ความยุติธรรมและความเสมอภาคที่แท้จริงไม่มีในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเลือกข้างและกำหนดจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...
3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ
2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์
1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์
สด จาก เอเชียอัพเดท
วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ลูกน้องอันตราย โดย กาหลิบ
เรื่อง : ลูกน้องอันตราย
โดย : กาหลิบ
สังเกตอาการแสดงออกต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ในระยะนี้แล้วก็ออกจะขำ คงจะลืมนัดกันว่าควรจะสื่อสารให้สอดคล้องต้องกันอย่างไร ถึงได้ออกมาคนละแควอย่างนี้
ก็เรื่องขบวนการเสื้อแดงกับข้อกล่าวหาเรื่องเจ้านี่ล่ะครับ
กองทัพบกใหม่ ในยุคที่นักเต้นรำได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก กำลังปั้นเรื่องอย่างเอาเป็นเอาตาย ว่าในโลกนี้มีขบวนการล้มเจ้าไทยจริง ทั้งตัวผู้บัญชาการและลูกหาบอย่างแม่ทัพภาคที่ ๓ ต่างพากันให้สัมภาษณ์อย่างดุเด็ดเผ็ดมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมความคือกองทัพบกยุคนี้จะไม่ทำอะไรอื่นกันแล้ว แต่จะไล่ล่าขบวนการนี้จนสิ้นซาก เพื่อถวายเจ้านายตน ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยในมือ นอกจากข้อกล่าวหาในยุคแรกๆ โดยเครือข่ายผู้จัดการ/ASTV และพรรคประชาธิปัตย์ในยุคที่เป็นฝ่ายค้านเท่านั้น
แต่สื่อมวลชนฝ่ายอำมาตย์กลับหยิบเอากรณีมีข่าวว่า นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำเวทีราชประสงค์ที่ลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์นองเลือด ไปขอรับการตรวจลงตราเข้าประเทศกัมพูชา มาเล่นข่าวในทิศทางตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง พยายามชี้นำว่า ขบวนการเสื้อแดงเดี๋ยวนี้แย่แล้ว แกนนำรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยและกำลังหนีไปคนละทิศละทาง เป็นสัญญาณอนาคตคงไม่สดใสอย่างที่วาดหวังไว้ ขบวนการกำลังระส่ำระสายจนถึงขั้นอาจจะอับปางลง
ถ้าอ่านทีละด้านอาจจะเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะและเชื่อว่าจริง แต่เมื่ออ่านสองด้านควบกันแล้วจะรู้เลยว่าเลอะเทอะกันไปหมด อ่านได้ชัดเจนว่าฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั่นแหละที่กำลังระส่ำ ไม่รู้จะเดินเกมกลต่อไปอย่างไร เพราะขบวนการประชาชนกำลังเข้มแข็งจนไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยไม่เกี่ยวอะไรเลยกับพรรคเพื่อไทยและ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
ความเข้มแข็งโดยธรรมชาติของฝ่ายประชาชน/มวลชนโดยไม่มีหน้าไหนเข้ามาช่วย กำลังทำให้ฝันเรื่องระบอบประชาชนใกล้ความจริงขึ้นมาทุกขณะ
สวนทางกับระบอบเผด็จการโบราณที่ผุกร่อนจนไม่กล้าขยับรุนแรง เพราะเสื่อมถอยรวดเร็วชนิดไม่น่าเชื่อ จนไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่กันหรือไม่
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้บรรดาลูกกระเป๋งทั้งหลายต้องออกทำงานเพื่อรักษาเศษเนื้อข้างเขียงอันเป็นผลประโยชน์ของตัวเองกันเต็มที่ แต่เพราะไม่ได้นัดหมายกัน ก็เลยสื่อสารขัดแย้งกลางอากาศจนผู้คนเขารู้เท่าทันและไม่เชื่อถือ
การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในโลกมักเกิดในขณะที่ความน่าเชื่อถือของรัฐถดถอยลงหรือไม่มีเหลือเลย เหมือนเมืองไทยในขณะนี้
เมื่อไหร่เขาจะรู้กันสักทีว่า ผู้ที่มีฐานอำนาจขนาดมหึมาอย่างระบอบเผด็จการโบราณของไทยนั้น ไม่มีใครจะไปล้มล้างหรือโค่นทำลายเขาได้ถ้าตัวเขาเองไม่ทำลายตัวเองด้วยการคิดผิดและทำผิดซ้ำๆ ซากๆ
ไม่รู้หรอกหรือว่า ไม่มีใครล้มเจ้าได้ยกเว้นเจ้าเอง
ถ้าสื่อสารเมามันมากๆ อย่างที่กองทัพยุคตื้นเขินไร้ปัญญากำลังทำอยู่นี้ ในที่สุดตัวเองก็จะเชื่อในคำโกหกของตัวเอง เหมือนที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งระบอบนาซีเยอรมันเคยเชื่อและฉิบหายมาแล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนในที่สุดก็จะล่มสลายตามกันไป
กองทัพไทยในขณะนี้ ปรายตามองไปก็รู้ทันทีว่า เป็นเรื่องคนโง่ปกครองคนฉลาด ทำให้เกิดความอึดอัดขัดใจไปทั่วองค์กร
ความโง่นี่เองที่จะสร้างความอัปยศต่อเนื่องให้กับคนในเครื่องแบบจนวันหนึ่งจะเหมือนภาวะบ้านเมืองหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และพฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ นั่นคือทหารไม่กล้าสวมเครื่องแบบเดินถนน
พูดกันให้มาก โฆษณาชวนเชื่อกันให้เยอะเถิดครับ คนไทยจะได้รู้เช่นเห็นชาติว่าคนที่พูดมีสันดานและเจตนาร้ายต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร ไอ้เรื่องที่เขาจะเชื่อในสารที่นำเสนอนั้น ต้องย้อนเวลาไทยกลับไปยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงจะได้ผล ในยุคนี้สมัยนี้ประชาชนเขามีฐานข้อมูลดีกว่ากองทัพและรัฐบาลหลายเท่าตัว
สุดท้ายคนที่เป็นอันตรายต่อเจ้า คือตัวเจ้าเองบวกกับลูกน้องของเจ้าที่ชอบพูดเรื่องล้มเจ้านั่นแล.
------------------------------------------------------------------------------
วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553
น้ำท่วมและนองเลือด โดย กาหลิบ
เรื่อง : น้ำท่วมและนองเลือด
โดย : กาหลิบ
มิลาน คุนเดอร่า เคยเขียนเอาไว้ว่า “การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับอำนาจคือการต่อสู้ของมนุษย์ที่จะไม่ลืมเลือน”
อ่านแล้วก็จับใจเสียจริงๆ อุปสรรคขัดขวางอย่างหนึ่งของการพัฒนามนุษย์และสังคมคือความคิดที่จะลืมความทรงจำอันเลวร้ายเสีย เพราะคิดแล้วมันเจ็บปวด เจ็บใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ความลืมง่ายนี่เองที่ทำให้มนุษย์เป็นล้านๆ คนผ่านปัญหาสำคัญมามากมายโดยไม่ได้คิดจะแก้ไขสำหรับคนรุ่นต่อไป
การกระตุ้นความทรงจำจึงเป็นหนทางหนึ่งที่มนุษย์จะก้าวหน้าและพ้นจากความดักดานเช่นที่เป็นอยู่ได้
เรื่องนี้ทำให้คิดถึงเมืองไทยของเราเป็นอันมาก โดยเฉพาะความทรงจำในคืนวันอันเลวร้ายแห่งปี พ.ศ.๒๕๕๓ ทั้งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ที่หลายคนในฝ่ายตรงข้ามกำลังพยายามทำให้เราลืม
เริ่มต้นด้วยคำสั่งห้ามแสดงภาพใดๆ ที่เกี่ยวกับการฆ่าหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในครั้งนั้น จนถึงการสร้างประเด็นข่าวใหม่ๆ มากลบ กรณีล่าสุดเรื่องน้ำท่วมนี่ก็เป็นกิจกรรมหนึ่ง
ความจริงน้ำท่วมปีนี้หนักหนาสาหัสและพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนจริง คนไทยที่มีหัวใจทุกๆ คนควรเข้าช่วยเหลือในทุกทางที่จะทำได้ แต่คำถามคือ การตีฆ้องร้องป่าวของรัฐบาลอย่างที่ทำกันทุกช่องทุกคลื่นในขณะนี้ แต่ไม่มีแนวคิดใหญ่ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดเลยนั้น คือวิธีแก้ปัญหาที่ตรงกับเรื่องแล้วหรือ?
น้ำท่วมซ้ำซากก็ยังท่วมแทบทุกปี นักการเมืองทุกค่ายก็ดาหน้าหาเสียงกันไปโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ
ผลคืออะไร
ข่าวการฆ่าหมู่ประชาชนนับร้อยกลางเมือง ถูกสื่อมวลชนส่งข่าวอื่นๆ มากลบทับจนเงียบหายไปจากความรับรู้สาธารณะ สมประโยชน์ของคนบางคนที่อยากให้สังคมไทยลืมเหตุการณ์เลือดเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีนี้เสียเหลือเกินและจะเสนอแต่ข่าวดีข่าวมงคลของเขานับตั้งแต่นี้ไปโดยอ้างเหตุฉลองใหม่
นี่ล่ะครับเมืองไทย
คนไทยใช่ว่าไร้ปัญญา ใช่ว่าขาดอารมณ์ความรู้สึก และมิใช่คนตายด้านทางความคิดเป็นแน่ แต่กลไกถมทับความทรงจำเก่าทั้งหลายเพื่อให้ยอมตัวเป็นทาสกันต่อไปอย่างสัตว์ที่ผูกไว้จนสยบยอมและเชื่องนั้น มันมากและไหลท่วมทับคนไทยเร็วเสียยิ่งกว่าน้ำท่วมในปีนี้
กลไกที่ทำให้คนไทยขี้ลืม ความทรงจำสั้น และไม่เอาบทเรียนในอดีตหมาดๆ มาปรับใช้เพื่อการพัฒนา เป็นวิถีทางอย่างหนึ่งของรัฐในการควบคุมทางสังคม
ถ้าจะพูดด้วยภาษาของ มิลาน คุนเดอร่า ก็ต้องบอกว่า การทำให้ลืมเป็นการทำให้มนุษย์ที่เรียกตนเองว่าไทย ไม่อาจลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอันล้นพ้นได้ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้มีความจำเป็นต้นทุนแรกเริ่ม
คนเสื้อแดงมากมายออกมาต่อสู้ครั้งนี้เพราะเขายังจำไม่ลืมในสิ่งที่คนบางคนในเมืองไทยทำกับเขาในเหตุการณ์โหด ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ หรือแม้แต่ในเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ที่คำนวณเวลาออกมาเป็นพระเอกหลังจากที่ปล่อยให้คนตายเกลื่อนถนนราชดำเนินเสียก่อน
พลังการต่อสู้เที่ยวนี้จึงเกิดจากความทรงจำในอดีต
มาร่วมกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเมืองไทยสวนกระแสกลไกการทำให้เราลืมกันเถิดครับ.
----------------------------------------------------------------------------
กลอนขอบคุณครอบครัวเสื้อแดง : ควันหลงจากงานโอท็อปเสื้อแดง
ในวันนั้นศูนย์ข่าว "TPNews" ได้ตั้งบูทรับสมัครสมาชิกข่าวสั้น- SMS ผ่านมือถือ, ขายหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คส์ผลงาน "คุณจักรภพ" และจัดมุมให้แฟนคลับเขียนข้อความอวยพร, ให้กำลังใจ "คุณจักรภพ"ด้วย
ณ วันนี้ "สมุดเซ็นเยี่ยม" ทุกเล่ม พร้อมรูปถ่ายแฟนๆ ได้ถึงมือ "คุณจักรภพ" เรียบร้อยแล้ว ด้วยความซาบซึ้งยิ่ง "คุณจักรภพ" จึงฝากรูปถ่ายพร้อมคำขอบพระคุณ เป็นกลอน มาให้แฟนๆ ทุกท่าน ดังนี้ :
ในยามเหนื่อยยามล้าย่อมสู้ไหว
เมื่อครอบครัวเสื้อแดงแรงน้ำใจ
ผมฮึดสู้ขึ้นใหม่เพราะได้แรง
ส่งหัวใจข้ามฟ้ามาอารักษ์
เป็นเสาหลักศักดิ์ศรีที่มีแสง
ฉายบ้านเมืองมืดดำรื้อกำแพง
ประชาธิปไตยฉายแสงด้วยแรงเรา
ขอกราบขอบพระคุณให้ทุนเพิ่ม
กำลังใจใส่เติมดั่งเสริมเสา
สถาบันมวลชนคนอย่างเรา
ย่อมแข็งเท่าหรือแข็งกว่ากาลีเมือง.
วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สองแนวรบ โดย กาหลิบ
เรื่อง : สองแนวรบ
โดย : กาหลิบ
เคยอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ได้อำนาจใหม่ๆ ก็ไม่เคยนึกว่าจะได้พบเจออะไรอย่างนั้นอีกในพุทธศักราชใหม่ โดยเฉพาะความจริงอันเจ็บปวดว่าขบวนประชาธิปไตยทุกสมัยล้วนมีศัตรูสองแนวรบทั้งนั้น
ฝ่ายเผด็จการอำนาจโบราณแนวหนึ่ง
เหลือบในขบวนประชาธิปไตยนั้นเองอีกแนวหนึ่ง
ผลกระทบต่อขบวนการรุนแรงพอๆ กัน
เมื่อ ดร.ปรีดีฯ เอาชนะฝ่ายเผด็จการโบราณได้ยกหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ผู้มีอำนาจเก่าเขาก็วางแผนเอาคืนอย่างแยบยล เขาจึงร่วมกับ “คนกลาง” อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดา หรือ ประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) และอาศัยความขัดแย้งอันเนื่องมาจากเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ประกาศปิดสภาผู้แทนราษฎรโดยสิ้นเชิงหลังจากปฏิวัติประชาธิปไตยสำเร็จเพียงไม่ถึงหนึ่งปี
ความสำเร็จของเจ้าและขุนนางครั้งนั้น มิได้เกิดขึ้นเพราะความชำนาญเกมการเมืองของฝ่ายตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้รับความร่วมมือใกล้ชิดจากคนข้างในของคณะราษฎรเองที่หัวคิดก้าวหน้าสู้ ดร.ปรีดีฯ ไม่ได้ เลยตั้งตัวเป็นเหลือบซ่อนในขบวนประชาธิปไตย และคอยบ่อนทำลายใครก็ตามที่คิดเปลี่ยนแปลงประเทศให้สมเจตนาปฏิวัติ
สายพันธุ์อนุรักษ์ในคณะราษฎรเหล่านี้ ประกอบด้วยคนอย่าง พระยาทรงสุรเดช พระประศาสน์พิทยายุทธ พระยาฤทธิ์อัคเนย์ เป็นต้น
กว่าจะกลับสู่ฐานคิดเดิมของการปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ ก็ต้องให้พระยาพหลพลพยุหเสนาออกแรงยึดอำนาจด้วยกำลังทหารอีกครั้ง กวาดล้างซากเดนศักดินาเหล่านั้นจนกระเด็นไปคนละทางสองทาง ทั้งฝ่ายเจ้า ฝ่ายขุนนาง และฝ่ายที่เป็นขุนนางหัวใจเจ้า
บทเรียนทางประวัติศาสตร์สอนเราว่า ฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยมักแอบคบหาสมาคมและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนในฝ่ายประชาธิปไตยที่จิตใจไม่มั่นคงและแนวทางกวัดแกว่งเสมอ
ขบวนประชาธิปไตยขณะนี้ก็มีคนกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะ “คืนดี” กับฝ่ายที่เขาฆ่าประชาชนกลางเมืองถึงขนาดให้ทำอะไรก็ยอมทำ แถมพกด้วยพวกที่แสร้งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยแต่คอยกราบเท้าผู้คนที่ประชาชนเกลียดชังอยู่ตลอดเวลา พอได้จังหวะเหมาะคนๆ เดียวกันก็วิ่งกลับไปหาบุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยแล้วไปโอ้โลมปฏิโลมให้เขางอนง้อขอคืนดีกับเทวดา
สายพันธุ์ที่ถูกปราบเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕-๗๖ ยังคงเหลือแพร่พันธุ์ต่อมาอีกมากในประเทศไทยให้เห็นได้จนทุกวันนี้
ขบวนประชาธิปไตยมักมีจิตใจสูงไม่คิดทำร้ายล่วงเกินสิทธิมนุษยชนของใคร แต่คราวนี้จำเป็นต้องรู้เจ็บรู้จำกันบ้าง โดยกำหนดไว้ในใจให้ชัดว่าเหลือบในขบวนการประชาธิปไตยประเภทนี้คือเป้าหมายของเราไม่น้อยไปกว่าตัวอำมาตย์ชาติขุนนางเอง
ถ้าไม่ช่วยกันจำ พอฝ่ายประชาธิปไตยชนะ เหลือบเหล่านี้ก็จะตอแหลขอกลับมาได้ดีในฝั่งนี้อีก ตามวิสัยเก่าที่ขูดไม่ออก ประชาชนก็จะถูกหลอกกันต่อไป
ฝ่ายประชาธิปไตยแพ้คนหน้าด้านมาหลายรอบแล้วครับ
เว้นสักครั้งเถิด.
--------------------------------------------------------------------------------
วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553
"บาทแข็งเพื่อใคร? โดย กาหลิบ
เรื่อง : บาทแข็งเพื่อใคร
โดย : กาหลิบ
ค่าเงินบาทมักจะกลายเป็นกรณีการเมืองขนาดใหญ่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากๆ เสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินบาทส่งผลกระทบในทางกว้างและลึก หรือกระแทกผลประโยชน์มากมายของนายทุนการเมืองทั้งหลายเท่านั้น แต่เพราะการปรับเปลี่ยนค่าเงินบาททุกๆ ครั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าคับดินของเมืองไทย เกือบทุกครั้งจึงเป็นการสั่งการโดยตรงหลังคำนวณผลประโยชน์ส่วนตัวเรียบร้อย ผ่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและ/หรือทีมงานแล้วทั้งนั้น
การตัดสินใจส่วนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นภาพสะท้อนระบอบการปกครองที่มิใช่ประชาธิปไตยของไทย แต่คือระบอบทาสใต้ถุนบ้านที่ดำรงสภาพเป็นตัวอยู่เพียงเพื่อรับใช้มูลนายผู้คุ้มหัวกบาลตนเท่านั้น
นักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทยที่เก่งๆ อ่านข้อความข้างบนนี้แล้วก็อย่าได้โกรธขึ้งเลยครับ หลายท่านในสถาบันแห่งนี้เป็นคนดีและเป็นคนเก่ง แต่เมื่อไต่สูงขึ้นไปจนถึงระดับตัดสินใจ ท่านจะพบว่าความอยู่รอดของท่านอิงแอบแนบชิดอยู่กับอำนาจนอกรัฐสภา และเขาก็พยายามคลอเคลียนัวเนียกับท่านเพื่อให้สนิทสนมคุ้นเคยกัน ถึงเวลาเขาก็จะขออะไรบางอย่างที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีค่าเงินบาทและปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ ถ้าขัดใจเขาท่านก็จะโดนอย่างที่คนตรงๆ ที่นั่นเขาโดนกันมาแล้วนักต่อนัก
การแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต่างจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกสมัยจะรู้ได้เองว่า ต้องได้รับไฟเขียวจากใครก่อนจึงจะตั้งได้
ถ้าตั้งไปตามโยบายของตัวเองเป็นเกิดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ขนาดไหนต่อชาติบ้านเมือง
คนที่เขาเป็นอยู่ ตราบใดที่อำนาจโบราณยังพอใจชื่นชมว่ารักษาผลประโยชน์ของเขาได้ดี ก็ไม่มีวันที่รัฐบาลใดๆ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาจะไปยุ่งกับเขาได้ เหมือนรัฐบาลสมัครขยับจะโยกย้ายผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนแรกที่เป็นสุภาพสตรีในครั้งนั้นด้วยความที่แนวทางไม่ตรงกัน สุดท้ายก็ไม่อาจทำได้ เพราะเกิดอาการ “ปกป้อง” ขึ้นมาอย่างหวงก้าง
มาถึงวันนี้ก็เลยตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกันตามใบสั่ง
ยิ่งเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลก็ยิ่งเข้าข่ายเป็น pedigree หรือพันธุ์ดีหนึ่ง
กรณีเงินบาทแข็ง และยังแข็งขึ้นเรื่อยอย่างไม่มีเหตุผล จนคนทั้งหลายที่ไม่มีข้อมูลวงในกำลังจะยากจนลงตามๆ กันนั้น จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของความชั่วร้ายร่วมกันระหว่างระบอบการเมืองกับระบบเศรษฐกิจศักดินา
พวกที่กำลังพยายามปิดประเทศไทยเขาก็ต้องเดินหน้านโยบายตัดวงจรเศรษฐกิจระหว่างประเทศลงให้ได้มากที่สุดเท่าที่โลกเศรษฐกิจเสรีจะอนุญาตให้ทำได้ ในทัศนะเขา การส่งออกหรือนำเข้าของใครย่อมไม่มีความหมายเท่ากับการรักษาทรัพย์สมบัติในประเทศให้เป็นของเขาให้มากที่สุด
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วหากรู้จักบริหารนั้น ผู้มีอำนาจตัวจริงในเมืองไทยกลับกลัวเศรษฐกิจโลก และวิ่งหนี เพราะขนาดของเศรษฐกิจโลกอาจทำให้ความมั่งมีอันล้นพ้นของเขากลายเป็นแค่มดปลวกไปเฉยๆ ในชั่วพริบตาเดียวก็ได้
เงินบาทจึงต้องแข็งไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาหัวหาดเศรษฐกิจของเหล่าอำมาตย์ ในขณะที่คนเดินดินที่ค้าขายเลี้ยงตัวและครอบครัวอย่างคาบเส้น เริ่มสัมผัสได้ถึงความเดือดร้อนจากความเห็นแก่ตัวจัดของคนบางคนและจะได้รับความลำบากมากต่อไป โดยเฉพาะหลังน้ำลด ที่จะต้องใช้เงินซ่อมแซมอะไรต่อมิอะไรอีกมาก
นักธุรกิจสีเหลือง สีชมพู หลากสี และผู้ไม่ยอมมีสีทั้งหลาย โปรดตื่นมาเห็นความจริงเหล่านี้เสียทีเถิดครับ.
---------------------------------------------------------------------------
วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ร้ายกว่ารัฐประหาร โดย กาหลิบ
เรื่อง : ร้ายกว่ารัฐประหาร
โดย : กาหลิบ
หากเขาสั่งรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งอาจจะในเร็ววันนี้ ท่านที่เป็นนักประชาธิปไตยปรองดองทั้งหลายจะยังเดินหน้าปรองดองกับเขาต่อไปไหม?
ขอถามไว้ดังๆ ตรงนี้เพื่อตราเอาไว้ให้ชัด
ได้ยินมาหลายครั้งว่า รัฐประหารสิดี ปวงชนชาวไทยจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และอาจจะทำให้เกิด “ลุกขึ้นสู้” ขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่าคนที่พูดกำลังเตรียมการใหญ่เพื่อประชาธิปไตยในแผ่นดินนี้อยู่ ทั้งที่เห็นวิ่งวุ่นชุลมุนก่อสถานการณ์ที่นั่นที่นี่ เพียงบีบให้เขายอมเจรจาด้วยเท่านั้นเอง ไม่ได้เตรียมการใดๆ เพื่อประชาธิปไตยเลยสักนิด
เมื่อไม่ได้เตรียมตัวให้สมศักดิ์ศรีของระบอบประชาชน การรัฐประหารอีกครั้งในระบอบเผด็จการโบราณก็มีแต่ผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะการไล่ล่าปราบปรามแกนนำแกนนอนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่จนราบคาบด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยมรุนแรง
พวกนักเลือกตั้งอาชีพเขาก็จะกลับไปนอนเงียบๆ ที่บ้านหรือไม่ก็ออกทัวร์ต่างประเทศ คอยเวลาที่คณะรัฐประหารจะดิ้นรนสร้างภาพลักษณ์ด้วยการประกาศการเลือกตั้ง “โดยพลัน” เพื่อให้โลกเห็นว่าไม่ได้ทำรัฐประหารเพื่อตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะลอยเหนือหัวประชาชนออกมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง หวังได้เป็นรัฐบาลด้วยวิธีผสมพันธุ์กับใครก็ได้
ใครตายก็ตายไป คนที่เจนจัดกว่าเขาก็รอดชีวิตอยู่เพื่อเล่นบทบาท “ผู้นำ” กันต่อไปอย่างไร้ความหมาย เพราะอำนาจรัฐที่แท้จริงไม่มีวันอยู่ในมือตน
อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยอธิบายเหตุผลที่ยอมร่วมงานกับคณะรัฐประหารเอาไว้ว่า “...น้ำครึ่งแก้วดีกว่าไม่มีเลย กระผมไม่อยากตายประชดป่าช้า...” แล้วก็กลายเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์กับเขาไปทั้งตัว ทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง
เหตุผลที่ฟังเผินๆ ดูดีแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้เราขาดแกนนำขบวนการประชาชนมาทุกยุคทุกสมัย ก็อ้าขาผวาปีกหิวกระหายไปขอน้ำครึ่งแก้วจากเขา จะไปเหลือศักดิ์ศรีอะไรมาหาน้ำอีกครึ่งแก้วให้กับคนในระบอบประชาชน
คำถามคือหากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันจะเลือกวางจุดยืนทางการเมืองของตนอย่างไร จะผวาหาน้ำครึ่งแก้วหรือ จะกล้าประกาศว่าเอาน้ำครึ่งแก้วของเอ็งคืนไปเถิด ข้าไม่ปรารถนา
อีกไม่นานก็คงจะรู้ทั่วกัน
เดิมทีการรัฐประหารเป็นของแสลงอันดับหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ณ ที่ใดก็ตาม ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องช่วยกันสกัดกั้นและต่อต้านในทุกทาง ถึงวันนี้ภัยอันตรายของรัฐประหารก็ยังมิได้เสื่อมคลายลงไป
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือรัฐประหารไม่ใช่ศัตรูอันดับหนึ่งของระบอบประชาชนอีกแล้วในวันนี้
ศัตรูอันดับหนึ่งของระบอบประชาชนคือผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอมที่เปล่งวาจาประชาธิปไตยอยู่ทุกวัน แต่คอยสกัดกั้นมิให้ขบวนการปฏิวัติของประชาชนเกิดขึ้นได้แม้จะเกิดรัฐประหาร เพราะกลัวว่ากลุ่มผลประโยชน์ของตนจะควบคุมมวลชนไม่ได้เมื่อฝ่ายตรงข้ามสิ้นอำนาจลงและฝ่ายตนจะทะยานขึ้นสู่อำนาจนั้นแทน ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดขบวนประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ เตรียมโค่นฝ่ายเขาลงเพื่อตัวจะก้าวขึ้นเป็นผู้เผด็จการใหม่เท่านั้น
ถ้าคนชนิดนี้ยังเรืองอำนาจอยู่ ขบวนการประชาชนธรรมชาติไม่มีวันจะได้เกิด เพราะเขาต้องการแค่กลุ่มมวลชนที่เขาควบคุมและสั่งการได้จากรีโมทคอนโทรล เขาจึงต้องทำลายพลังมวลชนธรรมชาติและสู้สงครามกับระบอบเก่าไปพร้อมกัน
โดยสรุป หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง พี่น้องประชาชนโปรดฟังเสียงของตัวเองเป็นหลัก อย่าได้หลงเชื่อศัตรูหมายเลขหนึ่งและศัตรูหมายเลขสองของระบอบประชาชนเลยครับ.
---------------------------------------------------------------------
วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คลิปดับเทวดา โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง คลิปดับเทวดา
โดย กาหลิบ
คลิปทุกคลิปที่เป็นหลักฐานว่า ได้เกิดการวิ่งเต้นเอื้อประโยชน์กันขึ้นที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ กำลังส่งผลกระทบทางการเมืองในระดับที่คาดไม่ถึง
ฝ่ายประชาธิปไตยเตรียมรับมือไว้ให้ดี ไม่ว่าจะประชาธิปไตยเลือกตั้งหรือประชาธิปไตยปฏิวัติก็จะเจออย่างเดียวกัน หาก “เขา” ยังไม่สั่งเปลี่ยนแผน
นั่นคือหากคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แปลไทยเป็นไทยว่าผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องและกรรมการองค์กรอิสระไม่อยู่ในความควบคุมโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็ให้เดินหน้าสู่แผนที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ในแผนนั้นมีการรัฐประหารรวมอยู่ด้วย
เรื่องนี้อาจทำให้บางท่านเกิดคำถามว่า แค่ยุบพรรคประชาธิปัตย์และย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ จะเดือดร้อนอะไรนักหนาสำหรับผู้กุมอำนาจเก่า หรือเผด็จการโบราณ ทำไมเขาต้องเสี่ยงภัยถึงขนาดนั้นด้วยเล่า คำตอบก็คือสมดุลขณะนี้เป็นประโยชน์ต่อเขามากที่สุดแล้วในการรักษาระบอบไว้ให้รอด
เขาได้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุมอำนาจในกองทัพบก
เขาได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นหนังหน้าไฟที่เขามั่นใจว่ายังดูได้ในสายตาโลก
เขามีรัฐบาลชุดนี้มาทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการเฉลิมฉลองใหญ่ที่หวังผลให้ช่วยกู้คะแนนนิยมที่ร่วงหล่นลงอย่างน่าใจหาย
สมดุลแบบนี้ ทำให้เขาบรรลุยุทธศาสตร์สูงสุดของเขา นั่นคือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศโดยไม่ต้องเผยโฉมหน้าให้คนเห็นชัด การสูญเสียสมดุลนี้ไป หมายความว่าเขาต้องทำข้อตกลงใหม่กับฝูงสัตว์ทั้งหลายที่เขาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในสูทสากล หรือสวมเครื่องแบบก็ตาม อันเป็นความเสี่ยงที่เขาไม่ต้องการจะเสี่ยง
ถ้าประชาธิปัตย์ถูกยุบ จะเพิ่มดีกรีที่พรรคเพ่ือไทยแย่งเป็นรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ได้
เนวิน ชิดชอบ กำลังเหนื่อยหน่ายสุดๆ กับการร่วมงานกับเผ่าพันธุ์ประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับซีกพรรคชาติไทยพัฒนาที่กินข้าวเคล้าน้ำตาอยู่ตลอดมาเช่นกัน
บรรยากาศอย่างนี้โอกาสของพรรคเพื่อไทยก็ย่อมจะมี ความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ของมวลชนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะทำให้เพื่อไทยเหม็นตามคนเหล่านี้ไปด้วย เขาก็คงคิดไปกู้ชื่อเสียงเอาดาบหน้า ขอเป็นรัฐบาลให้หายอ่อนเพลียเสียก่อน
แต่ถ้ามวลชนผู้รู้เจ็บจำไม่ยอมให้อภัย ก็จะเป็นบทเรียนที่สำคัญอีกบทหนึ่งสำหรับนักการเมืองผู้มักง่ายไร้หลักการ
ค่อยไปว่ากันในขบวนปฏิวัติประชาธิปไตยที่นักการเมืองส่วนหนึ่งจะไม่ได้เข้าร่วม
การสั่งปลด นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากเลขานุการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างฟ้าผ่า และเจ้าตัวรีบผลุนผลันเดินทางออกนอกประเทศในทันที จนสื่อมวลชนตามหาตัวไม่เจอนั้น คืออาการตื่นตระหนกของผู้บังคับบัญชาที่นึกว่าปัญหายังไม่หนักหนาสาหัส สามารถเอานิ้วอุดรูรั่วของเขื่อนใหญ่ที่ใกล้จะพังทลายได้อยู่ ก็จะตายตามนายพสิษฐ์ฯ ผู้รับเคราะห์แทนนายไปในไม่ช้า
งานนี้เป็นเรื่องของตายช้าหรือตายเร็ว ไม่ใช่อมรคือความไม่ตาย
ดูภาพนี้แล้วยังมองไม่เห็นว่าจอมบงการแกจะออกทางไหน วิกฤติที่แกชอบสุมใส่ในชีวิตคนอื่นๆ บัดนี้กลับมาสุมพระเพลิงใส่แกเข้าให้แล้วและร้อนเร่าขึ้นทุกนาที
ถ้าตายเสียก่อนตาย โดยเฉพาะตายในชื่อเสียงเกียรติยศ เขาก็ไม่เรียกว่าอมรเหมือนกัน.
--------------------------------------------------------------------------
วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ประจานตน โดย กาหลิบ
เรื่อง : ประจานตน
โดย : กาหลิบ
กรณีชายฉกรรจ์ ๑๑ คนที่รัฐบาลกล่าวหาว่า ไปฝึกอาวุธในกัมพูชาและเตรียมจะลงมือปฏิบัติการโหดต่างๆ ในเมืองไทย เริ่มกลายเป็นการประจานตัวเองของเมืองไทยขึ้นทุกที
อันดับแรก กรมสอบสวนคดีพิเศษออกมายืนยันว่าข่าวนี้เป็นความจริง และจะคุ้ยค้น “ข้อเท็จจริง” ออกมาเรื่อยๆ ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนของตน
อันดับสอง ผู้บัญชาการทหารบกออกมาปรามว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ควรให้ข่าวเช่นนั้น
อันดับสาม นายกรัฐมนตรีร้อนรนส่งสารไปถึงผู้นำราชอาณาจักรกัมพูชาว่า ความเห็นที่ออกข่าวมากมายโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ไม่ใช่ท่าทีของรัฐบาลไทย อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเลย
อันดับสี่ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งข้อความกลับมาทันควันว่า แล้วที่ท่านรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติบอกว่ามีการฝึกอาวุธในกัมพูชาจริงนั้น ไม่ใช่ความเห็นของรัฐบาลไทยหรอกหรือ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกเลยว่าประเทศไทยภายใต้ระบอบปัจจุบันและรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นปีที่เท่าไหร่ก็เถิด กำลังดำเนินนโยบายที่เต็มไปด้วยหลักการและเหตุผลอันควรค่าแก่ความนับถือของคนในประเทศ เพื่อนบ้านและโลกอารยะโดยทั่วไป แต่กลับสื่อความหมายอย่างอื่นแทน
นั่นคือสภาพอำนาจรัฐของไทยอยู่ในความระส่ำระสาย ไร้เอกภาพ และบดขยี้กันเองระหว่างขี้ข้าต่างกลุ่มอย่างเมามันเพื่อเอาใจนายที่กำลังเสียจริต
อยุธยาตอนปลายอย่างไรก็อย่างนั้น
ภาพของเมืองไทยที่ถูกชี้นำโดยมิจฉาทิฐิ ขณะที่คนไทยเจ้าของประเทศส่วนมากไม่ได้ร่วมรับรู้หรือเห็นด้วยเลยนั้น จึงเป็นภาพแห่งความน่าละอายที่อดีตผู้นำแห่งอาเซียนอย่างไทยลดตัวลงมาเล่นบทนางอิจฉาเหมือนในละครหลังข่าว กล่าวหาใครต่อใครโดยไม่มีหลักฐานและหลักการ จนเขานำมาตอบโต้จนหน้าชาได้
แถมยังพูดแตกต่างกันเองในหมู่ไทยจนเขารู้ความจริงว่าหลังบ้านของเรามีสภาพอย่างไร
ยิ่งมาโหมออกข่าวเศรษฐกิจกันสนุกปากว่า ข้าวไทยกำลังถูกแย่งตำแหน่งแชมป์อันดับหนึ่งของโลกโดยเพื่อนอาเซียนคือเวียดนาม ด้วยสำเนียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาเขา ทำให้ทั่วโลกสงสัยว่าความตั้งใจที่จะแสวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในหมู่อาเซียน หาโอกาสร่วมมือกันแทนที่จะแก่งแย่งแข่งดีกันเมื่อก่อน กำลังถูกทำลายโดยความเห็นแก่ตัวจัดของคนบางคนในประเทศไทยหรือ?
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำสิ่งที่เรียกว่า จิตวิญญาณหรือสำนึกแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Spirit มาโดยตลอด อะไรที่เคยขัดแย้งกันมาแต่อดีต ไม่ว่าประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน ชายแดนที่มีกรณีพิพาท วัฒนธรรมยกตนข่มท่าน เป็นต้น เราเป็นชาติหนึ่งที่ช่วยโน้มน้าวให้ประชาชาติอาเซียนค่อยๆ มองข้ามสิ่งเหล่านี้ และเดินทางสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์ภูมิภาคด้วยความสำเร็จอย่างงาม
ทุกสิ่งที่ระบอบประชาชนเขียนมาด้วยมือ ระบอบเผด็จการโบราณของไทยบวกกับรัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเดินหน้าลบด้วยเท้าอย่างแข็งขัน
ยิงปืนใส่เมียนมาร์
หาเรื่องกัมพูชา
ปรามาสเวียดนาม
จนประเทศไทยทุกวันนี้ไม่มีใครเขาอยากคบ
เงินบาทแข็งราวกับหินอย่างไร้เหตุผลในวันนี้ หาเพื่อนน้ำมิตรที่ไหนมาช่วย offset ยังไม่ได้ รู้ตัวหรือยังว่าเราถูกรังเกียจอย่างไร
นี่ล่ะครับผลของระบอบที่เอาคนบ้ามาปกครองคนดี.
------------------------------------------------------------------------------
วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ไข่อะไร โดย กาหลิบ
เรื่อง : ไข่อะไร
โดย : กาหลิบ
กรณีจับชายไทยจำนวน ๑๑ คน จากรีสอร์ทดอยคู่ฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ดูจะกลายเป็นหน้าแรกๆ ของบทละครเรื่อง “ไล่ล่าคนเสื้อแดง” ที่ตัวละครฝ่ายระบอบเผด็จการโบราณต่างนำมาเล่นกันอย่างเข้าไส้ในขณะนี้ โดยเฉพาะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
สงสัยว่าชายชราผู้เขียนบทละครเรื่องนี้คงเขม้นมองตาจนแทบถลนอยู่ว่าใครจะช่วยเข่นฆ่าพี่น้องร่วมชาติแต่ดันเรียกร้องประชาธิปไตยจนเขาเกลียดหน้าบ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่กระโดดกันเหมือนถูกไฟช็อตอย่างนี้
เรียกว่าเป็นการหาเสียงแบบข้าราชการไทย
ข่าวว่าทางการดีเอสไอได้กันคนทั้ง ๑๑ คนเอาไว้ในโครงการคุ้มครองพยาน โดยหวังจะรีดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “เครือข่ายก่อการร้าย” ก่อนหน้านี้ก็เขียนภาพเสือเอาไว้แล้วเพื่อให้คนไทยกลัว มาบัดนี้จำเป็นต้องปั้นเสือขึ้นมา ๑๑ ตัว เพื่อให้โยงไปถึงบุคคลระดับหัวหน้าเสือ
เสือ ๑๑ ตัวฟังแล้วเหมือนยาแบบโบราณ แต่ขนานนี้เป็นยาพิษต่อขบวนประชาธิปไตยแน่นอน
เจ้าหน้าที่ที่แอบเป็นเสื้อแดงอยู่ในใจบอกพรรคพวกว่า ชาย ๑๑ คนส่วนมากเป็นคนงานก่อสร้างทั้งนั้น การได้ตัวมาจากรีสอร์ทนั้นจริงหรือไม่ ก็ยังกังขากันอยู่ในหมู่เจ้าหน้าที่ แต่คำสั่งเบื้องบนเปรี้ยงลงมาว่าต้องขยายผลข่าวไปตามแนวนี้ และโยงให้ได้ทั้งทางตรงทางอ้อมว่ายังมีขบวนการใหญ่โตกว่านั้นอีก
หาหลักฐานจากอากาศให้ได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ฝึกอบรมด้านการใช้กำลังให้กับคนกลุ่มนี้ เพื่อจะหาเรื่องกัมพูชาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ผู้เขียนบทละครไทยเรื่องนี้เขารู้แล้วว่า มวลชนเสื้อแดงมีแต่จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน จนฝ่ายเขายอมรับกันอ่อยๆ ภายในแล้วว่าสกัดไม่อยู่ ถ้าปล่อยไปไกลกว่านี้จะเป็นผลร้ายอย่างแรงต่อระบอบเก่าไม่ว่าจะเผชิญหน้ากันโดยตรงหรือในสนามเลือกตั้งก็ตาม เขาก็นึกเอาไว้ในใจว่าการรัฐประหารล้มกระดานมันอีกครั้งอาจเป็นสิ่งจำเป็น
กรณีจับคน ๑๑ คน วาดภาพต่อไปถึงขบวนการใช้กำลังอะไรใหญ่โตและมีประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถยกมาเป็นเหตุของการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี
เสือ ๑๑ ตัวจึงจะขยายพันธุ์ไปเรื่อยตามแผนและลมปากของผู้ก่อการร้ายตัวจริง ความตึงเครียดตามแนวชายแดนจะทวีขึ้นทีละน้อยจนถึงจุดระเบิด เพื่อสนองตัณหาและความกระหายอำนาจของพวกไดโนเสาร์ตกหล่มในเมืองไทย โดยเฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่
ดูไปเถอะครับ
ถึงขนาดนี้แล้ว ใครยังคร่ำครวญเกี่ยวกับการเจรจาปรองดองหรือสมานฉันท์รักใคร่กอดจูบอะไร ก็ควรสงเคราะห์ว่าเป็นเสียงละเมอของคนที่ยังหลับไม่ยอมตื่นเท่านั้นเอง
ฝ่ายตรงข้ามเขาไม่คิดจะปรองดองอะไรเลย ใช้สมองมองแทนตาก็จะเห็น
ไม่น่าเล่า มวลชนคนเสื้อแดงส่วนมากถึงไม่ยอมเชื่อถือในเรื่องของการเจรจาปรองดองมาตั้งแต่ต้น
มวลชนเหล่านี้ท่านต่อสู้มาบนท้องถนน เรือกสวนไร่นา ในทุกมุมของเมืองไทยและในโลก ท่านอ่านทะลุมาตั้งแต่ฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะออกไข่ว่าออกมาเป็นตัวเงินตัวทองแน่นอน
มีแต่ระดับนำบางคนเท่านั้นที่ยังเอื้อมมือไปโอบอุ้มฟูมฟัก แถมปรารภว่าตะกวดน้อยนี่มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร
ถ้าเป็นงูเห่าคงกัดตายไปแล้ว แต่นี่มันลูกตัวเงินตัวทองก็คงจะเสื่อมบุญญาบารมีไปตามระเบียบ
ทั้งหมดเป็นไปตามทฤษฎีวิวัฒนาการสังคมทั้งนั้น.
วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บัวจมน้ำ โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง บัวจมน้ำ
โดย กาหลิบ
ยิ่งอายุมากขึ้น พุทธศาสนิกชนอย่างผมก็ยิ่งเข้าใจในการเปรียบเทียบมนุษย์กับบัวต่างระดับขององค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้าลึกซึ้งขึ้น เพราะจริงเสียยิ่งกว่าจริง
มนุษย์บางคนมีจิตพิสุทธิ์สว่างไสว เสมือนบัวที่ชูช่อพ้นระดับน้ำเป็นอันมาก เกินกว่าที่ความทุกข์ยากในบ่อบัวอันเกิดจากปลาหรือเต่าจะเบียดเบียนทำร้ายได้
บางคนอยู่ในระดับเรี่ยน้ำ มองสู่ที่สูงและทำจิตให้สูงตามได้เป็นระยะๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สัตว์ทั้งหลายยังตอดเล็มและลากจมน้ำได้ หากไม่ระวังให้ดี
และหลายคนก็เป็นบัวใต้น้ำ ยังไม่ได้ผุดได้เกิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีสภาพที่เกลือกกลั้วมั่วอยู่กับสรรพสิ่งในบ่อแคบๆ จนเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนตม สุดท้ายก็กลายเป็นอาหารเต่าปลาไป
นำมามองสังคมไทยในขณะนี้ จะเห็นชัดเจนทีเดียวว่ามวลชนคนธรรมดาที่เริ่มตาสว่างและเรียกหาประชาธิปไตยอันแท้จริง เปรียบได้กับบัวระดับที่หนึ่งซึ่งโผล่พ้นน้ำมานานแล้วและกำลังชูช่องดงามด้วยกำลังปัญญาตน
มวลชนส่วนใหญ่ในจำนวนนี้รวมทั้งตัวคนเขียน เป็นบัวใต้น้ำมาก่อนเก่า ครั้งหนึ่งเคยเอาปัญญาของตัวทั้งหมดฝากไว้กับความเชื่อเรื่องยอดมนุษย์ คิดว่าตัวเราก็เท่านี้ จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรรอบตัวได้อย่างไร สยบยอมและรับเอาสิ่งที่เป็นอยู่ ก้มหัวให้กับผู้กุมอำนาจอย่างเต็มที่มาตลอด
ถามเพื่อนฝูงญาติพี่น้องกี่คนๆ ก็แนะนำให้ทำอย่างนั้นทุกที เราก็ทำตามอย่างเซื่องๆ จนรับเชื่อมาเสียนานว่าหน้าที่ชี้นำสังคมมันไม่ใช่ของคนธรรมดาอย่างเรา แต่เป็นของใครก็ไม่รู้ที่เขามีบารมียิ่งไปกว่าเรา จนสุดท้ายก็ไม่เชื่อว่าระบบการเมืองที่ถือว่าเราทุกคนต่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ที่เขาเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยมันจะเป็นไปได้จริง
ระบอบมหาอัศจรรย์เลยเฟื่องฟูอยู่บนหัวของประชาชนที่ถูกหลอกให้หมดความเชื่อมั่นในตัวเองลงไป เหมือนสัตว์ที่กินเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นอาหารมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ระบอบประชาธิปไตยถูกกัดกินด้วยระบอบเผด็จการโบราณอย่างช้าๆ เคี้ยวเอื้องและเนิ่นนาน จนกระทั่งเหลือแต่กระดูก
แต่แล้วเหตุการณ์รอบๆ ตัวก็กลายเป็นวิภวตัณหาผลักดันให้คนไทยดิ้นรนหนีห่างไปจากเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเพิ่งจะรู้ว่าอยู่ที่ใคร และพัฒนาตัวเองในทางธรรมขึ้นมาทุกวันจนตัณหานั้นกลายเป็นกุศลจิตขึ้นมาแทน
วันนี้คนไทยทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลามหรืออื่นใดก็ตาม จึงเรียกร้องในสิ่งที่บัวเหนือน้ำควรได้รับตามธรรมชาติ นั่นคือโอกาสที่จะได้เป็นคนโดยสมบูรณ์ เพียบพร้อมไปด้วยโอกาสที่จะโตขึ้นในทางปัญญาในแบบฉบับของตัวเองและไม่ต้องได้มาด้วยการยอมตัวเป็นทาสใครก่อน
แต่วันน้ีมีแนวโน้มแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง บัวใต้น้ำหลายกอดูเหมือนกำลังจะกอดรัดมิให้บัวอื่นๆ สามารถชูช่อขึ้นเหนือน้ำได้
บัวเรี่ยน้ำที่กำลังจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำบางช่อถูกลากลงไปในน้ำ กลายเป็นบัวจมน้ำไป
นานไปก็จะไม่มีบัวที่ชูช่อเหนือน้ำได้อีกเลย เต่า ปลา และสารพัดสัตว์ก็อิ่มเอมเปรมใจ เพราะไร้ปัญญากันไปทั้งบ่อ เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนั้น
ทั้งนี้จากฝีมือของบัวล้าหลังในบ่อเดียวกันนั้นเอง
จะเป็นเพราะกำลังต่อรองราคากับเต่า ปลา และสารพัดสัตว์ในเปือกโคลนนั้น เพื่อความอยู่รอดเพียงช่วงสั้นๆ ของตัวเองหรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้ ก็เลยกลัวบัวบางช่อจะชูขึ้นเหนือน้ำและรับแสงได้ก่อน
ก็เลยต้องลากลงมาดักดานเท่ากัน.
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐกิจเสื้อแดง โดย กาหลิบ
เรื่อง : เศรษฐกิจเสื้อแดง
โดย : กาหลิบ
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีความสำเร็จอย่างน่าชื่นใจของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว นั่นคือ งานโอท็อปเสื้อแดงที่ผู้คนหลั่งไหลมาเลือกชมและอุดหนุนสินค้าของคนเสื้อแดงด้วยกัน ข่าวแว่วมาว่าประสบความสำเร็จจนคนจัดคิดจะจัดเป็นประจำทุกเดือน และจัดให้เป็นงานมหกรรมสินค้าเสื้อแดงที่ใหญ่โตกว่านี้ด้วยซ้ำไป
ฟังแล้วได้แต่นึกอนุโมทนา ขอให้งานแบบนี้ได้รับผลสำเร็จตามความปรารถนาทุกครั้งไป
เพียงแต่มีเงื่อนไขในใจเล็กน้อยว่า ขอให้ซื่อสัตย์กับคนเสื้อแดงด้วยกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย อย่าคิดเอาเปรียบกันด้วยของคุณภาพต่ำและราคาสูง แล้วความเป็นครอบครัวเดียวกันจะยิ่งแน่นแฟ้น
รู้มาว่า สินค้าและบริการบางอย่างก็มิได้มีคุณวิเศษหรือหาที่อื่นไม่ได้ แต่ผู้บริโภคเสื้อแดงก็ยังพากันอุดหนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เหตุผลจึงมิใช่เพราะกลไกการตลาดปกติ หรือมุ่งยั่วต่อมกิเลสธรรมดาๆ แต่เป็นเพราะความมั่นคงแน่วแน่ที่จะสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยที่ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ อยากให้เป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยของเราบรรลุผลสัมฤทธิ์สมกับการต่อสู้ที่แสนจะยาวนานและเสียสละกันมามาก
จะรู้ตัวกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ คนเสื้อแดงทั่วประเทศและทั่วโลกกำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าความเป็น “ประชาคม” เดียวกันขึ้นแล้ว และเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจเสียด้วย
นี่ล่ะครับ “ประชาคมเศรษฐกิจเสื้อแดง” หรือ “Red-Shirt Economic Community” ของแท้
หรืออยากเรียกให้เท่ว่า RSEC หรือ อาร์เส็ค ก็ไม่ผิดกติกาอะไร
ความจริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนเสื้อแดงไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้นกันในงานนี้ ก่อนหน้านี้มีของซื้อของขายมากมายเหลือคณานับมาแต่ครั้งสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล ลานพระราชวังดุสิต ผ่านฟ้า ราชประสงค์ ฯลฯ กิจกรรมเศรษฐกิจอื่นๆ นอกสนามรบก็มีอีกมาก
ขนาดเครือข่ายขายตรงของคนเสื้อแดงก็ยังมีและดูเหมือนจะเฟื่องฟูเสียด้วย
รถเข็น แผงลอย เปิดท้ายขายของ หรืออะไรแนวนี้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจใหม่ทั้งนั้น
ลำดับความมาเพื่อจะบอกว่าขณะนี้ความมุ่งมั่นทางการเมืองของพวกเราชาวประชาธิปไตยเข้มข้นและชัดเจนมากกว่าทุกครั้งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ถึงขนาดไม่ต้องการจะเสพสินค้าและบริการใดๆ ของเครือข่ายของระบอบเดิม ที่ร่วมมือกันเข่นฆ่าและกดขี่ประชาชนคนธรรมดามาไม่รู้กี่ยุคสมัย
ถือเป็นความก้าวหน้าทางความคิดและเป็นความแข็งแกร่งของภาคประชาชนของแท้
พวกเรากำลังช่วยสะสมต้นทุนของระบอบประชาธิปไตยกันอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว หลายคนถามทุกครั้งที่เจอหน้ากันว่าจะให้ช่วยอะไรกับขบวนการของเราได้บ้าง ผมก็ได้แต่ตอบว่าท่านก็ช่วยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว โดยผ่านความคิดที่ก้าวหน้าและกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งเช่นนี้
เศรษฐกิจคือการจัดการทรัพยากรของสังคมให้สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์และชีวิตอื่นที่ร่วมโลกและสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์อยู่
เดิมทีให้นายทุน ขุนศึก และชนชั้นปกครองเขาจัดการให้อย่างเดียว เราก็คอยรับอย่างไม่มีทางเลือกอันแท้จริง มีสภาพเหมือนชาวนาและไก่ซีพีในโครงการ contract farming
มาบัดนี้เราสร้างทางเลือกของเราเพิ่มขึ้นมา ถึงสินค้าและบริการเหล่านั้นไม่ได้มาจากระบบการผลิตของเราเองโดยแท้หรือทั้งหมด แต่ส่วนแบ่งในหมู่ประชาชนก็มีมากขึ้น แค่ตัดนายหน้าและพ่อค้าคนกลางออกไปในบางขั้นตอน ชีวิตเศรษฐกิจของเราก็เริ่มดีขึ้นแล้ว
กิจกรรมสินค้าเสื้อแดงหรืออะไรเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่หลายท่านนึกและควรหนุนให้จัดกันมากๆ โดยระวังมิให้เฟ้อ
โปรดระลึกเสมอว่า ระบอบประชาชนของพวกเราจะแข็งแกร่งได้ ต้องพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประชาชนขึ้นมาให้เป็นผลด้วย.
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
๖ ตุลากับพฤษภาสองทมิฬ โดย กาหลิบ
เรื่อง : ๖ ตุลากับพฤษภาสองทมิฬ
โดย : กาหลิบ
เมื่อเลือดประชาธิปไตยนองถนนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๕๕๓ คนกลุ่มหนึ่งที่ควรเข้าใจดีที่สุดว่าความหมายของการเข่นฆ่าประชาชนคืออะไรและใครสั่งฆ่า น่าจะเป็นผู้ที่เคย “ชนะ” และ “แพ้” มากับเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมทั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ และ ๒๕๑๙
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นชัยชนะที่มาย้อนคิดในภายหลังแล้วเหมือนถูกเขาหลอกใช้ เขาต้องการจะเข่นฆ่าทำลายสุนัขรับใช้ฝูงเดิมที่เขาควบคุมไม่ได้อีกแล้ว เราก็เข้าไปช่วยเขา ถึงจะด้วยเจตนาบริสุทธิ์ก็เถิด
แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ได้รับน้ำเลี้ยงจากเหตุการณ์นั้น จนชูช่อขึ้นมาได้บ้าง ถึงโดนน้ำกรดรดราดเป็นระยะๆ ก็ยังเหลือเชื้อมาทำทุนจนถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นคุณมากอยู่
แต่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นความพ่ายแพ้ที่หลายคนในขณะนั้นนึกว่าเป็นชัยชนะ ถึงกับฉลองกันในราวป่าก็เพราะเชื่อว่าอีก ๕ ปีศักดินา-จักรวรรดินิยมก็จะแพ้ภัยตัวเองไป แต่แล้วก็ฝันค้าง ต้องย้อนกลับมาค้นหาชีวิตที่ตกหล่นระหว่างทางของแต่ละคน หลงทางเข้าไปในถนนสีเหลือง ชมพู และหลากสีอย่างชนิดถอนตัวไม่ขึ้น และไม่อาจจะร่วมยืนกับสีแดงได้อย่างที่เคยประกาศสัจจะไว้
ลักษณะร่วมที่สำคัญมากของเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กับเมษา-พฤษภา ๒๕๕๓ คือเป็นการใช้ความรุนแรงต่อใคร สั่งการโดยใคร และหวังผลอะไร
ผลคงจะชัดกว่าอย่างอื่นว่า การฆ่าประชาชนกันตรงๆ ด้วยวิธีอันโหดเหี้ยมทารุณ เป็นผลสืบเนื่องมาจากความตระหนกตกใจว่าเกิดภัยคุกคามอย่างหนักขึ้นกับระบอบที่มีตนเป็นศูนย์กลาง จนต้องใช้วิธี “ปราบปราม” แทนการประนีประนอมและประสานประโยชน์ หรือตามครรลองประชาธิปไตยที่จะให้ผลที่ยั่งยืนกว่า
รู้สึกว่ารักษาระบอบของตนไม่ไหวเมื่อใด เลือดก็จะนองแผ่นดินทุกครั้ง
แล้วก็จะโฆษณาชวนเชื่อขนาดหนักเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดและคราบไคล ชูฝ่ายชายและฝ่ายหญิงขึ้นมาเป็นพระเอกนางเอก และโยนให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย ทำไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องจนกว่ากลิ่นเหม็นจะจางหายไปหรือไม่ก็สร้างเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาเบี่ยงเบนความสนใจให้เลิกสนใจกลิ่นเหม็น
หลัง ๖ ตุลาคมเขาก็หวังว่ารัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรจะทำให้ แต่ต่อมาปรากฏว่าตัวรัฐบาลเป็นปัญหามากกว่าจะเป็นทางออก ก็หมดสิ้นกันไป ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้น ดันไปตกอยู่กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งทำให้อย่างเสียไม่ได้ และเริ่มดำเนินนโยบายขัดใจมากขึ้นทุกวัน เช่น ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนประชิดติดกัน เป็นต้น สุดท้ายก็ต้องเรียกนายพลผู้เป็นสาวกอย่าง เปรม ติณสูลานนท์ มาขับไล่ออกจากตำแหน่งไปอีกคน
กระสุนระเบิด M79 และห่ากระสุนที่ระดมใส่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเลือดกระจายไปทั่วนั้น มันคือความตั้งใจที่เกิดจากจิตใจเดียวกันกับที่สั่งใช้พลแม่นปืนและอาวุธนานาชนิดเมื่อเมษา-พฤษภา ๒๕๕๓ นั่นคือผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย ฆ่าได้ ทำร้ายได้ เพราะคนไทยต้องไม่หยุดคิดว่าสิ่งที่ตนเคยได้รับการบอกเล่ามาตลอดชีวิตว่าดีเลิศประเสริฐคนนั้น ความจริงเป็นฆาตกรต่อเนื่องประเภทหนึ่งเท่านั้น
โฆษณาให้ฉ่ำเสียก่อนว่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้ล้วนเป็นคอมมิวนิสต์ แถมยังมีโคตรเป็นญวนเป็นแกว เพื่อจะเข่นฆ่าได้สะดวก ล้างสมองคนเอาไว้ในนามนวพล กระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้าน ร่วมกับทหารตำรวจในงานฆ่าคนสนองเจ้านาย
นั่นคือในปี พ.ศ.๒๕๑๙
โฆษณาให้ฉ่ำเสียก่อนว่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้ ล้วนแต่คิดล้มเจ้าและก่อการร้ายทำลายประเทศตัวเองทั้งนั้น เตรียมคนโลกทัศน์แคบที่ใส่สีเหลือง สีชมพู สีน้ำเงิน และหลากสีเอาไว้เสริมความกระหายเลือด เป็นมวลชนบังหน้าฆาตกรตัวจริงที่คืบคลานเข้าไปจากด้านหลัง
นี่คือในปี พ.ศ.๒๕๕๓
สองพุทธศักราช สองสถานการณ์ ที่เวลาห่างกันถึง ๓๔ ปี แต่สุดท้ายก็คือความโหดเหี้ยมอำมหิตและพฤติกรรมที่เชื่อได้ยากว่าคนไทยจะกระทำต่อกัน อย่างละม้ายคล้ายคลึงกันยิ่ง
------------------------------------------------------------------------------
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
รัฐสามัญชน-ธนบุรี โดย กาหลิบ
เรื่อง : รัฐสามัญชน-ธนบุรี
โดย : กาหลิบ
เมื่อสองร้อยสี่สิบปีที่แล้ว ณ ศุภดิถีที่ ๔ ตุลาคม ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๑๓ สามัญชนผู้รักชาติผู้หนึ่งได้ประกาศสร้างชาติด้วยความร่วมแรงร่วมใจของสามัญชนด้วยกันจนกู้ชาติได้สำเร็จ ท้ายที่สุดก็เกิดเอนกนิกรสโมสรสมมติขึ้นอีกครั้งในแผ่นดิน มวลชนยกให้นายสินผู้เป็นพระยาตากขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์ธนบุรี ด้วยความหมายที่บริสุทธิ์ที่สุด คือการนำชาติไปสู่ความไสวสว่าง และขนานพระนามอันเป็นทางการว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
รัฐสามัญชนดำเนินต่อมาอีกหลายปี ตั้งอกตั้งใจจะวางรากฐานของชาติเสียใหม่ โดยไม่ต้องอ้างความเห็นของผู้ดีเก่ายุคกรุงศรีอยุธยา แต่เพราะตั้งใจแน่วแน่เกินไป และไม่รักษาผลประโยชน์ของฝูงเหลือบประจำแผ่นดิน คือขุนนางอำมาตย์ สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับการรัฐประหารโดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ เปลี่ยนขบวนปฏิวัติสามัญชนคืนสู่ครรลองเก่าที่ขุนนางยุคเดิมเป็นเจ้าชีวิต-เจ้าแผ่นดินประดุจเดิม และเกิดราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาแทนนับแต่บัดนั้น
ในขณะที่กรุงธนบุรีมิได้อาศัยความโอ่อ่าอลังการใดๆ ของอยุธยาเลย กรุงเทพมหานครกลับยึดเอามหานครที่ถูกโค่นล้มนั้นเป็นหลัก เพื่อฟื้นลัทธิเทวราชหรือไศเลนทร์มากลบเกลื่อนลัทธิสามัญชน
สืบนิสัยกันมาจนกระทั่งบัดนี้
กรุงธนบุรีก็มิใช่ว่าจะสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง การมุ่งสังคายนาพระไตรปิฎกอันโอฬารลึกซึ้งอาจจะเร่งรัดแข่งกับเวลาเกินไปบ้าง ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในทางพระศาสนาและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือการเมืองถึงขนาดกล่าวหากษัตริย์สามัญชนว่าเสียพระจริต จนถูกพิพากษาประหารพระชนม์ชีพ แต่ในความเคร่งครัดรัดเร่งนั้นเอง เราได้เห็นว่าสามัญชนผู้ครองแผ่นดินมีความประสงค์จะพัฒนาบ้านเมืองให้จำเริญก้าวหน้าเพียงใด และถูกทำลายอย่างเป็นระบบด้วยเครือข่ายปิศาจชาติขุนนางอย่างไร
เงามืดของการรัฐประหารเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ ทาบทับลงบนแผ่นดินไทยหลายต่อหลายครั้งรวมทั้งครั้งที่สั่งยึดอำนาจจากรัฐบาลสามัญชนคนธรรมดา เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ นั้นด้วย
มีงานศึกษาค้นคว้าหลายเล่มที่จะช่วยให้ผู้ใฝ่ใจเกิดความใสสว่างอย่างดียิ่งในเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ฝีมือร้อยประวัติศาสตร์ของ ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งจนกระทั่งบัดนี้
ในงานชิ้นนี้ อาจารย์นิธิฯ เล่าเรื่องเชิงวิเคราะห์ว่า รัฐสามัญชนที่มีชื่อว่าธนบุรี ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๓ อย่างไร โดยเฉพาะส่วนที่พรรณนาถึงระบบที่ล่มสลายของอยุธยาอันเกิดจากเจ้านายที่เลวร้าย โยงมาถึงการจัดตั้งใหม่ของพระเจ้าตากจนเกิดประสิทธิภาพและกู้ชาติได้สำเร็จนั้น ไม่ผิดอะไรกับการวิเคราะห์เหตุการณ์ร่วมสมัยของไทยเลย
อ่านเสียจะได้รู้ว่าระบบใดๆ ที่ฉ้อฉลตรงใจกลางนั้น ต่อให้ภาพภายนอกแข็งแกร่งขนาดไหนในที่สุดก็จะพังทลายลงมาอย่างไม่เป็นท่า เหมือนปลายอยุธยานั้นเอง
ส่วนเรื่องที่ประชาชนคนธรรมดาไปช่วยกันเก็บซากปรักหักพังมาก่อรูปขึ้นใหม่จนเป็นบ้านเมืองขึ้นมาได้นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับยุคสมัยที่สูงกลับกลายเป็นต่ำ และที่ว่าต่ำกลับกลายเป็นสูงนั่นแล
กำเนิดของกรุงธนบุรีที่เวียนมาบรรจบในวันนี้ จึงเป็นคติที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปัจจุบันสมัย ถึงใครจะบิดเบือนประวัติศาสตร์หวังให้ผู้คนลืมเลือนประวัติศาสตร์สิบห้าปีนี้อย่างไรก็คงจะไม่ได้ผลอีกแล้ว เพราะมวลชนผ่านยุคมืดมานานพอสมควร และได้รับเทียนที่จุดขึ้นอย่างวับแวมมาถือไว้ในมือ กำลังจุดต่อๆ กันไปอย่างแน่วแน่มั่นคง
อะไรที่เคยมืดจะสว่าง
อะไรที่สว่างอยู่แต่เดิมก็จะสว่างโพลงขึ้น จนปิศาจร้ายที่สิงสู่อยู่ในรูปทองต้องกระโดดหนีเพราะแพ้ภัยมวลชน
ไม่มีอะไรที่คนโกหกจะกลัวเท่ากับความจริง
ไม่มีอะไรที่คนใจบาปจะเกรงเท่ากับคราบนักบุญ
มาฉลองกรุงธนบุรีกันเถิดครับ.
-----------------------------------------------------------------------------