ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...

3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ

2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์

1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์

สด จาก เอเชียอัพเดท

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 63 คิดถึงคึกฤทธิ์


ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 63: คิดถึงคึกฤทธิ์
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)

*******************************************************************************
ลมในท้องมากเกินสมควร จนผายลมเรี่ยราดไปหมดทุกที่ ก็ยังมีคนคิดว่าท่านหมดศรัทธากับการเมืองไทยในขณะนั้น ถึงขนาดคิดว่าเรื่องตดสำคัญกว่า

*******************************************************************************
คิดถึงคึกฤทธิ์

ในบรรยากาศการเมืองแบบรวมสังขารไม่ค่อยติดอย่างนี้ ได้แต่นึกถึงอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ หรือ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถ้าอาจารย์ยังอยู่ ป่านนี้คงจะมีคนออกมาเตือนสติทุกฝ่ายให้คิดอะไรไกลกว่าปลายจมูกของตัวเองแล้ว

คนที่เกิดไม่ทันเห็นฤทธิ์ของอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ อาจจะคิดว่าเพราะความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือความเป็น “สยามรัฐหน้า ๕” อันเป็นบทความทรงอิทธิพลยิ่งในยุคหนึ่งล่ะกระมัง ที่ทำให้ชื่อของท่านยังดำรงคงอยู่จนถึงวันนี้ ถึงขนาดที่หนังสือของอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ ไม่เคยหายไปจากแผงหนังสือ

ถ้าจะใช่ก็คงเป็นเพียงเหตุประกอบ ความสำคัญของอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ อย่างแท้จริงอยู่ที่ท่านทำตัวเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยทุกรุ่น ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และฐานะ ให้เข้าใจร่วมกันอย่างดื่มด่ำว่าความเป็นไทยคืออะไร

เพื่อป้องกันการนองเลือดที่ไร้ความจำเป็นอย่างที่เห็นในที่อื่นๆ

ท่านใช้การพูด เขียน เคลื่อนไหว ไปจนถึงการออกรบเพื่อสื่อสารทางการเมืองในยุคที่ประชาธิปไตยอ่อนแอเสียเหลือเกินในเมืองไทย และที่สำคัญคือใช้ตัวท่านเองเป็นหนูทดลองทางการเมืองมาไม่รู้จักเท่าไหร่ ถึงขนาดจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคร่วมกว่าสามสิบพรรค ซึ่งจะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่ทุกเวลานาที เพื่อให้รู้ว่ารัฐบาลควรมาจากพรรคการเมือง

ถึงจะผีเข้าผีออกบ้างตามประสาศิลปินขนาดท่าน แต่ความคิดเห็นทางการเมืองทุกครั้งแจ่มชัดและถือเป็นหลักได้เสมอ

มานึกย้อนในวันนี้ ซึ่งไม่ได้มีเหตุปัจจัยอะไรเป็นพิเศษนอกจากระลึกถึงท่านขึ้นมาเฉยๆ ผมเริ่มเห็นได้ชัดว่าอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ ดำรงอิทธิพลได้นานและลึกซึ้งเพราะท่านวางตัวได้เหมาะเจาะดี

ไม่เคยเป็น NGOs ที่ยกตัวขึ้นมาเหนือหัวมนุษย์ เพราะคิดว่าตัวเองศีลสูงหรือบริสุทธิ์กว่าเขา

ไม่เคยเป็นสื่อมวลชนที่แยกตัวออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ในสังคม แล้ววิจารณ์เอาๆ เหมือนประเทศไม่ใช่ของตัว หรือเห็นว่าใครมาสู่อำนาจแล้วเป็นศัตรูหมด

ไม่เป็นนักวิชาการที่คอยมองหาช่องทางที่จะเขยิบฐานะทางสังคมโดยทำตัวเป็นคนรับใช้ชั้นสูง

ไม่ใช่นักธุรกิจที่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินจนลืมใช้เงินเพื่อคนอื่น หรือแบ่งปันในทางที่เหมาะสม

และไม่เคยหลบซ่อนอคติของตัวเองเอาไว้หลังคนอื่นหรือซ่อนเอาไว้ในใบหน้ายิ้มแย้ม อาจารย์คึกฤทธิ์ฯ มีอคติกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์อย่างไร ท่านก็แสดงออกมาตรงๆ หรือไม่ก็เสียดสีแบบของท่านจนเรารู้และเข้าใจ เมื่อจะอ่านข้อเขียนหรือฟังคำพูดของท่านเกี่ยวกับอาจารย์ปรีดีฯ เราก็มักจะระวังหน่อยทุกทีไป

ความชัดเจนและแท้จริงแบบนี้ ทำให้อาจารย์คึกฤทธิ์ฯ เป็นที่พึ่งทางความคิดที่ใครๆ ก็รับฟังและข้อเขียนของท่านแทบทุกชิ้นจะมีคนอ่านอย่างพิเคราะห์ราวกับถอดรหัส

มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างลึกล้ำ เพราะนักการเมืองอ่าน ประชาชนทั่วไปอ่าน นักปราชญ์ราชบัณฑิตอ่าน และระดับที่สูงยิ่งในเมืองไทยก็ยังอ่าน บางครั้งเขียนเรื่องน้ำพริก ช้าง พระ ผี หรือไปเที่ยวต่างประเทศมา ท่านก็เขียนให้คนนึกว่ามีนัยทางการเมืองได้ทุกทีไป

ครั้งหนึ่งท่านเขียนเรื่องของการผายลมหรือตด เพราะมีผู้อ่านที่ใช้นาม “คุณ ส.ท.” หารือมาว่าไม่ไหว ลมในท้องมากเกินสมควร จนผายลมเรี่ยราดไปหมดทุกที่ ก็ยังมีคนคิดว่าท่านหมดศรัทธากับการเมืองไทยในขณะนั้น ถึงขนาดคิดว่าเรื่องตดสำคัญกว่า

รำพึงมานี้เพื่อจะถามดังๆ ว่า เมืองไทยไม่มีใครอย่างนี้อีกแล้วหรือ ที่จะไม่แบ่งเขาแบ่งเรากันจนพูดจากันไม่รู้เรื่อง หรือมีภูมิปัญญาที่ไม่แสดงเอาความเท่ใส่ตัว แต่เพื่อให้เกิดแสงสว่างขึ้นจริงๆ ในสังคมที่กำลังอลหม่านไปด้วยอวิชชา โดยสนใจตัวเองน้อยกว่าสนใจประเทศชาติ

จนสามารถตะโกนเสียงดังก้องฟ้าได้ว่า “กูไม่กลัวมึง”

คิดถึงอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ ครับ.

----------------------------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น