังไม่เกี่ยง
เมื่อได้ตำแหน่งมา เพราะอำมาตย์อุปถัมภ์ จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน วันๆเอาแต่เกาะโพเดียม จ้อเอาโล่ห์ กับไล่ล่าทักษิณอย่างเดียว ประชาชนคนไทย จะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง
กระโดดข้ามห้วยไปที่คิวหักดิบ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลโจร ที่เล่นเอางงเต้กไปตามๆกัน เมื่อหัวหน้าโจรไปได้ยาดีจากอภิมหาโจรเฒ่า เจ้าของรัฐบาล งานนี้เลยชักจะมีหือ ออกมาประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมแก้รัฐธรรมนูญมันดื้อๆ
ถ้าจะอ้างสัญญาลูกผู้ชาย ขอให้ไปไกลๆหน่อย เพราะว่าที่นี่คือพรรคแมลงสาบ รับรองได้ว่า ไม่มีลูกผู้ชายซักกะคน
เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับแมลงสาบ เลยต้องเจ๊กอั้ก นั่งน้ำตาตกในกันเป็นแถว ทั้งปู้จิ้น หลานเนรฯ แถมพ่วงด้วยปู่เติ้งอีกคน ต่างกอดคอกันร่ำไห้อย่างน่าเวทนา เรียกว่าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไปไม่เป็นกันจริงๆ อยากสลัดรักจนเต็มแก่ แต่ก็ยังทำใจไม่ได้ เพราะว่าติดคิวงาบอีกบานเบิก เข้าตำรา "คับที่อยู่ได้ คับใจก็จะอยู่"
เรื่องที่จะถอนยวง ปล่อยให้งาบกันสะดือปลิ้นอยู่พรรคเดียวนั้น อย่าได้หวังเป็นอันขาด
จะมีรัฐบาลไหนอีก ที่ได้รับใบอนุญาตโกงตลอดชีพ โกงได้ไม่มีขีดจำกัด โกงไม่บันยะบันยัง โกงโดยที่ไม่มีใครอ้าปากซักกะแอะ ก็ดูแต่เครื่อง จีที200 ที่มีมือดีผ่าออกมาดูแล้ว ปรากฏว่าchipหายไปทั้งแถบ มีแต่เครื่องเปล่าๆ แต่จนแล้วจนรอด ปปช.ยังนั่งอมสาก ไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
จึงจำเป็นอยู่ดี ที่ต้องตื๊ออยู่เพื่อร่วมงาบกันต่อไป โดยไม่มีกำหนด ของดีๆทั้งนั้น ขืนทำหมูหกไป คงต้องเสียดายแย่
ส่งท้ายปีเก่าลูกหลานมังกร จับกระแสตรุษจีนสีชมพู แถวไชน่าทาวน์เยาวราช ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นสีชมพูเต็มพรื่ดไปทั้งถนน อย่างกับนัดแนะกันมา ยังไงยังงั้น จะมีสีอื่นแซมมาบ้างก็แค่เล็กน้อย อย่างเช่นสีส้ม และสีน้ำเงิน ที่มีอยู่ประปราย ส่วนสีแดงนั้นไม่ต้องไปหา นอกจากแดงน้ำเงินที่ยังพอมีให้เห็น แต่ก็นานๆ ครั้ง
นี่ว่ากันเฉพาะแท็กซี่สีชมพู ที่เป็นเทรนด์ใหม่ กำลังแรงจัด
ส่วนมนุษย์ขี้เหม็น ที่เห็นเดินฉุยฉายสวนกันไปมานั้น กลับตรงกันข้าม อย่างหน้ามือกับหลังเท้า เคยแดงยังไง ก็ยังแดงยังงั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง อาจจะมีบ้างที่สะเหล่อออกมาในเสื้อสีชมพู แต่ไม่น่าถึง 1%ด้วยซ้ำไป จึงกลายเป็นของแปลก หาดูได้ยากไปซะฉิบ เสียแรงที่ลงทุนโหมโฆษณาซะแทบตาย แต่ผลที่ได้ ต้องถือว่าขาดทุนป่นปี้ ไม่มีหูรูด
ไหนโจมตีกันจังว่า กีฬาสีทำให้คนแตกแยก แต่รัฐบาลกลับปากว่าตาขยิบ ขยันโปรโมทสีใหม่ขึ้นมาทาบรัศมีสีแดง ไม่เว้นแต่ละวัน
สุดท้ายคนเป็นนายกฯ ซึ่งเกลียดเสื้อแดงอย่างกับวัวกระทิง ยังต้องมานั่งใส่เสื้อแดง ทำหน้าเหมือนคนอยากจะตาย
แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะสีอะไรก็คนไทยด้วยกัน สำคัญว่าไพร่ต่างสีอย่าไปเสียค่าโง่ ให้อำมาตย์มันปั่นหัวออกมาฆ่ากันเอง ก็คงไม่เป็นปัญหา ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ที่มันเข้าใกล้กลียุค ก็เพราะอำมาตย์มันทำทั้งนั้น
ถ้าความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีก็คงยากที่จะเกิด ถ้าลงว่าตุลาการโดดก๋าออกมาเป็นคู่กรณีซะเอง ก็อย่าหวังว่าจะเห็นความยุติธรรม
ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอย่างนี้ ประชาชนก็มีความชอบธรรมอย่างเต็มเปี่ยม ที่จะยืนโซ้ยกับอำมาตย์ อย่างสมน้ำสมเนื้อ ถ้าลงว่าอำมาตย์คิดจะกวาดประชาชนลงทะเล การนองเลือดก็คงเลี่ยงได้ยากแล้ว ถึงวันนี้ ยังพอมีเวลาเหลืออยู่เล็กน้อย น่าที่จะคิดใหม่ทำใหม่ซะให้ถี่ถ้วน
ที่ผ่านมานั้น ฝ่ายอำมาตย์ประเมินประชาชนต่ำไป ส่วนฝ่ายประชาชนก็ประเมินอำมาตย์สูงไป มันเลยพอกันทั้งคู่ แต่บทเรียนที่ผ่านมาทำให้ประชาชนปรับตัวไปมาก แต่อำมาตย์ยังคงดักดานอยู่ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าจะแลกกันอีกครั้ง ผลคงต่างไปจากเดิมอย่างแน่นอน
ที่สำคัญคือ ประชาชนนั้น ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ยังมีที่ยืน แต่อำมาตย์นั้น อย่าได้แพ้เป็นอันขาด เพราะว่าเดิมพันมันถึงตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ถึงสูญสิ้นเผ่าพันธุ์กันเลยทีเดียว ศาลประชาชนนั้นโหดขนาดไหน ลองไปศึกษาประวัติศาสตร์แถวยุโรปดู
!!! แล้วจะหนาวไปถึงกระดูก !!!
****************************************************************************
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
TPNews- เชิญสมัครเป็นสมาชิก SMS
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 19 ความขัดแย้ง-ความรุนแรง

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 19 : ความขัดแย้ง-ความรุนแรง
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
***************************************************************************
ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อรองรับความขัดแย้งในสังคมโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าการที่ทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งจุดยืนของตนเองได้ และหาทางรอมชอมกันอย่างสันติ
ตอนที่ 19 : ความขัดแย้ง-ความรุนแรง
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
***************************************************************************
ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อรองรับความขัดแย้งในสังคมโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าการที่ทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งจุดยืนของตนเองได้ และหาทางรอมชอมกันอย่างสันติ
***************************************************************************
ความขัดแย้ง-ความรุนแรง
ความดีประการหนึ่งของเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นคือ ได้เปิดเผยความในใจบางอย่างของคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์ชัด ถึงจะขัดๆ ต่อแนวความคิดที่เป็นประชาธิปไตยอยู่บ้างก็ตาม
ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนแบบที่เรียกว่าโพลล์ จะกระทำขึ้นถูกต้องตามหลักวิชาการหรือสุจริตใจขนาดไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ได้ออกมาในทางที่ว่า คนที่เชื่อว่าเหตุระเบิดเกิดขึ้นมีจำนวนพอๆ กับคนที่ไม่เชื่อและเห็นว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายรัฐบาลเอง
ฝ่ายหลังที่มักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดคนละทางกับรัฐบาลอยู่แล้ว ไปยึดเอาการให้ข่าวของตำรวจที่ออกจะสับสนหน่อยในช่วงแรก ประกอบกับความคิดเดิมที่ยืนกรานว่าไม่เชื่อไม่จริงของตัวเอง ก็เลยเกิดจินตนาการอันสมบูรณ์
ฝ่ายแรกก็ร้องขอความเป็นธรรมทั้งที่รู้ว่าว่าไม่มีทางจะได้รับ พยายามจะบอกว่าร้อยโทธวัชชัยฯ คนที่ถูกจับในที่เกิดเหตุ เป็นคนใกล้ชิดขนาดไว้วางใจให้ไปทำภารกิจลับที่ภาคใต้ของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี และพลเอกพัลลภฯ ก็เป็นผู้วางตัวอยู่ตรงข้ามนโยบายหลายเรื่องของรัฐบาลอย่างเปิดเผย แล้วจะไปใช้คนของ “เขา” สร้างสถานการณ์ของ “เรา” ได้อย่างไร
ถ้าจับได้แต่รถ ก็อาจจะเอื้อให้เชื่อว่าสร้างสถานการณ์ เพราะขาดตัวเชื่อมโยงว่าเป็นแผนของใครอย่างไร แต่นี่จับคนได้ทันควัน และรู้ด้วยว่าเป็นใครมาจากไหน
นั่นก็ช่างเถิด ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ จะเป็นเครื่องยืนยันได้เองว่าอะไรเป็นอะไร
ปัญหาไปอยู่ที่ว่า ดูเหมือนเราจะสนใจกันน้อยไปสักนิดหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้มันรุนแรงขนาดไหน
สนใจกันแต่ว่าเป็นระเบิดของใคร ราวกับว่าตัวระเบิดเองไม่สำคัญ
แอมโมเนียมผสมน้ำมันหกสิบเจ็ดกิโลกรัมครึ่ง มากขนาดที่ตำรวจผู้ไปเปิดท้ายรถต้องผงะอย่างตกใจจนโทรศัพท์มือถือร่วงหล่น รุนแรงขนาดที่เชื่อได้ว่าสะพานรถข้ามที่อยู่เหนือรถแดวูคันนั้นจะพังทลายลงมาทั้งยวง พร้อมกับรถยนต์ที่กำลังติดขัดอยู่บนนั้นเป็นทิวแถว
อาคารพาณิชย์ทั้งสองฟากของถนนจะไม่เหลือ
รถยนต์และผู้สัญจรไปมาภายในรัศมีนั้นก็จะไปด้วย
ไม่ต้องคิดถึงขบวนรถของนายกรัฐมนตรี ที่ผมคิดว่าอาจจะหาซากไม่พบ
ผู้วางระเบิดในครั้งนี้มีความอำมหิตอย่างที่ผมเคยนึกว่ามีอยู่แต่ในตะวันออกกลางหรือรัสเซีย
แต่เมื่อไม่มีหลักฐานอะไรชี้ว่าชาวต่างชาติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เลยต้องกล้ำกลืนฝืนสรุปว่าเป็นการกระทำของคนไทยล้วนๆ ทั้งผู้ลงมือและผู้บงการ
สรุปแล้วก็นั่งงงว่าเมืองไทยเป็นอะไรไปแล้ว ได้รับอิทธิพลจากข่าวต่างประเทศมากเกินไปหรือไร
ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อรองรับความขัดแย้งในสังคมโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าการที่ทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งจุดยืนของตนเองได้ และหาทางรอมชอมกันอย่างสันติเมื่อจุดยืนเหล่านั้นไม่ตรงกัน เป็นระบอบการเมืองชั้นยอด สร้างสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืนได้
แต่ไม่ยอมรับความรุนแรง และเห็นว่าความรุนแรงเป็นปฏิปักษ์ของสันติสุข
เรื่องนี้ดูจะเป็นของใหม่ในสังคมไทย
ความขัดแย้ง และ ความรุนแรง
สองคำที่หลายคนนำไปรวมกันเป็นประโยคเดียวกันเสียเลย เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำลายประชาธิปไตยได้มาก อย่างที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร
คงต้องสอนลูกหลานกันใหม่ว่า ถ้าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไทยให้อยู่รอด อาจจะต้องท่องคาถาบทใหม่ว่า
ขัดแย้งได้แต่ต้องไม่รุนแรง.
----------------------------------------------------------------------------------
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 18 ปฏิบัติการยั่วยุ

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 18 : ปฏิบัติการยั่วยุ
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 18 : ปฏิบัติการยั่วยุ
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
******************************************************************************
การลอบฆ่า แล้วกลับมาโยนให้เป้าหมายกลายเป็นต้นเหตุ เป็นตัวอย่างที่ดีที่ยั่วให้คนตรงไปตรงมาเกิดโทสจริตแก่กล้า อยากจะออกมาพ่นไฟใส่นัก
******************************************************************************
ปฏิบัติการยั่วยุ
ยุทธศาสตร์เอาชนะศัตรูอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันมาตลอดและยังไม่เก่า คือการยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามเสียพลัง โดยทำให้โกรธ น้อยใจ ท้อแท้ ผิดหวัง ระแวง วิตกจริต หมกมุ่น ฯลฯ ซึ่งล้วนมีเจตนาให้เสียสติทั้งนั้น
ยิ่งรู้ว่าเป็นคนจริงใจ คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น เปรี้ยงปร้างมีอาการง่าย ก็ยิ่งชอบ พอรู้ว่ายั่วขึ้น ก็จะยิ่งยั่วหนัก
ฝ่ายตรงข้ามกำลังเล่นไม้นี้กับนายกรัฐมนตรี
คุณทักษิณฯ มีบุคลิกภาพที่คงเส้นคงวามาตลอด คือเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง ทำให้พูดตรง พูดแรง ไม่อ้อมค้อมวกวน และออกจะรำคาญลีลาอย่างนักวิชาการอยู่ไม่น้อย คำว่า ฟันธง เพิ่งจะมาใช้กันไม่กี่ปีนี้ แต่นั่นคือสิ่งที่คุณทักษิณฯ เป็นมาตลอดตั้งแต่ต้น
พอรู้ว่าเป็นคนฟันธง ฝ่ายตรงข้ามก็ยั่วให้ฟันอยู่เรื่อยๆ
ปัญหาคือสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ใช้วิธีฟันธงไม่ได้ เพราะมีความเปราะบางและละเอียดอ่อน ความเข้มแข็งของฝ่ายรัฐบาลในห้วงเวลาที่ผ่านมา เป็นบทเรียนให้ฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มหาทางใช้วิธีที่ต้องตอกลิ่มในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
ปล่อยข่าวสร้างความแตกแยกในพรรคไทยรักไทยก็ทำแล้ว แต่ไม่ได้ผลนัก โดยเฉพาะสร้างกระแสว่าเขามีปัญหากับตัวนายกฯ คนเดียว ลูกพรรคควรจะวิงวอนให้หัวหน้าพรรคเว้นวรรคในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย
น่ารัก น่าเชื่อ แต่ลูกพรรคไทยรักไทยก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อ คนออกจากพรรคไปน้อยคนชนิดนับนิ้วมือได้ และยังได้ตัวสำคัญๆ กลับมาอีก อย่างคุณนพดล ปัทมะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรฯ
ดึงบุคคลหลักๆ ออกไปจากรัฐบาล ก็ดึงแล้ว คนที่ออกไปก็ไปเล่นบทสลับข้างให้ข้อมูลต่างๆ ที่เชื่อว่าเป็นจุดอ่อน นั่นก็ทำแล้วและรัฐบาลก็ยังอยู่
สร้างสถานการณ์ว่าไปไหนก็จะมีคนตามไปด่าหยาบๆ คายๆ โดยใช้คนกลุ่มเดิมเวียนกันไปอย่างเป็นระบบ จะได้เกิดข่าวในทำนองว่าเป็นที่ไม่พึงพอใจของคน ในที่สุดก็เกิดปะทะกัน เพราะนายกรัฐมนตรีทนได้แต่คนที่สนับสนุนรู้สึกจะทนไม่ค่อยได้
คุณทักษิณฯ ก็ประกาศเสียอีกว่า ไปเดินสายหาเสียงอยู่ในต่างจังหวัดก็ได้ สบายดี ได้เสียงเป็นปึกแผ่นดีและไม่ปวดหัวด้วย
ในที่สุดก็ถึงกับวางระเบิด ตั้งใจจะสังหารให้หมดเรื่องกันไป วางแผนกันมาล่วงหน้าว่าสำเร็จตามแผนก็จบเรื่อง ถ้าไม่สำเร็จก็กระจายข่าวไปเรื่อยๆ ว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์
ซึ่งออกจะไม่สมเหตุสมผล เพราะคนรักรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเขาก็รักอยู่แล้ว คนที่ไม่ชอบและไม่ต้องการก็คงจะเปลี่ยนใจยากแล้วเช่นกัน สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลยในทางการเมือง เวลาผ่านไปเพียงสิบวันก็จะกลายเป็นข่าวเก่า คนจำไม่ได้ จะไปมีประโยชน์อะไรสำหรับการหาเสียง
เมื่อคุกคามด้วยชีวิตแล้วยังทำท่าจะสู้กลับ ไม่กลัวน้ำร้อน ก็ถึงคราวต้องใช้ปฏิบัติการยั่วยุ ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามหลุดอะไรออกมามากๆ ในทางที่ทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของตนเอง
การลอบฆ่า แล้วกลับมาโยนให้เป้าหมายกลายเป็นต้นเหตุ เป็นตัวอย่างที่ดีที่ยั่วให้คนตรงไปตรงมาเกิดโทสจริตแก่กล้า อยากจะออกมาพ่นไฟใส่นัก
จะได้จับคำพูดมาปั้นต่อ ทำให้ทะเลาะกับใครต่อใครอีกมาก เพื่อทำลายเครือข่าย อย่างกรณีพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี
ระยะนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรพูดอะไรที่เป็นการเข้าทางใคร หรือตกหลุมลงไปเจ็บตัวเคล็ดขัดยอก
มากกว่านั้นคือหัวฟาดพื้นสลบไปเลย
นายกรัฐมนตรีไม่พูด จะเป็นอาวุธอันสำคัญที่มีอานุภาพทิ่มแทงกลับได้.
---------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 17 บทเรียนจาก ก.ก.ต.

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 17 : บทเรียนจาก ก.ก.ต.
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 17 : บทเรียนจาก ก.ก.ต.
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
******************************************************************************
หลอกล่อคือหลอกล่อ ประชาธิปไตยคือประชาธิปไตย อย่าเอามาแลกเปลี่ยนกันอย่างดูแคลนประชาชนเลย
******************************************************************************
บทเรียนจาก ก.ก.ต.
นึกถึงใจอดีตกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามท่าน พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ คุณปริญญา นาคฉัตรีย์ และคุณวีระชัย แนวบุญเนียร แล้วอดห่อเหี่ยวแทนไม่ได้
วันนี้คงมานั่งนึกทบทวนว่าการติดคุกและการลาออกจากตำแหน่งที่ผ่านมา มันก่อผลดีอะไรกับระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองบ้าง
ในวันแห่งชะตากรรมนั้นวิญญูชนคงจะพอจำกันได้ พูดกันเป็นนักหนาว่ากุญแจของทุกอย่างอยู่ที่การเปลี่ยนตัวกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าเปลี่ยนตัว ก.ก.ต. ให้ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทยยอมรับได้แล้ว ปัญหาทุกอย่างจะยุติลงเหมือนปิดสวิตช์
การเลือกตั้งจะโปร่งใสสวยงาม
รัฐบาลที่เกิดจากผลของการเลือกตั้งจะฉลุยเข้ามาบริหารประเทศ
ความชะงักงันอึมครึมจะหายไปในบัดดล
วิกฤติประเทศไทยจะจบสิ้นลงไป
แล้ววันนี้มันเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
การเลือกตั้งอาจจะเลื่อน หรือจะไม่มีเลยก็ไม่รู้
เกิดการตั้งเงื่อนไขของรัฐบาลใหม่ล่วงหน้าว่าคนนั้นคนนี้ต้องเว้นวรรค ไม่อย่างนั้นไม่ยอม ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม
ประกาศราวกับใหญ่กว่าประชาชนทั้งประเทศ
ซึ่งเขาคงเชื่อว่าเขาใหญ่กว่าจริงๆ ล่ะครับ
ระเบิดที่วางแผนเอาไว้ให้ทำหน้าที่เมื่อขบวนรถนายกรัฐมนตรีแล่นผ่าน น้ำหนัก ๗๐ กิโลกรัมและกระสอบทราบที่แอบไปก่อไว้บังคับทิศทางอย่างนี้ ไม่ส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเลือกตั้งเป็นแน่นอน
สิ่งที่พูดกันไว้ห้าวหาญดุดันว่า ก.ก.ต. คือคอขวดที่สำคัญที่สุด ทะลวงได้เมื่อไหร่ประเทศไทยจงเจริญแน่
บัดนี้รู้แล้วนะครับว่าไม่จริง
บทเรียนที่สำคัญที่สุดของการหลอกล่อในคราวนั้นคือ อะไรก็ตามที่มันออกนอกกรอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม-นิติรัฐนั้น จะนำมากล่าวอ้างหรือเจรจาอย่างน่าเชื่อถือเพียงใดก็มิพึงกระทำตาม เพราะในที่สุดแล้วก็จะเดินตัวลอย โดยไม่มีความถูกต้องใดๆ หนุนหลังเลย
ใครเสนอให้ทำอะไรนอกรัฐธรรมนูญ เช่น เว้นวรรคเพื่อให้ผู้ประท้วงยุติบทบาท
“ทำ” ให้พรรคได้ที่นั่งน้อยลง เพื่อลดความเป็น “เป้า” และอยู่สบายขึ้น
ประกาศถอยจากการปฏิรูปบางอย่าง เพื่อให้กลุ่มผลประโบชน์บางกลุ่มเสวยสุขได้ต่อไป โดยเฉพาะในระบบราชการ
อย่าไปยุ่งเรื่องสถานการณ์ใต้ ให้ผู้มีอำนาจเดิมเขาแบ่งเค้กกันได้เหมือนเดิม ฯลฯ
ก็ต้องบอกกลับอย่างสุภาพว่า ขอบคุณที่แนะนำ แต่ได้รับบทเรียนจากการมองดูอดีตกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว
หลอกล่อคือหลอกล่อ
ประชาธิปไตยคือประชาธิปไตย
อย่าเอามาแลกเปลี่ยนกันอย่างดูแคลนประชาชนเลย
ขอเปลี่ยนข้อเสนอเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ
คนที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นผู้บงการวางระเบิดและสร้างสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ถึงเวลาเว้นวรรคตัวเองสักทีไหมเล่า ครองอำนาจมาก็แล้ว เกียรติยศเกียรติศักดิ์อะไรก็ได้มามากแล้ว เว้นวรรคถวายพ่อของแผ่นดินเสียเลยจะดีไหม
นี่ไม่ได้หลอกล่อ ขอกันตรงๆ.
---------------------------------------------------------------------------------
TPNews - เชิญสมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS)
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
ยิ่งแย้งยิ่งแดงจัด โดย จักรภพ เพ็ญแข

โดย : จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา : คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ นสพ.วิวาทะ ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 37
เรื่อง : ยิ่งแย้งยิ่งแดงจัด
จะขัดแย้งในแดงบ้างก็ช่างเถิด
สิ่งที่เกิดคือเสรีอันมีค่า
อย่าให้ใครศักดิ์สิทธิ์มีฤทธา
อย่าให้ใครศักดิ์สิทธิ์มีฤทธา
เกินกว่าปวงประชาและมวลชน
ขบวนประชาธิปไตยต้องใจมั่น
ถ้าใจร้อนหุนหันไม่เกิดผล
ต้องสั่งสมเข้าคลังกำลังพล
ต้องสั่งสมเข้าคลังกำลังพล
อย่าตั้งต้นปิดกั้นจนบรรลัย
ประชาธิปไตยไม่ง่ายนัก
หวังให้มีแต่คนรักหาได้ไม่
เอาแต่พรรคพวกตนไม่ได้ใจ
เอาแต่พรรคพวกตนไม่ได้ใจ
ต้องมองไกลมองกว้างย่างก้าวเดิน
กองทัพแดงเราต้องแรงกว่าอำมาตย์
หวังให้เสร็จเด็ดขาดไม่ขัดเขิน
แต่กองทัพปวงชนทุกคนเดิน
แต่กองทัพปวงชนทุกคนเดิน
ใครเพลิดเพลินเกินพลจะจนใจ
ประชาธิปไตยไม่ทรราช
ใช้วิถีแบบอำมาตย์หาได้ไม่
วิพากษ์เขาเลียนแบบเขาไม่เข้าใจ
วิพากษ์เขาเลียนแบบเขาไม่เข้าใจ
ประชาธิปไตยบ้านไหนกัน
เพียงความคิดแย้งตนอย่าก่นด่า
พิจารณาด้วยสติดำริมั่น
เห็นดอกไม้หลายสีมณีพรรณ
เห็นดอกไม้หลายสีมณีพรรณ
นำมารวมในแจกันนั่นแหละงาม
อาจมีเหลือบเคลือบแฝงในแดงบ้าง
บททดสอบเอามาวางอย่าก้าวข้าม
ค่อยพิสูจน์ทดสอบให้ตอบตาม
ค่อยพิสูจน์ทดสอบให้ตอบตาม
ไม่กี่ยามรู้ทั่วว่าตัวปลอม
อุดมการณ์ก้าวหน้านำมาวัด
หากภายในแดงจัดส่งกลิ่นหอม
แต่ดอกใดแมลงวันรุมกันตอม
แต่ดอกใดแมลงวันรุมกันตอม
จงห้อมล้อมเข้ามาดูก็รู้ทัน
เป็นแกนนำกันทั้งหลายเพราะใครยก
ก็อ้อมอกมวลชนกันทุกท่าน
คือศรัทธามหาชนคนสำคัญ
คือศรัทธามหาชนคนสำคัญ
ใช่สวรรค์บันดาลให้ได้เป็นแกน
ประชาชนก้าวหน้ามหาศาล
พลังงานถ้วนทั้งปวงต้องหวงแหน
ในขณะที่อำมาตย์เริ่มขาดแคลน
ในขณะที่อำมาตย์เริ่มขาดแคลน
นี่ล่ะแกนของพวกเราต้องเข้าใจ
ปรากฏการณ์แจ่มชัดประวัติศาสตร์
มวลชนมุ่งชิงอำนาจกว่าปีไหน
ยิ่งอำมาตย์โฆษณายิ่งคาใจ
ยิ่งอำมาตย์โฆษณายิ่งคาใจ
ทวงประชาธิปไตยเอาคืนมา
ขบวนการสีแดงต้องแรงชัด
ต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อฟันฝ่า
ความเห็นแย้งมีได้ให้เวลา
ความเห็นแย้งมีได้ให้เวลา
ใช้วาจาและหัวใจอย่างไม่จน
หลังแลกเปลี่ยนหลากหลายให้ได้มติ
ตั้งสติเป็นพลังเพื่อหวังผล
ขบวนการสีแดงคือมวลชน
ขบวนการสีแดงคือมวลชน
เป็นกองทุนตั้งต้นของคนไทย
อย่าตกใจชาวแดงต้องแย้งบ้าง
โยนก้อนหินถามทางก็ทำให้
การต่อสู้รณรงค์ยังตรงไป
การต่อสู้รณรงค์ยังตรงไป
สู่ศักดิ์ศรีประเทศไทย ณ ปลายทาง.
----------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
TPNews - เชิญสมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS)
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
ตอบ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดย จักรภพ เพ็ญแข

คอลัมน์ : “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News
ปีที่ 1 ฉบับที่ 37
เรื่อง : ตอบ “ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล”
*******************************************************************************
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้อ่านกระทู้เรื่อง “แลกเปลี่ยนกับคุณจักรภพ เพ็ญแข: ข้อจำกัดของการเขียนแบบอุปลักษณ์ (metaphorical) และความจำเป็นของการเขียนถึงสถาบันกษัตริย์เชิงวิพากษ์อย่างถูกกฎหมาย” ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และอ่านซ้ำสองหน รู้ทันทีว่าอาจารย์สมศักดิ์ฯ กำลังสื่อสารกับผมในเรื่องสำคัญและอาจมีผลต่อขบวนต่อสู้ของเราได้
แรกทีเดียวต้องขอขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ฯ ที่เขียนความเห็นออกมาเป็นสาธารณะ เพื่อให้ผมและคนอื่นๆ นำมาพิจารณาได้อย่างถี่ถ้วน บางทีครรลองไทยทำให้เราห่วงการรักษาหน้ากันมากเกินไป ทำให้ต้องพูดจากระซิบกระซาบจนคนอื่นไม่ได้ยินหรือพูดเป็นส่วนตัวทั้งที่หลายเรื่องเป็นประโยชน์สาธารณะ วิธีการพูดดังๆ แบบนี้มีประโยชน์และมีความจำเป็น
ผมขอยกท่อนหนึ่งของอาจารย์สมศักดิ์ฯ มาตรงนี้ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่าน
“...ผมไม่มีเวลาเขียนกระทู้ที่เขียนค้างไว้หลายสัปดาห์แล้ว เรื่อง "แลกเปลี่ยนกับคุณจักรภพ ว่าด้วยข้อจำกัดของการเขียนแบบอุปลักษณ์ metaphorical"
พอดีเห็นบทความใหม่นี้อีก
ผมอยากเขียนไว้สั้นๆ (ยาว ต้องรอกระทู้) คือ ขอให้สังเกตว่า เมื่อคุณจักรภพ ใช้โวหารแบบ metaphorical นั้น เขียนได้ "คม" มาก (เช่นบทความช่วง "ดูไบ" และอีกหลายบท)
แต่พอใช้โวหารแบบธรรมดา อย่างบทความนี้ กลับเขียนได้ไม่ค่อยดี ไม่มีประเด็นแหลมคมน่าสนใจนัก (อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ที่เคยเขียนเรื่อง องคมนตรี ด้วยโวหารแบบธรรมดา แบบนี้มีส่วนที่เขียนผิดหลักการสำคัญของประชาธิปไตย ด้วย)
สิ่งที่ผมอยากเสนอคุณจักรภพ แต่ยังไม่มีเวลาเขียนอธิบายประกอบข้อเสนอโดยละเอียดคือ การเขียนแบบ metaphorical นั้น แม้คุณจักรภพ จะเขียนได้ดีมากๆ แต่รูปแบบการเขียนนั้น มีข้อจำกัด คือ (ก) ต้องเป็นคนที่ "ตาสว่าง" แล้ว จึงจะอ่านได้เข้าใจและ "ซาบซึ้ง" หรือ "สะใจ" และ (ข) ต่อเนื่องกัน การเขียนแบบ metaphorical จึงไม่ใช่อะไรที่สามารถใช้เป็นการอภิปรายด้วยเหตุผล โต้แย้ง (argumentative) ในระดับสาธารณะได้ พูดง่ายๆ คือ นอกจาก อ่าน "สะใจ" ในหมู่ คนทีคิดแบบเดียวกัน ("ตาสว่าง" เหมือนกัน) แล้ว ไม่สามารถใช้ในการอภิปรายในวงกว้างทั่วไปได้ โดยเฉพาะไม่สามารถใช้ในแง่ของการต่อสู้ทางอุดมการณ์...”
“...แต่ในระยะยาวแล้ว การต่อสู้ทางอุดมการณ์ การโต้แย้งด้วยเหตุผล เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย
บอกตรงๆว่า การเขียนในลักษณะธรรมดา ในลักษณะ argumentative เกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ใช่อะไรบางอย่างที่ สามารถเขียนได้ง่ายๆ ทันที แม้แต่คนที่เป็นนักเขียนอย่างคุณจักรภพก็ตาม บทความล่าสุดนี้ (และบทความ องคมนตรี ก่อนหน้านี้) ได้พิสูจน์ให้เห็น...”
และอีกท่อนหนึ่ง
“...ที่สำคัญยังเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก ที่คิดว่า การเขียนแบบ metaphorical นั้น safe (ปลอดภัย) จากการเล่นงานของกฎหมาย
ใน "ระบบกฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" แบบไทยๆ นั้น การเขียนแบบ metaphorical ไม่ทำให้หลีกเลี่ยงการถูกเล่นงานได้เลย เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2500 และตลอดเรื่อยมาจนปัจจุบัน (กรณีที่คุณจักรภพโดนเล่นงานเองเป็นตัวอย่างหนึ่ง)...”
ขอบอกตั้งแต่แรกนี้เลย โดยไม่ต้องลีลามากว่า ผมเห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ฯ ผมรู้ตัวดีว่าอยากสื่อสารอะไรในข้อเขียนของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อขัดแย้งอยู่ในใจหลายอย่างที่ทำให้เขียนออกมาอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานภาพที่ขัดแย้งระหว่างการต่อสู้ในระบบและนอกระบบเลือกตั้ง
ตัวตนของผมพ้นจากผลประโยชน์ในการเลือกตั้งมานานแล้ว
แต่คนแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมของผมยังไม่พ้น และผมต้องอาศัยเขาเหล่านี้ในการเดินงานการเมือง ผมใช้เวลาในการปรับทัศนะของเขาเหล่านี้ให้ “ก้าวหน้า” และเห็นภาพเดียวกับอาจารย์สมศักดิ์ฯ และผม ซึ่งเป็นเรื่องยากและใช้เวลา บางครั้งต้องรอจนสถานการณ์จริงเกิดขึ้นแล้วจึงถึงบางอ้อ ส่วนคนที่เห็นแล้วจน “ตาสว่าง” แล้ว ก็มีลักษณะพฤติกรรมการเมืองแบบ “ฉันเป็นฉันเอง” เป็นส่วนใหญ่ เป็นแนวร่วมกันได้ แต่จับมาใส่กรอบปฏิบัติการเดียวกันอย่างมีวินัยและวิถีปฏิบัติรวมหมู่ทีไร เกิดปัญหาทุกที บางคนวิ่งหนีเอาดื้อๆ พึ่งพาอะไรในยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ได้ ผมจึงต้องระวังมิให้การสื่อสารใดๆ ทำให้เขาวิ่งหนีไปไกลกว่านั้นก่อนที่เราจะมีโอกาสอธิบายความอย่างเป็นระบบจนเขาเกิดความเข้าใจถ่องแท้
คนแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมนั้น ผมหมายความถึงทุกอย่างในขบวนประชาธิปไตย ตั้งแต่เพื่อนฝูงญาติมิตร ทีมงาน กลุ่มมวลชน ไปจนถึงพรรคเพื่อไทยและนายกทักษิณฯ
แต่นั่นคือปัญหาที่ผ่านมา ขณะนี้ผมคิดว่าเวลาของการอธิบายความอย่างเป็นระบบ เปิดเผย ทั้งสำหรับผู้คนในสิ่งแวดล้อมของผมและสาธารณชนมาถึงแล้ว พวกเราหลายคน รวมทั้งตัวอาจารย์เอง ทั้งใน “ฟ้าเดียวกัน” และอื่นๆ ได้ช่วยอธิบายความทางสังคมจนประเด็นสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่พูดได้ฟังได้แล้ว โอกาสจะตั้งสติจนคิดแตกแขนงได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องพูดเฉียดไปเฉียดมาแบบอุปลักษณ์หรือลงไปนั่งทำงานอยู่ใต้ดินอย่างเดียว
ตอบอาจารย์สมศักดิ์ฯ ด้วยความเคารพว่า ผมเห็นแล้วว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยไม่วิพากษ์สถาบันกษัตริย์อย่างเป็นวิชาการ จริงจัง และเป็นสาธารณะนั้น เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
การนำเสนอด้วยกลวิธีแบบอุปลักษณ์อย่างเดียว ไม่อาจเข้าถึงความคิดและทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ถูกครอบงำด้วยเครื่องมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จนมองไม่เห็นว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไรได้ ผู้ที่ “รู้อยู่แล้ว” ยังไม่มีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ เราต้องเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้
แต่ผมคงต้องทดสอบตัวเองว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ งานวิชาการชั้นดีใช้ความสามารถและความอดทนอย่างสูงในการผลิต
ต้องเลี่ยงที่จะไม่หมกมุ่นกับงานนั้นๆ จนนึกว่าการตีความของตนเองเป็น “ความจริง” ในทุกกรณี จนภาวะจิตติดขัดและไม่อาจเดินงานในโลกของคนที่อ่อนวิชาการได้
ส่วนที่เขียนแบบอุปลักษณ์เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมายนั้น ให้สบายใจได้ว่าผมไม่เคยคิดและเห็นเป็นเรื่อง “อุดหูขโมยระฆัง” เสียด้วยซ้ำ
อาจารย์คงจำนิทานจีนเรื่องนี้ได้ คนเขลาคนหนึ่งแกจะขโมยระฆังหน้าบ้านเศรษฐี แต่กลัวระฆังจะดังแล้วคนในบ้านจะรู้ ก็เลยทำอย่างแยบคายด้วยการเอาดินอุดหูตัวเองแล้วจึงเอื้อมมือคว้าระฆังใบนั้น ผลคือตัวเองไม่ได้ยินอยู่คนเดียว แต่คนอื่นเขาได้ยินหมดทั้งบ้าน ในที่สุดถูกจับไปโบยหลังเสียอานไป
ผมรับแนวคิดของอาจารย์ครับ แต่ขอเวลาสักนิด.
--------------------------------------------------------------------------------
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้อ่านกระทู้เรื่อง “แลกเปลี่ยนกับคุณจักรภพ เพ็ญแข: ข้อจำกัดของการเขียนแบบอุปลักษณ์ (metaphorical) และความจำเป็นของการเขียนถึงสถาบันกษัตริย์เชิงวิพากษ์อย่างถูกกฎหมาย” ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และอ่านซ้ำสองหน รู้ทันทีว่าอาจารย์สมศักดิ์ฯ กำลังสื่อสารกับผมในเรื่องสำคัญและอาจมีผลต่อขบวนต่อสู้ของเราได้
แรกทีเดียวต้องขอขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ฯ ที่เขียนความเห็นออกมาเป็นสาธารณะ เพื่อให้ผมและคนอื่นๆ นำมาพิจารณาได้อย่างถี่ถ้วน บางทีครรลองไทยทำให้เราห่วงการรักษาหน้ากันมากเกินไป ทำให้ต้องพูดจากระซิบกระซาบจนคนอื่นไม่ได้ยินหรือพูดเป็นส่วนตัวทั้งที่หลายเรื่องเป็นประโยชน์สาธารณะ วิธีการพูดดังๆ แบบนี้มีประโยชน์และมีความจำเป็น
ผมขอยกท่อนหนึ่งของอาจารย์สมศักดิ์ฯ มาตรงนี้ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่าน
“...ผมไม่มีเวลาเขียนกระทู้ที่เขียนค้างไว้หลายสัปดาห์แล้ว เรื่อง "แลกเปลี่ยนกับคุณจักรภพ ว่าด้วยข้อจำกัดของการเขียนแบบอุปลักษณ์ metaphorical"
พอดีเห็นบทความใหม่นี้อีก
ผมอยากเขียนไว้สั้นๆ (ยาว ต้องรอกระทู้) คือ ขอให้สังเกตว่า เมื่อคุณจักรภพ ใช้โวหารแบบ metaphorical นั้น เขียนได้ "คม" มาก (เช่นบทความช่วง "ดูไบ" และอีกหลายบท)
แต่พอใช้โวหารแบบธรรมดา อย่างบทความนี้ กลับเขียนได้ไม่ค่อยดี ไม่มีประเด็นแหลมคมน่าสนใจนัก (อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ที่เคยเขียนเรื่อง องคมนตรี ด้วยโวหารแบบธรรมดา แบบนี้มีส่วนที่เขียนผิดหลักการสำคัญของประชาธิปไตย ด้วย)
สิ่งที่ผมอยากเสนอคุณจักรภพ แต่ยังไม่มีเวลาเขียนอธิบายประกอบข้อเสนอโดยละเอียดคือ การเขียนแบบ metaphorical นั้น แม้คุณจักรภพ จะเขียนได้ดีมากๆ แต่รูปแบบการเขียนนั้น มีข้อจำกัด คือ (ก) ต้องเป็นคนที่ "ตาสว่าง" แล้ว จึงจะอ่านได้เข้าใจและ "ซาบซึ้ง" หรือ "สะใจ" และ (ข) ต่อเนื่องกัน การเขียนแบบ metaphorical จึงไม่ใช่อะไรที่สามารถใช้เป็นการอภิปรายด้วยเหตุผล โต้แย้ง (argumentative) ในระดับสาธารณะได้ พูดง่ายๆ คือ นอกจาก อ่าน "สะใจ" ในหมู่ คนทีคิดแบบเดียวกัน ("ตาสว่าง" เหมือนกัน) แล้ว ไม่สามารถใช้ในการอภิปรายในวงกว้างทั่วไปได้ โดยเฉพาะไม่สามารถใช้ในแง่ของการต่อสู้ทางอุดมการณ์...”
“...แต่ในระยะยาวแล้ว การต่อสู้ทางอุดมการณ์ การโต้แย้งด้วยเหตุผล เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย
บอกตรงๆว่า การเขียนในลักษณะธรรมดา ในลักษณะ argumentative เกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ใช่อะไรบางอย่างที่ สามารถเขียนได้ง่ายๆ ทันที แม้แต่คนที่เป็นนักเขียนอย่างคุณจักรภพก็ตาม บทความล่าสุดนี้ (และบทความ องคมนตรี ก่อนหน้านี้) ได้พิสูจน์ให้เห็น...”
และอีกท่อนหนึ่ง
“...ที่สำคัญยังเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก ที่คิดว่า การเขียนแบบ metaphorical นั้น safe (ปลอดภัย) จากการเล่นงานของกฎหมาย
ใน "ระบบกฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" แบบไทยๆ นั้น การเขียนแบบ metaphorical ไม่ทำให้หลีกเลี่ยงการถูกเล่นงานได้เลย เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2500 และตลอดเรื่อยมาจนปัจจุบัน (กรณีที่คุณจักรภพโดนเล่นงานเองเป็นตัวอย่างหนึ่ง)...”
ขอบอกตั้งแต่แรกนี้เลย โดยไม่ต้องลีลามากว่า ผมเห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ฯ ผมรู้ตัวดีว่าอยากสื่อสารอะไรในข้อเขียนของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อขัดแย้งอยู่ในใจหลายอย่างที่ทำให้เขียนออกมาอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานภาพที่ขัดแย้งระหว่างการต่อสู้ในระบบและนอกระบบเลือกตั้ง
ตัวตนของผมพ้นจากผลประโยชน์ในการเลือกตั้งมานานแล้ว
แต่คนแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมของผมยังไม่พ้น และผมต้องอาศัยเขาเหล่านี้ในการเดินงานการเมือง ผมใช้เวลาในการปรับทัศนะของเขาเหล่านี้ให้ “ก้าวหน้า” และเห็นภาพเดียวกับอาจารย์สมศักดิ์ฯ และผม ซึ่งเป็นเรื่องยากและใช้เวลา บางครั้งต้องรอจนสถานการณ์จริงเกิดขึ้นแล้วจึงถึงบางอ้อ ส่วนคนที่เห็นแล้วจน “ตาสว่าง” แล้ว ก็มีลักษณะพฤติกรรมการเมืองแบบ “ฉันเป็นฉันเอง” เป็นส่วนใหญ่ เป็นแนวร่วมกันได้ แต่จับมาใส่กรอบปฏิบัติการเดียวกันอย่างมีวินัยและวิถีปฏิบัติรวมหมู่ทีไร เกิดปัญหาทุกที บางคนวิ่งหนีเอาดื้อๆ พึ่งพาอะไรในยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ได้ ผมจึงต้องระวังมิให้การสื่อสารใดๆ ทำให้เขาวิ่งหนีไปไกลกว่านั้นก่อนที่เราจะมีโอกาสอธิบายความอย่างเป็นระบบจนเขาเกิดความเข้าใจถ่องแท้
คนแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมนั้น ผมหมายความถึงทุกอย่างในขบวนประชาธิปไตย ตั้งแต่เพื่อนฝูงญาติมิตร ทีมงาน กลุ่มมวลชน ไปจนถึงพรรคเพื่อไทยและนายกทักษิณฯ
แต่นั่นคือปัญหาที่ผ่านมา ขณะนี้ผมคิดว่าเวลาของการอธิบายความอย่างเป็นระบบ เปิดเผย ทั้งสำหรับผู้คนในสิ่งแวดล้อมของผมและสาธารณชนมาถึงแล้ว พวกเราหลายคน รวมทั้งตัวอาจารย์เอง ทั้งใน “ฟ้าเดียวกัน” และอื่นๆ ได้ช่วยอธิบายความทางสังคมจนประเด็นสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่พูดได้ฟังได้แล้ว โอกาสจะตั้งสติจนคิดแตกแขนงได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องพูดเฉียดไปเฉียดมาแบบอุปลักษณ์หรือลงไปนั่งทำงานอยู่ใต้ดินอย่างเดียว
ตอบอาจารย์สมศักดิ์ฯ ด้วยความเคารพว่า ผมเห็นแล้วว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยไม่วิพากษ์สถาบันกษัตริย์อย่างเป็นวิชาการ จริงจัง และเป็นสาธารณะนั้น เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
การนำเสนอด้วยกลวิธีแบบอุปลักษณ์อย่างเดียว ไม่อาจเข้าถึงความคิดและทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ถูกครอบงำด้วยเครื่องมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จนมองไม่เห็นว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไรได้ ผู้ที่ “รู้อยู่แล้ว” ยังไม่มีพลังพอจะเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ เราต้องเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้
แต่ผมคงต้องทดสอบตัวเองว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ งานวิชาการชั้นดีใช้ความสามารถและความอดทนอย่างสูงในการผลิต
ต้องเลี่ยงที่จะไม่หมกมุ่นกับงานนั้นๆ จนนึกว่าการตีความของตนเองเป็น “ความจริง” ในทุกกรณี จนภาวะจิตติดขัดและไม่อาจเดินงานในโลกของคนที่อ่อนวิชาการได้
ส่วนที่เขียนแบบอุปลักษณ์เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมายนั้น ให้สบายใจได้ว่าผมไม่เคยคิดและเห็นเป็นเรื่อง “อุดหูขโมยระฆัง” เสียด้วยซ้ำ
อาจารย์คงจำนิทานจีนเรื่องนี้ได้ คนเขลาคนหนึ่งแกจะขโมยระฆังหน้าบ้านเศรษฐี แต่กลัวระฆังจะดังแล้วคนในบ้านจะรู้ ก็เลยทำอย่างแยบคายด้วยการเอาดินอุดหูตัวเองแล้วจึงเอื้อมมือคว้าระฆังใบนั้น ผลคือตัวเองไม่ได้ยินอยู่คนเดียว แต่คนอื่นเขาได้ยินหมดทั้งบ้าน ในที่สุดถูกจับไปโบยหลังเสียอานไป
ผมรับแนวคิดของอาจารย์ครับ แต่ขอเวลาสักนิด.
--------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
--------------------------------------------------------------------------------
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 16 คาดการณ์ผิด

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 16 : คาดการณ์ผิด
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*******************************************************************************
เหิมเกริมถึงกับกล้าคิดว่า สามารถกระทำการอุกอาจแบบนี้ได้กับรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
*******************************************************************************
คาดการณ์ผิด
ระเบิดที่ใครบางคนใส่ไว้ในรถคันนั้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว จะมีเอาไว้ ขู่ หรือ ฆ่า ก็ตาม ผมว่าความน่าสนใจกลับไปอยู่ที่จังหวะการลงมือทำงานครั้งนี้ เขาคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่ จึงกำหนดแผนการออกมาเป็นวัน เดือน และปีอย่างนั้น
คนที่ชอบวางแผนที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมักจะชอบเล่นหมากรุก การเดินแต้มแต่ละครั้งจะต้องวิเคราะห์ล่วงหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผลสอดรับกัน ใครที่คิดได้ล่วงหน้าหลายชั้นมักจะได้เปรียบ และท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ
จะเรียกว่าเป็นเกมต่อภาพ หรือ jigsaw puzzle ก็ยังได้ เพียงแต่ว่าเกมต่อภาพไม่ค่อยสำคัญที่ลำดับก่อนหลัง และสำคัญกว่านั้นคือไม่มีแรงกดดันใดๆ ให้ต่อช้าหรือเร็ว ในขณะที่หมากรุกมีฝ่ายตรงข้ามจ้องอยู่อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง หรือบางครั้งก็เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
กุญแจอยู่ที่ว่าเราต้องเห็นหนทางในการเอาชนะก่อนคู่แข่ง ไม่ใช่ฉลาดทันคนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวดเร็วทันการณ์ด้วย
ความรวดเร็วแบบที่ฝรั่งเรียกว่า velocity นี่แหละที่สำคัญนักหนา
คนทั้งหลายจึงไปมุ่งมั่นที่ความเร็ว จนบางครั้งสุดโต่ง เร็วเกินจนขาดความรอบคอบ กลับไปเสียที่ยุทธศาสตร์ในการเดินอย่างชาญฉลาดเหนือคู่แข่ง กลายเป็นความซวยมาเยือนไปเสียอีก
คนวางระเบิดในครั้งนี้เลือกวันและเวลาที่น่าสนใจคือ ช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ส.ค. ๒๕๔๙
ไม่มีใครทันลืมว่า การปะทะกันระหว่างมวลชนที่สนับสนุนและคัดค้านคุณทักษิณฯ เพิ่งจะเกิดขึ้น ขนาดเลือกตกยางออก จนต้องประกาศถอยกันคนละก้าวอย่างไม่รู้ตัว โดยมวลชนขาประจำในฝ่ายคัดค้าน ซึ่งมีกันไม่กี่คนก็หยุดเดินสายชั่วคราว ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเองก็ปรับเปลี่ยนกำหนดการเดินทางเพื่อลดการเผชิญหน้า
ถึงไม่มีใครยอมรับอย่างเปิดเผย แต่ต่างฝ่ายต่างก็ปรับตัวอยู่ไม่น้อย
เวลาว่างที่เกิดขึ้นกลายเป็นจังหวะที่ใครต่อใครออกมาวิจารณ์กันหนักหน่วง เสียอกเสียใจกันว่าเมืองไทยไม่น่าจะเป็นเช่นนี้เลย ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติจะเป็นอย่างไร ฯลฯ
น่าเชื่อว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดในครั้งนี้ต้องการฉกฉวยเวลาในช่วงนี้เอง
หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นตามที่วางแผนไว้จริง ระเบิดทำงานของมันตามวันและเวลานั้น ชิ้นส่วนภาพต่อที่ออกมาจะทำให้คนพูดกันว่า ในที่สุดความรุนแรงก็เพิ่มความเข้มข้นมาจนถึงจุดระเบิด ทำให้เกิดความสมเหตุสมผลแบบหนึ่ง
และโทษรักษาการนายกรัฐมนตรีว่าเป็นต้นเหตุไปเสียเลย
การเดินหมากในครั้งนี้ดูจะฝากความหวังไว้กับบรรยากาศแห่งการเผชิญหน้าเอามากๆ ขนาดที่ตั้งใจทำให้คนไทยทั่วประเทศ “ไม่แปลกใจ” กับการระเบิดที่หวังจะให้เกิดขึ้น
ครับ คาดการณ์ผิด
ผิดตรงที่ว่าคนไทยทั่วประเทศยังเป็นคนรักสันติและมีเมตตาธรรมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่มีใครร่วมแสดงมุทิตาจิตกับฝ่ายใดก็ตามที่สร้างหรือสนับสนุนความรุนแรงในบ้านเมืองเลย ใครเข้าไปเกี่ยวข้องจะถูกประณามหรือเสื่อมถอยลงทั้งสิ้น
ปะทะกันสองครั้ง โดยไม่มีใครถึงกับบาดเจ็บสาหัส คนไทยก็หยุดยืนนิ่งอยู่ในใจ ภาวนาเงียบๆ ว่าไม่เอาอีกแล้ว
คนที่หวังให้ระเบิดเป็นความต่อเนื่องเพื่อคนที่เห็นแย้งกับนายกรัฐมนตรีจะได้ออกมาเชียร์ ถึงได้อกหักโครม
นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ในอีกประเด็นหนึ่ง
คือเหิมเกริมถึงกับกล้าคิดว่า สามารถกระทำการอุกอาจแบบนี้ได้กับรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผิดขนาดนี้ ต้องจับใส่คุกกันทั้งยวง เพื่อให้มีเวลาคิดใคร่ครวญและปรับเนื้อปรับตัว
----------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 15 ระบอบ-ระเบิด

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 15 : ระบอบ-ระเบิด
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 15 : ระบอบ-ระเบิด
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
******************************************************************************
อะไรที่เกิดในประเทศอื่นและเชื่อว่าไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยได้เลยนั้น บัดนี้ถูกปลดล็อคนั้นเสียแล้ว
อะไรที่เกิดในประเทศอื่นและเชื่อว่าไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยได้เลยนั้น บัดนี้ถูกปลดล็อคนั้นเสียแล้ว
******************************************************************************
ระบอบ-ระเบิด
ถ้าระเบิดทำงานของมันตามที่ได้วางแผนไว้ ขบวนรถที่มีนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น จะกลายเป็นจุลมหาจุล รวมทั้งผู้คนอีกมากมายที่จะได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จากอาวุธสงครามที่มีรัศมีสังหารและทำลายล้างถึง ๕ ตารางกิโลเมตร
คนที่ดูข่าวอดเผลอไปไม่ได้ นึกว่ากำลังดูภาพจากกลางกรุงแบกแดด หรือไม่ก็กรุงเบรุต
ความจริงคือกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ของเทวดา นี่แหละครับ
ข่าวที่เกิดขึ้นนี้จึงยกระดับเมืองไทยไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคืออะไรที่เกิดในประเทศอื่นและเชื่อว่าไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยได้เลยนั้น บัดนี้ถูกปลดล็อคนั้นเสียแล้ว
จากนี้ไปอะไรก็เกิดขึ้นได้หมด
รัฐบาลจึงมีภารกิจอย่างสำคัญที่จะต้องทำให้ประโยคข้างบนนี้ของผมผิดให้จงได้ การสอบสวนหาตัวผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องในแผนการลอบสังหารกลางเมืองครั้งนี้ ต้องกระทำอย่างชนิดพลิกแผ่นดินและไม่หยุดจนกระทั่งทำลายได้ทั้งรัง
เพื่อให้สิ่งที่ใครๆ พูดกันสนั่นเมืองว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ เป็นคำพูดที่ไม่จริง
จะขึ้นไปสูงขนาดไหนก็ต้องขึ้นไป
ประชาชนหลายสิบล้านคนจะยอมต่อตัวให้มือปราบขึ้นไปได้สูงๆ และจับตัวคนที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องเป็นคนชนิดที่ใครๆ กล่าวขวัญว่า นายแน่มาก
นายกรัฐมนตรีนั้นเปลี่ยนได้ครับ ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาหลายครั้งแล้ว แต่กลไกในการพ้นจากตำแหน่งนั้นกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องพ้นตำแหน่งแบบไหนจึงจะรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ได้
พ้นด้วยการลาออกก็ได้
พ้นด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร หากมีเหตุอันควรก็ได้
พ้นด้วยการแพ้เลือกตั้งก็ได้ และออกจะงามด้วย
พ้นด้วยการกระทำความผิดและศาลสั่งให้พ้น ก็น่าจะได้อีก ถึงจะมีข้อกฎหมายให้ขบคิดกันมากมาย โดยเฉพาะในยุคนี้
แต่ถ้าจะให้พ้นไปโดยการสูญเสียชีวิตจากเหตุประทุษร้าย อาจจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ไม่อยู่
เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังและลงมือกระทำการอย่างนี้ ย่อมไม่มีความศรัทธาหรือพอใจในกลไกประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว
ปล่อยให้กระทำได้ดั่งใจ มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจนั้นทำลายประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จ
เรื่องแบบนี้จึงปล่อยไม่ได้
ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด และอย่าได้ครั่นคร้ามต่อสีใดของคนใดเลย ขอให้ทราบเสียด้วยว่า ท่านไม่ได้ทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้เพราะคนชื่อทักษิณ ชินวัตร แต่เพื่อคนสำคัญสองคน
คนที่ชื่อประเทศไทยคนหนึ่ง และคนชื่อประชาธิปไตยอีกคนหนึ่ง
ครับ พูดกันให้ชัดๆ เลยว่า
ระเบิดในคราวนี้ไม่ใช่เพื่อทำลายคนอย่างเดียว แต่คนที่อยู่เบื้องหลังต้องการจะทำลายทั้งระบอบครับ.
---------------------------------------------------------------------------------
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 14 เสียเลือด

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหาร
ตอนที่ 14 : เสียเลือด
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
******************************************************************************
ประชาธิปไตยโดยประวัติศาสตร์จึงแปลว่า ระบอบการปกครองที่เปิดทางให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มาหาทางประสานความต้องการและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
******************************************************************************
เสียเลือด
เห็นคนไทยถึงกับเลือดตกยางออกเพื่อการเมืองแล้วไม่สบายใจเลยครับ เลือดเป็นของที่อยู่ข้างในร่างกายของคนและก็ควรจะอยู่ในนั้นต่อไป เมื่อกระเซ็นออกมาข้างนอกแล้วก็มักจะทำให้อะไรต่อมิอะไรผิดปรกติไป เพราะเป็นภาวะที่ขัดต่อธรรมชาติ
ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาหลายอย่าง แต่หัวใจที่สำคัญอย่างหนึ่งเป็นแน่นอนคือเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม
หรือเกิดแล้วก็ต้องใช้เป็นเครื่องมือฟื้นฟูสันติภาพและสันติสุข พยายามไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ออกจะผิดวิสัยไทยขึ้นที่สยามพารากอนและเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังเป็นประชาธิปไตยกันแค่ไหน โดยเฉพาะในจิตใจ
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสู่พื้นฐานกันหน่อย
สังคมประกอบขึ้นด้วยคนหมู่มาก และคนเหล่านั้นก็พากันหากลุ่มสังกัด เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์แก่ตัวเองบ้างหรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรองต่างๆ บ้าง เมื่อหลายกลุ่มเข้าก็เริ่มจะมีความเห็นไม่ตรงกัน และเมื่อสังคมซับซ้อนยิ่งขึ้น ภาวะที่เรียกว่าผลประโยชน์ขัดกันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมักจะเริ่มจากการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ
อย่างอังกฤษที่ต่อสู้กันด้วยเรื่องภาษี โดยคนชั้นล่างโกรธแค้นที่คนชั้นสูงรีดภาษีไปจนแห้งตัว และคืนกำไรกลับมาน้อยมากหรือไม่คืนเลย ในที่สุดก็เลือดตกยางออกกัน และประชาธิปไตยแบบอังกฤษก็เริ่มปรากฏโฉมขึ้นในนามของเอกสารประกันสิทธิ เสรีภาพ และความสัมพันธ์ทางสังคม ที่เรียกว่าแม็กนา การ์ตา
ประชาธิปไตยโดยประวัติศาสตร์จึงแปลว่า ระบอบการปกครองที่เปิดทางให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มาหาทางประสานความต้องการและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
เพื่อจะได้ไม่ต้องฆ่าฟันกัน ตั้งแต่ทำสงครามโลกไปจนถึงจัดคนมาเดินสายด่าหัวหน้ารัฐบาล จนต้องเกิดปะทะกันเพราะอีกฝ่ายทนการยั่วยุไม่ไหว
ประชาธิปไตยมีอยู่ก็เพื่อดักคอไม่ให้สิ่งเหล่านั้นต้องอุบัติขึ้น
ผมถึงคิดโยงไปถึงแนวความคิดประชาธิปไตยในทันทีที่เกิดเหตุขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสองแห่งนั้น
ฝ่ายรักคุณทักษิณฯ ก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์ชนิดหนึ่งที่มีสิทธิ์แสดงออก
ฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณฯ ก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์อีกชนิดหนึ่งที่มีสิทธิ์แสดงออก
แต่ไม่ใช่ด้วยการยั่วยุกันไปมาโดยรู้อยู่แก่ใจว่าตบะแตกเมื่อไหร่ก็พัง
ต้องย้อนกลับยังวิธีการที่เก่าคลาสสิคที่สุดคือการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้ศาลท่านกำลังจัดกันอย่างสุดเหวี่ยงอยู่
วันที่จะเลือกตั้งก็โปรดเกล้าฯ มาแล้วด้วย
พรรคการเมืองหลักๆ ทุกพรรคก็กำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะเลือกตั้งกันทุกพรรค ไม่มีใครแหลมออกมาประกาศอีกแล้วว่าจะคว่ำบาตรอะไร ยอมเดินไปตามเส้นทางที่ควรเดินทุกประการ
จึงไม่มีเงื่อนไขอะไรที่สมควรจะเสียเลือดเสียเนื้อกันอีก
เหมือนชาติไม่ได้ล่มก็อย่าไปดึงดันว่าข้าจะกู้ให้ได้
เก็บเลือดไว้บริจาดให้สภากาชาดไทยจะเป็นกุศลกว่ามากนัก.
----------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณภาพประกอบจากมติชนออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)