ความยุติธรรมและความเสมอภาคที่แท้จริงไม่มีในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเลือกข้างและกำหนดจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ผู้นำการต่อสู้แนวปฏิวัติ...
3. อ.ปิยบุตร-อ.วรเจตน์-คุณดอม-ป้าโสภณ รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์ฯ
2. "ท่านวีระกานต์" รำลึกสี่ปีการจากไป...ลุงสุพจน์
1.จักรภพ รำลึกสี่ปีฯ.. ลุงสุพจน์
สด จาก เอเชียอัพเดท
วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 45 คนพันธุ์พิเศษ

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 45 : คนพันธุ์พิเศษ
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*******************************************************************************
คนเขาเก่งเย็บปักถักร้อย จะจับไปแข่งกีฬาพุ่งแหลนก็จะกลายเป็นคนไร้ความสามารถ
*******************************************************************************
คนพันธุ์พิเศษ
กำลังเสี่ยงทายกันอย่างเมามันว่าใครจะบุญหล่นทับได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
ได้เห็นการรณรงค์หาเสียงแบบแปลกๆ ของคนอาจจะเรียกได้ว่าผู้ดีเก่าหลายคน ซึ่งจะไม่ยอมแสดงออกตรงๆ ว่าปรารถนาอะไรอยู่ในใจ แต่จะแสดงด้วยบทบาทที่สมควรได้รับรางวัลตุ๊กตาทองยิ่งกว่า เช่น แสดงความเห็นเชิงนโยบายออกมาดังๆ เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยไม่มีลูกน้องห้อมล้อมรับใช้ (เพื่อให้สมกับรัฐบาล “สมถะ”) ให้คอลัมนิสต์เขียนสนับสนุน (หรือเล่นงานคนที่ดูจะเป็นคู่แข่งได้) ฯลฯ
คนที่เฝ้ามองอยู่เริ่มส่งเสียงเชียร์บ้าง ยี้บ้าง หรือบางคนก็มีคำถามอยู่ในใจ
เสียงซุบซิบเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวบุคคล ความสำคัญคงไม่อยู่ตรงนั้นนัก สิ่งที่หลายคนเริ่มจะรู้สึกและหยิบมาเป็นประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ คือภูมิหลังด้านวิชาชีพของคนที่ถูกเอ่ยนามขึ้นมาแต่ละคน
โดยเฉพาะคนที่รับราชการมาตลอด กับคนที่ไม่ใช่
ความเป็นข้าราชการหรือไม่ ดูจะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการคัดเลือกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถ้ามองอย่างวิเคราะห์ก็จะเข้าใจ ก็นายกรัฐมนตรีเองรับราชการทหารมาตลอดชีวิต ไม่เคยเบี่ยงไปในทิศทางอื่นใดเลย คนที่ท่านน่าจะไว้วางใจและ “รู้จัก” ก็คงวนเวียนอยู่ในระบบราชการ
ความจริงท่านจะหกคะเมนตีลังกาอย่างไรในการเลือก ก็เป็นสิทธิ์ของท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
แต่ในเมื่อรัฐบาลมีผลต่อคนทุกคน ก็เลยต้องขอส่องกล้องเข้าไปดูหน่อย
ดูห่างๆ ก็พอจะเดากรอบความคิดของท่านได้บ้างแล้ว
คนเก่งเศรษฐกิจต้องอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
คนเก่งนโยบายต่างประเทศจะเป็นใครได้เล่า ก็กระทรวงการต่างประเทศ
นโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ใครจะเก่งกว่าทหาร เพราะฉะนั้นต้องตั้งให้ทหารเป็น
กระทรวงมหาดไทยซับซ้อนอาศัยบารมีสูง หาอดีตปลัดกระทรวงมาสักคน เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ
นี่คือกรอบความคิดที่เชื่อว่าข้าราชการเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรนี้
ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องลดลงไปเป็นตัวประกอบ แข่งบุญบารมีกับเขาอย่างไรไหว
ผมก็เชื่อมั่นครับว่าข้าราชการที่เก่งนั้น มีความสำคัญต่อบ้านเมืองและสมควรได้รับการยกย่องในทุกทางที่ทำได้
แต่โปรดอย่าลืมว่าข้าราชการถูกสร้างและพัฒนามาตลอดชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบบและครรลองที่มีอยู่แล้วในบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อสร้างระบบและวางครรลองใหม่
น้อยจนแทบจะหาตัวไม่ได้เลย สำหรับข้าราชการที่เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้โดยเปลี่ยนแปลงทุกอย่างรอบตัวมาตลอด ส่วนใหญ่ได้ดีเพราะทำตามคำสั่งได้ดี และได้รับรางวัลในวิชาชีพของตัวเมื่อพิทักษ์รักษาสิ่งที่เป็นจารีตประเพณีในการทำงานในหน่วยงานนั้นๆ ได้
ข้าราชการจึงอยู่ในกรอบหรือแนวความคิดอนุรักษ์นิยม ใครที่เป็นเสรีนิยมจนเกินไปจะทนอยู่ในระบบราชการไม่ไหว หรือบางทีระบบราชการก็ทนคนๆ นั้นไม่ไหว โยนออกไปนอกระบบก็เห็นมามากแล้ว
แต่เรากำลังกระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอดในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน พูดกันจนปากฉีกไปถึงรูหูว่าผู้นำในทุกระดับต้องมีทัศนคติที่ดีต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และสามารถผลักดันให้หน่วยงานของตนเองเจริญก้าวหน้าสอดคล้องกับโลก โดยไม่จมน้ำตาย
จะไปหาแบบนี้ที่ไหนในระบบราชการ?
ข้าราชการก็อย่าเพิ่งฉุนโกรธ ความเก่งกล้าสามารถของท่านนั้นมีมากและเป็นปัจจัยรักษาประเทศนี้มาตลอดด้วย แต่คำถามก็คือความเก่งนั้นตรงกับโจทย์ที่ประเทศไทยในกระแสโลกภิวัตน์ได้รับมาหรือไม่
คนเขาเก่งเย็บปักถักร้อย จะจับไปแข่งกีฬาพุ่งแหลนก็จะกลายเป็นคนไร้ความสามารถ
โดยสรุป คณะรัฐมนตรีในโลกปัจจุบันต้องเลือกสรรจาก “กรอบความคิด” ก่อน “ความรู้ความสามารถ” ครับ ยกเว้นจะไม่เอาจริงกับการยกระดับประเทศนี้.
----------------------------------------------------------------------------------------
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
ปฏิรูป...แนวทางทำลายประชาธิปไตย โดย จักรภพ เพ็ญแข

เรื่อง : ปฏิรูป...แนวทางทำลายประชาธิปไตย
โดย : จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา : คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่
***************************************************************************
น่าสังเกตว่า ในระยะนี้มีการพูดถึงแนวทางในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและสมควรถกเถียงกันให้กว้างขวาง น่าจะเป็นเพราะการเคลื่อนทัพของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นัก จนมวลชนเกิดความล้าและเกิดคำถาม ในที่สุดก็ฝ่ายที่กุมการนำในขบวนการประชาธิปไตยให้คำตอบง่ายๆ ว่าเราต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาและเลือกตั้งใหม่
โดยหวังจะใช้อำนาจรัฐจากการเลือกตั้งสถาปนาประชาธิปไตยในบ้านเมือง ตามแนวทางที่เรียกอย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า “ปฏิรูป”
คำๆ เดียวกับการรวมอำนาจรัฐสู่ศูนย์กลางในสมัยรัชกาลที่ ๕ ล้มอำนาจของขุนนางและรัฐบาลท้องถิ่นลงเกือบเด็ดขาด
คำๆ เดียวกับชื่อคณะทหารที่ก่อการยึดอำนาจรัฐ หลังสังหารโหดนักศึกษาและประชาชนในฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
คำๆ เดียวกับที่นักวิชาการในพระบรมราชูปถัมภ์อย่าง นายแพทย์ประเวศ วะสี ชอบใช้ เช่นเมื่อครั้งที่ผลักดันให้เกิดการ “ปฏิรูปการเมือง”
การใช้คำพ้องกันเช่นนี้มิใช่เหตุบังเอิญ แต่มีสิ่งที่เชื่อมโยงความคิดในหัวสมองแต่ละคนเข้าด้วยกัน ความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ทางความคิดที่ว่านี้ ก็มิได้หมายความว่าเขาร่วมกันวางแผนหรือนัดกันมาพูด แต่เป็นทัศนะที่สะท้อนความคิดในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ความก้าวหน้าหรือล้าหลังจึงไม่แตกต่างจากกันนัก
ถ้าเอาทัศนะทางประวัติศาสตร์มาจับ จะพบว่าการ “ปฏิรูป” ที่ผ่านมาในสังคมไทยแทบไม่ได้ก่อผลเปลี่ยนแปลงต่อระบอบประชาธิปไตยเลย การปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ ๕ ส่งผลให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมีความสมบูรณ์และเข้มข้นขึ้น อำนาจอธิปไตยก็อยู่ที่พระมหากษัตริย์มิใช่ประชาชนส่วนใหญ่ การปฏิรูปของระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ที่เรียกว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ซึ่งความจริงคือ “ขวาฆ่าประชาธิปไตย” เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ก็ทำให้เกิดเผด็จการเต็มรูปที่กลายพันธุ์มาเป็นเผด็จการอำพรางหรือประชาธิปไตยครึ่งใบจนกระทั่งปัจจุบัน การปฏิรูปแบบของหมอประเวศและคณะก็มิได้ทำให้ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มิหนำซ้ำเมื่อเกิดการรัฐประหาร ยังไปแสดงท่าทีหนุนผู้ทำลายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย
คำว่า “ปฏิรูป” มีความไพเราะในทางภาษา แต่ในเชิงประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทยแล้ว นี่คือคำอัปมงคลอย่างยิ่งทีเดียว
จะเรียกให้เท่ว่าเป็นศัพท์หรือวาทกรรมประเภท “ปิศาจบัญญัติ” ก็ยังได้
ข้อเสนอให้ “ปฏิรูป” ในเมืองไทยแทบทุกครั้งคล้ายจะแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไปช่วยส่งเสริมระบอบตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตยทุกทีไป เพราะท้ายที่สุดก็จะยื่นคอมาเจื้อยแจ้วกับมวลชนว่า เมืองไทยเรายังไม่พร้อม ต้องค่อยเป็นค่อยไป และรักษาโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ไปก่อน
ครับ “ปฏิรูป” ของคนเหล่านี้หมายถึงการรักษาสถานภาพเดิม (status quo) เท่านั้นเอง
ประชาชนไม่ได้อะไรเลย มิหนำซ้ำยังถูกด่าว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจและทำภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายเสียอีก
คนที่มักพูดว่าต้องประนีประนอมนั้น ควรถามตัวเองเงียบๆ ว่าหลักการประชาธิปไตยอันแท้จริงนั้นประนีประนอมได้จริงหรือ
ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของคนอื่นไปก่อน ประชาชนค่อยเอาทีหลังหรือไม่ต้องสูงสุดก็ได้หรือ
เสรีภาพมีบ้างไม่มีบ้าง เรื่องไหนเขาใจดีให้มี ก็มี เรื่องไหนขัดผลประโยชน์เขา เขาไม่ให้ ก็ต้องหมอบกราบยอมรับกระนั้นหรือ
หลักกฎหมายหรือนิติธรรม ที่มาของความยุติธรรม มีบ้างไม่มีบ้างก็ได้หรือ ฯลฯ
ถ้าคิดอย่างวิญญูชนแล้ว จะพบว่าหลักการเหล่านี้ประนีประนอมไม่ได้หรอกครับ มีทางเลือก ๒ ทางเท่านั้นคือ มี หรือ ไม่มีประชาธิปไตยในบ้านเมือง
มองในแง่ดี คนที่เสนอ “ปฏิรูป” บางคนอาจจะหวังให้เป็นยุทธวิธี แต่ขอให้ดูของจริงประกอบไปด้วยเถิดว่า ผู้มีอำนาจรัฐที่เข้ามาปะเหลาะฝ่ายประชาชนในอดีตให้ยอมรับ “ปฏิรูป” แทน “ปฏิวัติ” นั้น ในที่สุดแล้วเป็นหมาจิ้งจอกที่สวมขนแกะอารีมาคุยกับท่านใช่หรือไม่ สุดท้ายท่านก็ร่วมปล้นหลักการประชาธิปไตยจากมือประชาชนไปใส่มือเขา จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามใช่หรือไม่
แต่ละท่านก็อาวุโสมากแล้ว ทำบุญให้กับคนรุ่นหลังด้วยการให้กำลังใจและประสบการณ์กับเขาเถิดครับ อย่ามาหลอกล่อลูกหลานเพื่อจะได้เป็นใหญ่และลบปมด้อยอดีตของตัวเองอีกต่อไปเลย
หยุดหลอกเถิดครับว่า “ปฏิรูป” จะทำให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริงในประเทศไทยได้ ล้มลุกคลุกคลานมากี่หนกี่ครั้งแล้วจำไม่ได้หรือครับ
การสถาปนาประชาธิปไตยแท้จริงในเมืองไทยได้ ต้องกระทำโดยกระบวนการปฏิวัติอย่างสันติ เป้าหมายคือโอนถ่ายอำนาจอธิปไตยในมืออำมาตย์มาเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเท่านั้น ถ้าหากฟังคำว่า ปฏิวัติ แล้วสะดุ้งตกใจ ก็ควรร่วมกันอธิบายความต่อมวลชนที่ยังไม่กระจ่างให้ท่านรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าคำๆ นี้เป็นเพียงยุทธศาสตร์ของภารกิจ ส่วนเป้าหมายคือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยความเคารพนบนอบในมหาประชาชน ไม่ใช่ฆ่าฟันกันเป็นบ้าเหมือนเขมรแดง
อย่าลืมว่าถ้าเราเป็นมหาอำมาตย์ในวันนี้ เราก็ต้องคิดฮุบขบวนการเสื้อแดง ดูดกลืนเอามาเป็นของเรา เพราะสีเหลืองอย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว เราต้องการทั้งสีเหลือง สีชมพู สีขาว และสีแดงมาเป็นฐาน เราจึงจะตั้งตัวอยู่บนนั้นได้อย่างมั่นคง
ถ้า “ปฏิรูป” แล้วอำนาจรัฐไม่เปลี่ยนมือ ได้แต่เล่นละครเป็นรัฐบาลไปวันๆ ก็เท่ากับช่วยให้แผนฮุบเสื้อแดงเป็นผลมากขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีภารกิจต่อเนื่องจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ ครับ ไม่ใช่ต่อจากการปล้นบ้านเมืองตามคำสั่งนายอย่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่.
----------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
TPNews - เชิญสมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS)
***อีกช่องทางหนึ่งของการติดตามข่าว "TPNews" เชิญสมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS)***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารของคนเสื้อแดง โดยทีมงานคนเสื้อแดง เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารของคนเสื้อแดง โดยทีมงานคนเสื้อแดง เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ 1

แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ ๑
เรื่อง จุดยืนต่อการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตย ๑๒-๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓
กลุ่มแดงสยามขอแสดงความสนับสนุนมวลชนผู้มีเจตนารมณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เดินทางมาชุมนุม ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันศุกร์ที่ ๑๒ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ และขอแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญทางการเมืองของมวลมหาประชาชนผู้แสวงหาประชาธิปไตยอันแท้จริง ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์และประชาธิปไตยที่เป็นสากล มิใช่เพียงระบบการเมืองจอมปลอมในระบอบการปกครองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางประชาธิปไตย เราเชื่อมั่นว่าบัดนี้พี่น้องประชาชนมีความก้าวหน้าและมีความพร้อมที่ปกครองบริหารตัวเองโดยผ่านระบบตัวแทน โดยไม่ต้องอาศัยระบบอุปถัมป์แบบเผด็จการใดๆ มารองรับ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มแดงสยามขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนยึดเอาประชาธิปไตยอันแท้จริงเป็นจุดมุ่งหมาย และให้การยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ดี การเลือกตั้งทั่วไปก็ดี หรือการตั้งรัฐบาลจากผลการเลือกตั้งก็ดี เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น การยุบสภา การเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาล หากเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย หรือเผด็จการโบราณ เราจักไม่ถือเป็นชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยและมวลมหาประชาชน และจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุจุดมุ่งหมายตามแนวทางประชาธิปไตยที่ได้ตั้งไว้
การบรรลุเป้าหมายคือระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงนั้น เราจะใช้การปฏิวัติอย่างสันติเป็นกระบวนการขับเคลื่อน รูปธรรมคือระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยจะไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยเชิงสัญลักษณ์ เชิงรูปแบบหรือระบอบประชาธิปไตยน้ำใต้ศอกใดๆ อีกต่อไป
หากผู้ถืออำนาจรัฐในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยใช้อำนาจป่าเถื่อนหรือเล่ห์กลใดๆ ก็ตาม เช่น การปราบปรามประชาชนด้วยกำลัง การแบ่งฝ่ายประชาธิปไตยออกเป็นส่วนๆ ด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย เป็นต้น กลุ่มแดงสยามจะถือว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนเป็นฝ่ายปฏิกริยาของขบวนการปฏิวัติโดยสันติ และสงวนสิทธิ์ที่จะให้มวลมหาประชาชนตัดสินความผิดดังกล่าวนั้นโดยพลัน
แถลงไว้ ณ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓
----------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 44 คนพันธุ์พิเศษ

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ก่อนรัฐประหารตอนที่ 44 : คนพันธุ์พิเศษโดย : กาหลิบพิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2553 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*********************************************************************************
คนเขาเก่งเย็บปักถักร้อย จะจับไปแข่งกีฬาพุ่งแหลนก็จะกลายเป็นคนไร้ความสามารถ
*********************************************************************************
คนพันธุ์พิเศษ
กำลังเสี่ยงทายกันอย่างเมามันว่าใครจะบุญหล่นทับได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เห็นการรณรงค์หาเสียงแบบแปลกๆ ของคนอาจจะเรียกได้ว่าผู้ดีเก่าหลายคน ซึ่งจะไม่ยอมแสดงออกตรงๆ ว่าปรารถนาอะไรอยู่ในใจ แต่จะแสดงด้วยบทบาทที่สมควรได้รับรางวัลตุ๊กตาทองยิ่งกว่า เช่น แสดงความเห็นเชิงนโยบายออกมาดังๆ เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยไม่มีลูกน้องห้อมล้อมรับใช้ (เพื่อให้สมกับรัฐบาล “สมถะ”) ให้คอลัมนิสต์เขียนสนับสนุน (หรือเล่นงานคนที่ดูจะเป็นคู่แข่งได้) ฯลฯ
คนที่เฝ้ามองอยู่เริ่มส่งเสียงเชียร์บ้าง ยี้บ้าง หรือบางคนก็มีคำถามอยู่ในใจ
เสียงซุบซิบเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวบุคคล ความสำคัญคงไม่อยู่ตรงนั้นนัก สิ่งที่หลายคนเริ่มจะรู้สึกและหยิบมาเป็นประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ คือภูมิหลังด้านวิชาชีพของคนที่ถูกเอ่ยนามขึ้นมาแต่ละคน
โดยเฉพาะคนที่รับราชการมาตลอด กับคนที่ไม่ใช่
ความเป็นข้าราชการหรือไม่ ดูจะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการคัดเลือกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถ้ามองอย่างวิเคราะห์ก็จะเข้าใจ ก็นายกรัฐมนตรีเองรับราชการทหารมาตลอดชีวิต ไม่เคยเบี่ยงไปในทิศทางอื่นใดเลย คนที่ท่านน่าจะไว้วางใจและ “รู้จัก” ก็คงวนเวียนอยู่ในระบบราชการ
ความจริงท่านจะหกคะเมนตีลังกาอย่างไรในการเลือก ก็เป็นสิทธิ์ของท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
แต่ในเมื่อรัฐบาลมีผลต่อคนทุกคน ก็เลยต้องขอส่องกล้องเข้าไปดูหน่อย
ดูห่างๆ ก็พอจะเดากรอบความคิดของท่านได้บ้างแล้ว
คนเก่งเศรษฐกิจต้องอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
คนเก่งนโยบายต่างประเทศจะเป็นใครได้เล่า ก็กระทรวงการต่างประเทศ
นโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ใครจะเก่งกว่าทหาร เพราะฉะนั้นต้องตั้งให้ทหารเป็นกระทรวงมหาดไทยซับซ้อนอาศัยบารมีสูง หาอดีตปลัดกระทรวงมาสักคน เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ
นี่คือกรอบความคิดที่เชื่อว่าข้าราชการเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรนี้
ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องลดลงไปเป็นตัวประกอบ แข่งบุญบารมีกับเขาอย่างไรไหว
ผมก็เชื่อมั่นครับว่าข้าราชการที่เก่งนั้น มีความสำคัญต่อบ้านเมืองและสมควรได้รับการยกย่องในทุกทางที่ทำได้
แต่โปรดอย่าลืมว่าข้าราชการถูกสร้างและพัฒนามาตลอดชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบบและครรลองที่มีอยู่แล้วในบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อสร้างระบบและวางครรลองใหม่
น้อยจนแทบจะหาตัวไม่ได้เลย สำหรับข้าราชการที่เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้โดยเปลี่ยนแปลงทุกอย่างรอบตัวมาตลอด ส่วนใหญ่ได้ดีเพราะทำตามคำสั่งได้ดี และได้รับรางวัลในวิชาชีพของตัวเมื่อพิทักษ์รักษาสิ่งที่เป็นจารีตประเพณีในการทำงานในหน่วยงานนั้นๆ ได้
ข้าราชการจึงอยู่ในกรอบหรือแนวความคิดอนุรักษ์นิยม ใครที่เป็นเสรีนิยมจนเกินไปจะทนอยู่ในระบบราชการไม่ไหว หรือบางทีระบบราชการก็ทนคนๆ นั้นไม่ไหว โยนออกไปนอกระบบก็เห็นมามากแล้ว
แต่เรากำลังกระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอดในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน พูดกันจนปากฉีกไปถึงรูหูว่าผู้นำในทุกระดับต้องมีทัศนคติที่ดีต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และสามารถผลักดันให้หน่วยงานของตนเองเจริญก้าวหน้าสอดคล้องกับโลก โดยไม่จมน้ำตาย
จะไปหาแบบนี้ที่ไหนในระบบราชการ?
ข้าราชการก็อย่าเพิ่งฉุนโกรธ ความเก่งกล้าสามารถของท่านนั้นมีมากและเป็นปัจจัยรักษาประเทศนี้มาตลอดด้วย แต่คำถามก็คือความเก่งนั้นตรงกับโจทย์ที่ประเทศไทยในกระแสโลกภิวัตน์ได้รับมาหรือไม่
คนเขาเก่งเย็บปักถักร้อย จะจับไปแข่งกีฬาพุ่งแหลนก็จะกลายเป็นคนไร้ความสามารถ
โดยสรุป คณะรัฐมนตรีในโลกปัจจุบันต้องเลือกสรรจาก “กรอบความคิด” ก่อน “ความรู้ความสามารถ” ครับ ยกเว้นจะไม่เอาจริงกับการยกระดับประเทศนี้.
-------------------------------------------------------------------------------
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
ราชประชาวิวาทะ ตอนที่ 1

โดย : จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา : คอลัมน์ ราชประชาวิวาทะ นิตยสาร "Voice of Taksin" ฉบับที่ 16
*****************************************************************************
ตอนที่ ๑: วันจันทร์ที่ ๑๕ - วันจันทร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓
ประวัติศาสตร์ราชประชาวิวาทะ
ทุกขณะไม่ควรข้ามมีความหมาย
เส้นแบ่งชั้นกั้นกลางต้องห่างกาย
เส้นแบ่งชั้นกั้นกลางต้องห่างกาย
ความสัมพันธ์สูญหายกับสายลม
จะเริ่มต้นกลอนยาวเพื่อสาวเรื่อง
เพราะบ้านเมืองที่ไม่ตื่นย่อมขื่นขม
ยิ่งหลงใหลใฝ่ฝันพากันจม
ยิ่งหลงใหลใฝ่ฝันพากันจม
เหลาปัญญาแหลมคมให้สมควร
กุมภาพันธ์ห้าสามน้ำเริ่มไหล
หรือเมืองไทยขัดแย้งถึงแบ่งส่วน
ความยุติธรรมรวนเรก็เซซวน
ความยุติธรรมรวนเรก็เซซวน
ทุกขบวนน้ำบกจะตกราง
ใดที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ก็บิดเบี้ยว
ใดที่เคยแลเหลียวก็เหินห่าง
ใดที่เคยกลางได้ก็ไม่กลาง
ใดที่เคยกลางได้ก็ไม่กลาง
มวลชนผู้อ้างว้างจึงรวมตัว
ประชาธิปไตยใครสู้คือครูสร้าง
สู้จนความจริงกระจ่างสว่างทั่ว
สู้จนความกลัวคลายจนหายกลัว
สู้จนความกลัวคลายจนหายกลัว
เพื่อครอบครัวลูกหลานวิญญาณไทย
ราชประชาร่วมฟ้าไม่ร่วมฝัน
จึงกดดันทั่วถิ่นแผ่นดินไหว
ทำบันทึกไถ่ถามความเป็นไป
ทำบันทึกไถ่ถามความเป็นไป
เพื่อให้พอเข้าใจปรากฏการณ์ฯ
(๑๕ ก.พ. ๕๓) TG 200 คอยพิสูจน์
ทหารพูดเลื่อนลอยต้องคอยหาร
เครื่องมือแพงเหลือหลายไม่ได้การ
เครื่องมือแพงเหลือหลายไม่ได้การ
งานนี้ใครรับประทานเงินบ้านเมือง
ใครออกข่าวเล่นใครในอำมาตย์
ระเบิดใต้เกลื่อนกลาดยังมีเรื่อง
นี่แหละคราวฝ่ายขวามาครองเมือง
นี่แหละคราวฝ่ายขวามาครองเมือง
จะสีเหลืองสีชมพูไม่รู้ใจ
การชุมนุมเสื้อแดงยังแรงฤทธิ์
ตำรวจสั่งตามติดจะรุกไล่
“แผนกรกฎ ๕๒” จะลองใจ
“แผนกรกฎ ๕๒” จะลองใจ
“ปทีป” สั่งเอามาใช้ในคราวนี้
สามสิบแปดจังหวัดจัดเป็นเป้า
เขต “พิเศษ” ของเขาเราไม่หนี
พวกเราฝ่ายประชาชนล้วนคนดี
พวกเราฝ่ายประชาชนล้วนคนดี
แผนอัปรีย์สีกบาลสันดานใคร
(๑๖ ก.พ. ๕๓) “ทักษิณ” ประกาศใจใส่ “ทวิต”
จะต่อสู้จนชีวิตจะหาไม่
เมื่ออำมาตย์นอนขวางหนทางไทย
เมื่ออำมาตย์นอนขวางหนทางไทย
จะยึดทรัพย์ยึดไปข้าไม่กลัว
เลขา “เปรม” คือ “พะจุณณ์” วุ่นวายตอบ
“พระพยอมฯ” ล้อมกรอบข้อสอบรั่ว
อ้างทำบุญผ่าน “ป๋า” อย่าหวั่นกลัว
อ้างทำบุญผ่าน “ป๋า” อย่าหวั่นกลัว
ยังซื่อสัตย์อยู่ทั้งตัวตลอดตีน
“สุเทพ” ขู่ใช้กฎหมายความมั่นคง
เล่นบทคนเถรตรงผู้ทรงศีล
ร่วม “ประยุทธ์” ฉุดแดงเข้าแย่งซีน
ร่วม “ประยุทธ์” ฉุดแดงเข้าแย่งซีน
แอบป่ายปีนเส้นกฎหมายทำลายไทย
เครื่อง TG200 ไม่ได้ผล
ทหารกลับรวมพลเอาให้ได้
นายกฯ หนีสั่งไม่เอาไม่เข้าใจ
นายกฯ หนีสั่งไม่เอาไม่เข้าใจ
ยังมีใจด้านหน้ากล้าอุทธรณ์
(๑๗ ก.พ.) แฉเพิ่มเดือนละสองล้านเข้าบ้านป๋า
“กัลยาณี” จ่ายไม่ถ่ายถอน
กลุ่มกินข้าวประเภทใดหัวใจรอน
กลุ่มกินข้าวประเภทใดหัวใจรอน
กระสุนย้อนเข้าตรงองคมนตรี
“ทักษิณ” ทวิตปริศนาว่า “ผู้เฒ่า”
กังวลใจเกี่ยวกับเราเขาขวัญหนี
สั่งทหารให้ชุมนุมสระบุรี
สั่งทหารให้ชุมนุมสระบุรี
ความวุ่นวายประเทศนี้ไม่กี่คน
(๑๘ ก.พ.) พวกพรรคร่วมรัฐบาลมีงานเข้า
แก้รัฐธรรมนูญอับเฉาและสับสน
ประชาธิปัตย์ปัดไม่แก้ไม่แลคน
ประชาธิปัตย์ปัดไม่แก้ไม่แลคน
แต่พรรคอื่นรวมพลบนหลักการ
พรรคเพื่อไทยก็ไม่หยอกศอกกันวุ่น
“เฉลิม” ฉุนด่าฉาวเกือบร้าวฉาน
กระทบชิ่ง “สุดารัตน์” ซัดกลางงาน
กระทบชิ่ง “สุดารัตน์” ซัดกลางงาน
ประกาศผ่านอภิปรายไม่ร่วมแรง
“พลเอกเปรม” หนีภัยไปโคราช
หลังเสื้อแดงออกประกาศอย่างกร้าวแกร่ง
ทั้งแม่ทัพ ตำรวจ อวดปราบแดง
ทั้งแม่ทัพ ตำรวจ อวดปราบแดง
ใกล้หมดแสงแรงอำมาตย์เพราะหวาดกลัว
ธนาคารกรุงเทพคือเป้าหมาย
สีลมกลายเป็นสีแดงแรงสุดขั้ว
เครือข่ายเปรมเราต้องเน้นให้เห็นตัว
เครือข่ายเปรมเราต้องเน้นให้เห็นตัว
ให้เลิกร่วมอำมาตย์ชั่วกลัวศีลธรรม
(๒๐ ก.พ.) รัฐบาลประกาศเลิกใช้น้ำฟรี
ประชาชนวันนี้เหมือนอยู่ถ้ำ
มองบ้านเมืองมืดมนด้วยมนต์ดำ
มองบ้านเมืองมืดมนด้วยมนต์ดำ
อำมาตย์นำชาติผลคือจนลง
(๒๑ ก.พ.) “เฉลิม” กลับมาแล้ววางแนวซัด
ขอบคุณโพลล์ผลชัดว่าเสริมส่ง
ขอขอบคุณเพื่อไทยร่วมใจจง
ขอขอบคุณเพื่อไทยร่วมใจจง
อภิปรายคราวนี้คงตรงประเด็น
ยิ่งใกล้วันยึดทรัพย์จับทางข่าว
ออกระนาว “สินบน” คนไม่เห็น
เดี๋ยวบอกพันเดี๋ยวห้าพันขี้ฟันกระเด็น
เดี๋ยวบอกพันเดี๋ยวห้าพันขี้ฟันกระเด็น
สื่อก็เน้นชวนเชื่อเพื่อขุนนาง
ศาลต้องออกปฏิเสธไร้เลศเล่ห์
ไม่ไขว้เขวเซทั่วทั้งหัวหาง
เรื่องสินบนไม่มีอย่าชี้ทาง
เรื่องสินบนไม่มีอย่าชี้ทาง
เรื่องเข้าข้างต้องไม่มีกับสีใด
(๒๒ ก.พ.) แล้ว “อาจารย์เจษฎา” ก็ลาออก
ไม่ได้บอกเหตุผลกับคนไหน
แจ้ง GT200 ไม่ช่วยไทย
แจ้ง GT200 ไม่ช่วยไทย
เกมอะไรกดดันต้องผันตัว
ฝ่าย “กษิต” ติดตามยังถามต่อ
คราวนี้ขอ UAE บี้ไปทั่ว
คงถูกสั่งมาจากไหนใจตื่นกลัว
คงถูกสั่งมาจากไหนใจตื่นกลัว
จึงตอกลิ่มทิ่มขั้วทั่วโลกา
สัปดาห์นี้ผีร้ายดูวายวุ่น
เหมือนช่วยหนุนกงล้อที่รอท่า
คือกงล้อประวัติศาสตร์อำมาตยา
คือกงล้อประวัติศาสตร์อำมาตยา
เจอคำท้ามหาชนรวมพลจริง
(ต่อฉบับหน้า)
(ต่อฉบับหน้า)
------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
ใครเป็นใครในคณะรัฐประหาร (ฉบับสมบูรณ์)

โดย จักรภพ เพ็ญแข
เรื่อง "ใครเป็นใครในคณะรัฐประหาร" (ฉบับสมบูรณ์)
****************************************************************************
ขณะนี้มหาอำมาตย์กำลังเข้าตาจน แก้ปมที่ตัวเองผูกไว้ไม่ได้ ข่าวการรัฐประหารจึงหวนกลับมาเป็นแฟชั่นการเมืองอีกครั้งเพื่อจะล้มกระดานแล้วเริ่มต้นกันใหม่ เผด็จการรูปแบบไหนในโลกก็คิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้ทั้งนั้น คิดว่าล้างไพ่มันเสียทั้งหมด ปัญหาทั้งปวงก็จะหมดไป ตัวเองยังเรืองอำนาจและเป็นผู้อำนวยการสร้างในทางการเมืองต่อไปได้ ไม่ยอมรับความจริงว่าเผด็จการส่วนใหญ่มักจะวินาศฉิบหายไปพร้อมกับกระดานที่ตัวล้มด้วย อย่างน้อยบารมีอันมากล้นจะสึกกร่อนลงอย่างรวดเร็วน่าใจหาย
ภาพลวงตาเช่นนี้ ทำให้อำมาตย์เขาไม่เคยเลิกคิดที่จะยึดอำนาจในบ้านเมืองด้วยกำลังอาวุธแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
มีเหตุผลเพียง ๔ ประการที่ทำให้คนพวกนี้ไม่กล้ากระทำการรัฐประหารหรือยังรีรออยู่
๑. มีเครื่องมือยึดอำนาจอย่างอื่นที่แนบเนียนและโฉ่งฉ่างน้อยกว่า เช่น อำนาจตุลาการ
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กลุ่มมวลชนที่ระดมมาด้วยอำนาจรัฐ บวกการบิดเบือนข่าวสารจนสาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด เป็นต้น ก็จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ไปพลางก่อน
๒. ฝ่ายอำมาตย์เกิดความแตกแยกในผลประโยชน์และในทัศนะจนไม่อาจรวมสังขารให้ติดเพื่อมายึดอำนาจจากฝ่ายประชาธิปไตยได้
๓. ฝ่ายประชาธิปไตยทำท่าจะแตกแยกกันเอง จนพลังฝ่ายประชาชนลดลงถึงระดับที่ไม่อาจต่อสู้ทัดทานเขาได้ เขาก็จะเงียบคอยดูก่อน
๔. แรงกดดันจากประชาคมโลก โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจผู้มีอิทธิพลโดยตรงต่อมหาอำมาตย์ เครือข่าย และระบอบอำมาตย์โดยรวม
นอกเหนือจากนี้แล้วเขาอยากทำรัฐประหารตลอดเวลาเพื่อนำเมืองไทยกลับสู่เผด็จการเต็มรูปกันตลอดเวลาล่ะครับ
รูปแบบการปกครองอย่างเกาหลีเหนือและเมียนมาร์นั้นชอบใจนัก ตรงกับจริตในใจและระบอบที่ตนสร้างไว้ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกประการ ตั้งแต่การใช้กำลังกองทัพ การล้างสมองทางวัฒนธรรมอย่างหนักหน่วง การทำลายล้างองค์กรทางสังคมและวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อให้ตัวเป็นใหญ่และเป็นศูนย์กลางของรัฐ การยกตัวเองให้เท่ากับชาติ และท้ายที่สุดคือถือคติหรือลัทธิที่เรียกกันในบัดนี้ว่า บูชาบุคคล
ระบอบเผด็จการไม่ว่าจะนำโดยทหารหรือพลเรือน เจ้าหรือไพร่ก็ตามที หากเป็นเผด็จการเต็มสูบแล้วก็มีความหื่นกระหายจะก่อการรัฐประหารในเวลาที่ตนเห็นว่าสมควรหรือหมดน้ำอดน้ำทนแล้วทั้งนั้น
เพราะความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยกับเผด็จการคือความอดทนต่อเพื่อนมนุษย์ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมีขันติธรรมนี้และต้องมีมากพอ เพราะต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย รวมทั้งเพียรพยายามที่จะหา “มติ” ให้ได้ในทุกเรื่อง แต่เผด็จการเขาทนไม่ได้ในความเป็นมนุษย์อย่างนี้ และทารุณเฆี่ยนตีจนทุกคนต้องยอมเขา
นั่นคือความคิดที่นำมาสู่การรัฐประหารและสร้างระบอบเผด็จการขึ้น คราวนี้เอาข้อมูลสักเล็กน้อยใส่ลงไปในความคิดเพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาหน่อย ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้หาตัวเจอว่าเชื้อรัฐประหารมันแพร่จากไหนไปสู่ใคร
จะต่อต้านรัฐประหารทั้งที มันก็ต้องรู้เลาๆ ว่าใครเป็นใครในคณะรัฐประหาร
ทั้งหมดนี้ก็มิใช่การกล่าวหาต่อบุคคลใด เพียงแต่โดยประวัติศาสตร์แล้ว รัฐประหารเมืองไทยเกิดจากบุคคลในตำแหน่งเหล่านี้ทั้งนั้น ผมจึงเห็นความจำเป็นจะต้องบอกกล่าวกับพวกเราในฝ่ายประชาธิปไตยไว้ก่อนชั้นหนึ่ง
ในกองทัพบกนั้น หน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการรัฐประหารคือกองทัพภาคที่ ๑ หรือ ทภ.๑ ซึ่งเป็นกองทัพที่อยู่ตรงกลางประเทศ มีหน่วยกำลังรบขึ้นตรง ๓ กองพล คือ พล.๑ รอ. พล.ร.๒ รอ. และ พล.ร.๙
แยกลงไปใน พล.ร.๒ รอ. (ปราจีนบุรี) มีหน่วยขึ้นตรงอีก ๓ คือ ร.๒ รอ. (ปราจีนฯ) ร.๑๒ รอ. (สระแก้ว) ร.๒๑ รอ. (ชลบุรี)
พล.ร.๒ รอ./ร.๒ รอ.และ ร.๑๒ รอ. คือ ''บูรพาพยัคฆ์'' หรือเสือตะวันออก
ไข่แดงแถวนี้คือ ร.๒๑ รอ. ที่รู้กันว่าเป็น ''ทหารเสือราชินี'' สายตรงสู่อำนาจสูงส่งของบ้านเมือง แต่อำนาจส่วนตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน สุดแต่ว่าใครจะพาตัวใกล้ชิดสนิทแนบขนาดไหน ไม่ได้หมายความว่าใหญ่โตเหนือมนุษย์กันไปหมดทั้ง ร.๒๑ รอ.
ผบ.พล.ร.๒ รอ. ที่มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร ส่วนใหญ่โตมาจาก ร.๒๑ รอ. ก็ด้วยแรงหนุนจาก “ลมบน”
ใส่ชื่อและหน้าคนลงไปเสียหน่อย ย้อนไปที่ตัวละครคราวรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะพบคนอย่าง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลอำมาตย์ อันเป็นบำเหน็จรางวัลสำหรับการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙
ความจริงพลเอกประวิตรฯ เริ่มต้นที่ ร.๒๑ รอ.แต่ย้ายไปร.๑๒ รอ.ตั้งแต่เป็นพันตรี เพราะขัดแย้งกับ พันโทณรงค์เดช นันทโพธิเดช อย่างรุนแรง กรณีพิพาทกับ “ยอดดอยในดวงใจ” ดับรัศมีพลเอกประวิตรฯ ไปนาน จนมาก้าวหน้าได้ในภายหลังเพราะแรงหนุนจากคนที่ต้องเป็นหนี้บุญคุณกันตลอดไป ได้แก่ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร และ นายเสนาะ เทียนทอง บวกแรงหนุนที่เพื่อนเก่าโรงเรียนเซ็นคาเบรียล (สายธุรกิจ) ส่งมาให้
ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็เติบโตจาก ร.๒๑ รอ.แต่ไม่เคยใกล้ชิดศูนย์อำนาจ แถมเจ็บช้ำน้ำใจเพราะรุ่นน้องอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ทำการ “แซะ” ถึง ๒ ครั้งในช่วงเป็น ผบ.กรม และ ผบ.พล. เกือบจะคว่ำอยู่เหมือนกัน โชคดีได้นายกทักษิณฯ และพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เข้าช่วยจนได้เป็น ผบ.พล.๑ รอ. จากนั้นก็ถูกพลเอกประยุทธ์ฯ ตามมาดันแล้วดันอีกจนถึงปัจจุบัน
คบกันอยู่ได้ทั้งที่ฟาดฟันกันมาอย่างนี้เพราะถือว่าสมประโยชน์แบบพิสดาร
แม่ทัพภาคที่ ๑ พลโทคณิต สาพิทักษ์ ก้าวจาก พล.ร.๙ ย้ายมา ร.๑๒ รอ. พบพลเอกประวิตรฯ เมื่อครองยศพันตรี และใกล้ชิดกันมาแต่บัดนั้น เพื่อนฝูงคุยลับหลังว่าเป็นคนพันธุ์เอาใจนายได้สุดยอด ส่วนตัวเองยึดถือลัทธิสุขนิยม
''บูรพาพยัคฆ์'' ทั้งสามพยายามจะบินให้ถึง “ลมบน” โดยอาศัยพลเอกประยุทธ์ฯ สุดท้ายตระหนักว่าตัวเองเป็นได้เพียงข้าวนอกนา
ตัวพลเอกประยุทธ์ฯ เติบโตจาก ร.๒๑ รอ. จนกลายเป็น “เด็กสร้าง” ตอนครองยศพันเอกและกลายเป็นทหารเสือสายตรง เพื่อนฝูงพี่น้องรู้ว่าขาดศักยภาพ แต่ยอมรับกันว่าเป็นนักตอบสนองชนิดพร้อมทุกเมื่อ เจ้าอารมณ์ หุนหันพลันแล่น เก่งคนเดียว ไม่ถนอมน้ำใจใคร แต่ตาไกลพอที่จะคว้าเพื่อนร่วมรุ่นโดยสารมาด้วยหลายราย เช่น พลโทดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (หัวขบวนสาย ร.๑๑ รอ.) พลตรีวิลาส อรุณศรี (อดีต ผบ.พล.ม.๒) พลเรือเอกพะจุณน์ ตามประทีป (ณ สี่เสาเทเวศร์) เป็นต้น
สนับสนุนพลโทดาว์พงษ์ฯ เป็นแม่ทัพภาคที่ ๑ แต่ “บูรพาพยัคฆ์” กลับเลือกพลโทคณิตฯ อาการแยกวงจึงบังเกิดอยู่ภายใน
ฝ่ายประชาธิปไตยควรรู้ด้วยว่า ผบ.กรม ของพล.ร.๙ ทุกกรมมาจาก ร.๒๑ รอ. ทั้งนั้น
ขอเชิญดวงตาทั้ง ๖๔ ล้านคู่มองคนเหล่านี้ไว้ให้ดีเถิดครับ
ยุทธศาสตร์ และ/หรือ ยุทธวิธีของฝ่ายอำมาตย์ในขณะนี้ อย่างน้อยมี ๗ ประการคือ
๑. ทำอย่างไรก็ได้ มิให้สถาบันกษัตริย์มี “ภาพ” ว่าเกี่ยวข้องหรือสั่งการใดๆ ในทางการเมือง ไม่ว่าจะใช้อำนาจการเมืองผ่านกองทัพ ศาล องค์กรอิสระ หรืออื่นใดก็ตาม ยุทธวิธีที่ใช้บ่อยคือ ยั่วให้ฝ่ายประชาธิปไตยหมกมุ่นอยู่กับการโจมตีลูกน้อง นายหน้า หรือร่างทรงแทน จนลืมเป้าหมายอันแท้จริง
๒. โฆษณาชวนเชื่อแบบครอบงำผ่านสื่อของรัฐ ทำให้ความรู้สึกต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยเกิดขึ้น ยุทธวิธีคือย้ำความเชื่อเดิมของสีเหลืองและชมพู โน้มน้าวสีขาว และทำให้สีแดงเกิดความรู้สึกไขว้เขวหรือแตกแยกทางความคิด
๓. ใช้องค์การอิสระและตุลาการภิวัตน์อย่างต่อเนื่อง โดยให้สอดประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้เกิดภาพของความเป็น “ระบบ” และทำให้ต่างชาติเกิดความสับสนว่าเป็นการใช้อำนาจอย่างเผด็จการหรือไม่
๔. เจรจานอกรอบกับแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วน เพื่อช่วยให้เกิด “ทางลง” เพราะแกนนำที่ไม่ต่อสู้ในระดับระบอบและโครงสร้างมีแนวโน้มจะยอมเขาในท้ายที่สุด
๕. สร้างภาวะวิสัยบีบคั้นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลัง และเลิกสู้
๖. ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเชิงปริมาณ แอบมาใช้วิธีไล่ล่านอกกฎหมาย เพื่อลดแรงกดดันจากต่างประเทศที่จับตามองการใช้อำนาจนี้อย่างใกล้ชิดสนใจขึ้น
๗. ทำให้กองทัพให้พร้อมก่อรัฐประหาร โดยใช้ยุทธวิธีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการกระหน่ำตี พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ในกรณี GT200 เพื่อยกขึ้นหิ้งไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเอา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาสวมแทน หรือการใช้งบกลางของรัฐบาลเพื่อจัดหาอาวุธใหม่ของทุกกองทัพที่จะประกันความเหนือกว่าในด้านการใช้กำลัง และเติมเงินในกระเป๋าของผู้บัญชาการเหล่าทัพซื้อความจงรักภักดี
การรัฐประหารถูกกำหนดให้เป็น “ยาสลบ” ทำให้ทั้งประเทศนิ่งงัน สามารถจัดระเบียบทางอำนาจได้สะดวก ขณะเดียวกันก็จะฉวยโอกาสนั้น “reset” บ้านเมืองเสียใหม่
ระยะสั้นคือการปราบปราม ซื้อตัว จัดผลประโยชน์กับต่างชาติที่หวังประโยชน์ในทำนองสินบน
ระยะกลางคือใช้รัฐบาลพิเศษที่มีภาพลักษณ์เผด็จการน้อยที่สุด
ระยะยาวมีมาตรการหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ทั้งประเทศเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วโยนให้พรรคการเมืองที่เป็นเครือข่ายอย่างพรรคประชาธิปัตย์นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการเลือกตั้งและจัดระเบียบหัวคะแนนตลอดจนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
รัฐประหารจึงยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่ง
จากตอนที่แล้ว เราเห็นได้ชัดว่าทหารหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการใช้อำนาจสนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย โดยเฉพาะทหารใหญ่ที่ไม่เคยอยู่ในสนามรบ แต่ไปสิงสู่อยู่ในงานปาร์ตี้และมื้ออาหารค่ำที่ยืดเยื้อไปเกือบตลอดคืนจนได้ดาวมาประดับบ่า ทักษะที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ใช่ความมั่นคงของชาติและการรบ แต่เป็นร้องเพลง เต้นรำ สร้างคะแนนในโต๊ะอาหารที่มักสนทนาอย่างยาวนาน และทำลายเกียรติคุณชื่อเสียงของคู่แข่งในอำนาจ ที่มัวแต่ทำงานหนักเสียจนลืมอานุภาพของการสอพลอ
ความเจ็บช้ำน้ำใจจึงมีมากในกองทัพปัจจุบัน และอาจเป็นเหตุปัจจัยต่อการรัฐประหารได้หากไม่ระวัง นี่พูดจากมุมของอำมาตย์ที่ต้องการใช้เครื่องมือนี้
นายทหารที่เติบโตจาก ร.๑ รอ. รู้ดีว่าในระยะหลัง ผบ.กรม และ ผบ.พล ส่วนใหญ่มาจาก ร.๑๑ รอ. จนปัจจุบันลูกหม้อแท้ๆ ของ ร.๑ รอ. ต้องไปรวมกันอยู่ในกรุทัพน้อยที่ไม่มีบทบาทและกำลังจะถูกยุบ
พล.ร.๒ รอ. ที่ ผบ.พล รอง ผบ.พล ทั้งสองคน และเสธ. อีกหนึ่งคน รวม ๔ คน ล้วนมาจาก ร.๒๑ รอ. ทำราวกับว่านายทหาร ร.๒ รอ. และ ร.๑๒ รอ. ไม่มีฝีมือเลยแม้แต่คนเดียว
เช่นเดียวกับนายทหาร พล.ร.๙ ที่คงใช้การไม่ได้เลย จนต้อง “อิมพอร์ต” ผบ.กรม. มาจาก ร.๒๑ รอ.
ในระดับกองทัพภาค กว่าจะได้เป็นแม่ทัพก็ใกล้เกษียณ หลายคนยอมเกษียณคาตำแหน่งในยศพลโท แล้วไปหมอบกราบ “ป๋า” ให้ขอพระราชทานยศพลเอกให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ประจักษ์ในบุญญาบารมีของป๋า เรื่องนี้ไปถาม พลโทวิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๒ หรือถามแม่ทัพคนปัจจุบันที่ไม่ต้องทำอะไรยกเว้นไปคอยเสนอหน้าให้ป๋าเห็นคุณงามความดีดูก็ได้
แต่พวกที่มาแบบ “ด่วนพิเศษ” ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกแล้วยังเหลืออีกตั้ง ๓-๔ ปีกว่าจะปลดเกษียณ
โศกนาฏกรรมเช่นนี้แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างเข้มข้นของผู้มีอำนาจในระบอบอำมาตย์ เอาแต่พรรคพวกของตนมารองเท้ารักษาอำนาจ ไม่ห่วงใยแม้แต่น้อยว่าความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพของกองทัพไทยจะเป็นอย่างไร
ยิ่งถ้าก่อรัฐประหาร ก็ยิ่งย้ำถึงความมีชนชั้นในกองทัพไทย และคงกดขี่ข่มเหงทางวิชาชีพต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกองทัพแตกสลาย
ผมเองชิงชังการรัฐประหารและการเล่นการเมืองของกองทัพมาโดยตลอด แต่ยอมรับครับว่า นี่คือความจริงในกองทัพที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องนำมาใช้พิจารณาแยกแยะคนในกองทัพให้ชัด อย่าไปเหมารวมว่านายทหารในตำแหน่งคุมอำนาจทุกคนปรารถนาที่จะ “ตรา” เกียรติประวัติของตนด้วยการรัฐประหาร เพราะความจริงนั้นตรงข้าม กองทัพเป็นประชาธิปไตยมากแล้ว
เหมือนสังคมไทยที่เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ถูกครอบงำด้วยทัศนะของชนชั้นนำกลุ่มน้อยที่มีอำนาจจริง จนคนส่วนหนึ่งพลอยเชื่อว่าประชาธิปไตยยังห่างไกลจากสังคมไทย
ประชาธิปไตยที่แท้อยู่แค่เอื้อม เพียงแต่กำแพงหมอกที่ขวางกั้นอยู่คือวิญญาณอาฆาตของฝ่ายอำมาตย์บางคนที่เกลียดชังฝ่ายประชาธิปไตยมานานหลายสิบปี และคอยหลอกหลอนมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จนทำให้หลายคนยังไม่กล้าจะฝ่าข้ามไป
ยุทธศาสตร์ของเราคือไล่ผีเสียทีเดียว.
---------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 43 โลกทัศน์-โลกไทย

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 43 : โลกทัศน์ - โลกไทย
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 43 : โลกทัศน์ - โลกไทย
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**********************************************************************************
คนยึดไม่ได้ภาคภูมิใจหรือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย แต่ต้องคอยฟังพรายกระซิบที่ล่องลอยมากับสายลมเหมือนละครสมัยโบราณที่ต้องมีคนคอยบอกบท
**********************************************************************************
โลกทัศน์-โลกไทย
สังคมไทยมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่ง และเป็นนิสัยที่ออกจะคงเส้นคงวา นั่นคือเมื่อเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเมื่อใด ก็จะเลิกความสนใจกับโลกภายนอกและกลับมาสวมวิญญาณไทยแท้แต่โบราณ
ปิดหูปิดตาเสียสนิทเพราะไม่อยากรู้อีกต่อไปแล้วว่าบ้านเมืองอื่นเขามีความคิดต่อเมืองไทยอย่างไร
แรกๆ ก็จะทำเป็นมองไปทางอื่น หรือทำหูทวนลมเสียบ้าง แต่หนักเข้าก็จะทนไม่ไหว หันกลับมาตวาดเข้าให้ว่าเมืองไทยไม่ใช่เมืองขึ้นของใครหรือฝรั่งไม่ใช่พ่อใช่แม่ หาสมควรที่จะนำความคิดของโลกมาประเมินไทยไม่
ดูจะเกิดช่องว่างระหว่างโลกทัศน์กับโลกไทย (ซึ่งน่าจะอ่านออกเสียงว่า โลก-กะ-ไท จะได้เข้าคู่เสียงกับ โลก-กะ-ทัด) และเป็นช่องว่างขนาดใหญ่
ความที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งตะวันตกนั้น เป็นความภูมิใจที่ซ่อนเร้นของเรา เพราะเราจะไม่ชักออกมาอวดอ้างต่อใครในสถานการณ์ปรกติ ที่ออกจะเห่อฝรั่งอยู่มาก กระแสฝรั่งเป็นที่ยอมรับนับถือและเลียนแบบมาโดยตลอด
แต่เมื่อไหร่ที่เกิดขัดใจขึ้นมา อาจจะเพราะฝรั่งรุกมากเกินไป หรือพฤติกรรมของเราเองที่มันอธิบายกับใครเขาไม่ค่อยจะได้ ก็จะของขึ้นและประกาศสีหนาทแบบนั้นนานๆ ครั้ง
ผมรู้สึกว่าอะไรแบบนั้นกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้อีกรอบหนึ่ง
อธิบายเขาลำบากว่า ทำไมเราจึงตัดสินใจเดินออกจากถนนประชาธิปไตย และเลี้ยวเข้าไปสู่ถนนขรุขระอะไรก็ไม่รู้ที่บอกว่าเป็นทางอ้อมหน่อย แต่สุดท้ายจะคืนสู่ประชาธิปไตยเหมือนกัน แถมยังค่อยๆ บอกเหมือนคนแลบไพ่ว่าจะใช้เวลาเท่านั้นเท่านี้ปี ซึ่งยาวนานกว่าคำประกาศในห้วงแรกของการยึดอำนาจการปกครองจากประชาชน
อธิบายเขาลำบากว่า ทำไมประชาชนส่วนหนึ่งถึงได้ดูราวกับว่ายอมรับการยึดอำนาจอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เป็นพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย และแสดงออกตลอดมาว่าไม่พอใจรัฐบาลในระบอบแบบอื่น
อธิบายเขาลำบากว่า ถ้าต้องสร้างความสมานฉันท์ในชาติอย่างแท้จริงแล้ว เหตุใดจึงไปเลือกบุคคลที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายคามือ มาดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ
อธิบายเขาลำบากว่า ทำไมยึดอำนาจการปกครองจากเขาแล้วจึงทำท่าเหมือนกับว่า คนยึดไม่ได้ภาคภูมิใจหรือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย แต่ต้องคอยฟังพรายกระซิบที่ล่องลอยมากับสายลมเหมือนละครสมัยโบราณที่ต้องมีคนคอยบอกบท
อธิบายเขาลำบากว่า ฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปทำไม ในเมื่อบรรยากาศในช่วงก่อนลงมือปฏิบัติการกันนั้น ก็จะขยับปรับเปลี่ยนกันอยู่แล้วหลายมาตรา ฯลฯ
เพราะอธิบายได้ลำบากอย่างนี้ ชนชั้นนำหลายคนในระบอบใหม่ของเมืองไทยจึงเกิดอาการอดรนทนไม่ได้ ต้องโต้ตอบต่างชาติที่ให้ความเห็นท่าโน้นท่านี้ว่า เมืองไทยไม่ใช่อาณานิคมของใคร อย่ามาแหลมกับเมืองไทย
ความจริงแล้วคือไม่อยากตอบคำถามบางประการ เพราะตอบไม่ได้ หรืออธิบายลำบาก
เมื่อตอนเด็กๆ ผมเคยตั้งคำถามจุกจิกกับผู้ใหญ่หลายอย่าง เพราะเราอยากรู้ และเราคิดว่าผู้ใหญ่ซึ่งแก่กว่าและดูฉลาดกว่า น่าจะมีคำตอบทุกอย่าง ปรากฏว่าผู้ใหญ่หลายคนเกิดเดือดดาล ไม่ตอบยังไม่ว่า ยังจะดุเสียใหญ่โตว่าถามอะไรมากมายไม่เข้าท่า
สมองที่ทำท่าจะฉลาดหน่อยๆ ก็เลยโง่ทึบเอาในตอนนั้นเอง และโง่มาเรื่อยจนกระทั่งบัดนี้
ครับ ถูกผู้ใหญ่เอ็ดตะโรเอาเป็นเรื่องเป็นราว จนเรานึกว่าเราผิด ความจริงแล้วผู้ใหญ่ท่านไม่ต้องการจะตอบคำถามที่ท่านอึดอัดกับคำตอบ หรือตอบไม่ได้ หรือตอบแล้วทำให้ท่านดูไม่ดี
หวนกลับมาด่าผู้ส่งสารว่าถามอะไรไม่เข้าท่า
เพราะผู้ใหญ่แบบไทยผิดไม่ได้และผิดไม่เป็น
ครับ ถ้า “โลกทัศน์” มีฐานความคิดที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ต้องสรุปกันจากข้อเท็จจริงที่ได้รับมาตลอดชีวิตว่า “โลกไทย” คงไม่ใช่แน่ๆ.
---------------------------------------------------------------------------------
วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553
ริบราชบาตร โดย จักรภพ เพ็ญแข

โดย : จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา : คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 40
*****************************************************************************
เรื่อง ริบราชบาตร
นี่คือเรื่อง “ขุนไกร” พ่อ “พลายแก้ว”
คอยไล่แถวควายป่าหน้ากษัตริย์
ควายไม่นิ่งวิ่งวุ่นกันฮึดฮัด
ควายไม่นิ่งวิ่งวุ่นกันฮึดฮัด
เกรงกษัตริย์อันตรายฆ่าควายลง
“พระพันวษา” กริ้วโกรธพิโรธนัก
ไอ้หอกหักกูจะลุยเป็นผุยผง
พิพากษาฆ่าควายในพระองค์
พิพากษาฆ่าควายในพระองค์
เอาคนลงอาญาฆ่าตามกัน
ตัดหัวเสียบประจานนั่นงานหนึ่ง
โกรธลึกซึ้งไอ้ขุนไกรจัญไรนั่น
ทั้งครอบครัวให้มันซวยไปด้วยกัน
ทั้งครอบครัวให้มันซวยไปด้วยกัน
ทรัพย์สมบัติพวกมันยึดเอามา
จึงทรงสั่งให้ริบ “ราชบาตร”
ทรัพย์สมบัติห้ามขาดเป็นของข้า
เงินทองของที่มีแม้ชีวา
เงินทองของที่มีแม้ชีวา
ริบเป็นของกษัตรานิรันดร
อนิจจา...ผองไพร่ใต้อำนาจ
ดวงชะตาข้าทาสแต่ชาติก่อน
อยู่ให้เห็นซึ่งหน้าก็ว่าวอน
อยู่ให้เห็นซึ่งหน้าก็ว่าวอน
ไปยืนซ่อนก็ว่าผิดคิดไม่ดี
ไม่มีทางเอาชนะซึ่งระบบ
คอยตะปบขยี้ทิ้งห้ามวิ่งหนี
เพราะยอมรับระบบชั่วหัวไม่มี
เพราะยอมรับระบบชั่วหัวไม่มี
ยอมเชื่อคนอัปรีย์จะโทษใคร
เศรษฐีอื่นเหตุไฉนไม่ถูกยึด
ก็เพราะอึดเต็มอัตราประสาไพร่
จะร่ำรวยล้นฟ้าไม่ว่าไร
จะร่ำรวยล้นฟ้าไม่ว่าไร
แบ่งมาให้กูบ้างเป็นทางลง
คหบดีในพระบรมราชูปถัมภ์
ประพฤติตัวเตี้ยต่ำก็เสริมส่ง
สัมปทานน้ำเมาเอาตรงตรง
สัมปทานน้ำเมาเอาตรงตรง
กลับดำรงสถานะเป็นพระยา
นี่แหละทุนนิยมอันล้าหลัง
ทำให้เสื่อมความขลังน่ากังขา
ปล่อยโมหะล้นไหลไร้ปัญญา
ปล่อยโมหะล้นไหลไร้ปัญญา
เพียงเพราะจิตริษยาสาแก่ใจ
สังคมใดถูกยึดย่อมอึดอัด
แรงสะบัดทั่วถิ่นแผ่นดินไหว
มีอำนาจบาตรใหญ่ก็ใช้ไป
มีอำนาจบาตรใหญ่ก็ใช้ไป
เขาเห็นกันทั่วไทยว่าใครทำ
รัชสมัย “สมเด็จพระพันวษา”
นครามืดมิดเหมือนเข้าถ้ำ
เผด็จการรูปใดหัวใจจำ
เผด็จการรูปใดหัวใจจำ
ย่อมไร้ธรรมนำทางไม่ต่างกัน
โทษขุนไกรหนักหนาคร่าชีวิต
ครอบครัวพลอยมีผิดไปกับท่าน
ทรัพย์สมบัติบ้านเรือนของเพื่อนมัน
ทรัพย์สมบัติบ้านเรือนของเพื่อนมัน
กูจะปล้นพร้อมกันให้บันเทิง
ผู้นำพุทธแต่ไม่มองครรลองพุทธ
จิตกลับหลุดผุดพลุ่งจนยุ่งเหยิง
เพียงปัญหาควายรุมก็สุมเพลิง
เพียงปัญหาควายรุมก็สุมเพลิง
บ้านระเบิดเปิดเปิงเพราะเปลี่ยนไป
ริบไปเถิดราชบาตรอำนาจหนัก
เอาลอบดักได้ปลาหน้าเหมือนไพร่
จงฉลองเต็มที่ว่ามีชัย
จงฉลองเต็มที่ว่ามีชัย
ยึดเอาไปใส่คลองท้องพระคลัง
ประหารชีวิตปลิดไปเพราะควายป่า
มนุษยามวลชนยิ่งข้นขลัง
ขอให้ริบจริงเถิดเกิดพลัง
ขอให้ริบจริงเถิดเกิดพลัง
ช่วยสร้างวังเวียงหลวงของปวงชน.
---------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
---------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 42 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 42 : พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 42 : พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
**********************************************************************************
สงครามที่พลเอกสุรยุทธ์ฯ ต้องเผชิญกลับไม่ใช่ปัญหาทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างซ้ายกับขวา แต่เป็นระหว่างลัทธิประชาธิปไตยกับลัทธิจารีตประเพณีนิยม
**********************************************************************************
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
วันนี้ขอลืมเรื่อง “ระบบ” และมองมาที่ “ตัวบุคคล” สักวันเถอะครับ เพราะนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของราชอาณาจักรไทยเป็นผู้ที่มีประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจยิ่ง จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นผลการประนีประนอมของสังคมอย่างได้สมดุล
จะไม่พูดล่ะว่าดีหรือไม่ดี แต่จะขอลำดับความน่าทึ่งบางอย่าง
คงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า คุณพ่อของท่านคือพันโทพโยม จุลานนท์ เป็นนายทหารที่เกิดภาวะขัดแย้งทางอุดมการณ์ในจิตใจของตัวเองอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่เดินออกจากกองทัพบกไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างเต็มตัวเต็มหัวใจ จนกลายเป็นกำลังสำคัญในการสัประยุทธ์และเป็นกำลังสมองในขบวนการปฏิวัติอย่างจะขาดเสียมิได้
“ลุงคำตัน” ซึ่งเป็นชื่อจัดตั้งของท่าน ได้กลายเป็นตำนานของการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ในป่า เพราะทำหน้าที่ด้านการปลูกฝังทางอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถือว่าสำคัญที่สุดในการปฏิวัติ
ขบวนการเช่นนี้ถือว่าการปรับเปลี่ยนรากฐานของความคิดมาเป็นผู้ที่จะสืบทอดแนวทางคอมมิวนิสต์มีความหมายมากที่สุด นั่นคือความรับผิดชอบของพันโทโพยมฯ
เมื่อลูกชายได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปราบปรามคอมมิวนิสต์ในแถบพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน อย่างที่จังหวัดน่าน ญาติพี่น้องก็พากันหายใจไม่ทั่วท้องเพราะไม่รู้ว่าคุณสุรยุทธ์ฯ จะต้องประจันหน้ากับผู้นำ
คอมมิวนิสต์และบิดาผู้ให้กำเนิดเข้าเมื่อใด
แต่ก็โชคดีไป ชีวิตไม่เล่นตลกด้วยถึงขนาดนั้น
อีกสองทศวรรษต่อมา พลเอกสุรยุทธ์ฯ ก็ได้พบกับคุณพ่อเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยความอนุเคราะห์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พันโทโพยมฯ ในขณะนั้นอยู่ระหว่างการลี้ภัยทางการเมือง
ความสัมพันธ์ที่ออกจะประหลาดระหว่างนักสู้เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์กับนักอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่ระบอบนั้น เป็นสิ่งที่ทาบทับชีวิตและจิตใจของพลเอกสุรยุทธ์ฯ ตลอดชีวิตราชการทหาร
นั่นคือความสุดโต่งของฝ่ายคุณพ่อ
เมื่อมองมาอีกด้านหนึ่งของสาแหรกครอบครัว ก็ปรากฏว่าพลเอกสุรยุทธ์ฯ มีมรดกทางประวัติศาสตร์แบบที่หาได้ยากอีกเช่นเดียวกัน คือคุณแม่ของท่านเป็นลูกสาวของพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ซึ่งเป็นหมายเลขสองของพระองค์เจ้าบวรเดช และเสียชีวิตในการต่อสู้กับกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลที่หินลับ
พลเอกสุรยุทธ์ฯ จึงสูญเสียคุณตาแท้ๆ ในการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างคณะราษฎร ซึ่งได้ยึดอำนาจในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ กับกองกำลังอันเป็นของอำนาจเก่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในนามกบฏบวรเดช
ความโศกาอาดูรที่ครอบครัวฝ่ายคุณแม่ของท่านต้องเผชิญนั้น ไม่มีหนังสือเล่มไหนจะบรรยายได้ชัดเจนจับความรู้สึกยิ่งไปกว่า “กำสรวลพระยาศรีฯ” ที่เรียบเรียงด้วยหัวใจดวงแกร่งของลูกสาวอีกคนหนึ่งของท่าน ได้แก่ แพทย์หญิงโชติศรี ท่าราบ รู้สึกว่าจะพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์มติชนนานมาแล้ว
จะมีสักกี่คนในประเทศนี้ที่มีคุณพ่อเป็นคอมมิวนิสต์และตัวเองมีหน้าที่ในการออกลาดตระเวนตามล่า และมีคุณแม่เป็นลูกสาวของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่สละชีวิตปกป้องระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
ซ้ายจัดและขวาจัดรวมอยู่ในครอบครัวเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ผมจึงรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากส่วนผสมของความคิดและจิตใจที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าจะมีอิทธิพลต่อความคิดของตัวท่านเองมากน้อยแค่ไหน
แต่ก็นั่นล่ะครับ สงครามที่พลเอกสุรยุทธ์ฯ ต้องเผชิญกลับไม่ใช่ปัญหาทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างซ้ายกับขวา แต่เป็นระหว่างลัทธิประชาธิปไตยกับลัทธิจารีตประเพณีนิยม หรือจะเรียกว่าเป็นขวาใหม่กับขวาเดิมก็ยังได้
มนุษย์นี่ชอบทำสงครามกันเสียจริง ฝ่ายซ้ายยกธงขาวไปนานหลายปีแล้ว ยังอุตส่าห์ปลุกความขัดแย้งในหมู่เดียวกันแต่เดิมขึ้นมาอีกจนได้!
-------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 41 ความมั่นใจสร้างได้ไหม?

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 41 : ความมั่นใจสร้างได้ไหม?
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 41 : ความมั่นใจสร้างได้ไหม?
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*********************************************************************************
ถ้าของขึ้นกันบ่อยๆ ยึดเอาความไม่ชอบหน้าคุณทักษิณฯ เป็นตัวตั้ง อะไรของคุณทักษิณฯ ก็ตั้งท่าจะปฏิเสธ ระวังจะเกิดปัญหาใหญ่
*********************************************************************************
ความมั่นใจสร้างได้ไหม?
ถ้าเลือกเกิดได้ผมไม่ขอเลือกเกิดเป็น คปค. ในขณะนี้เด็ดขาด เพราะเห็นอุปสรรคที่วางเรียงรายอยู่ในหนทางเบื้องหน้าแล้วรู้สึกได้ทันทีว่า อำนาจนี้เป็นทุกขลาภชัดๆ
จะนำมาพูดทุกเรื่องก็เห็นท่าจะนอนไม่หลับ เอาเรื่องเดียวก่อน และเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสในบรรยากาศอย่างนี้ นั่นคือคำสั้นๆ สามพยางค์ที่แทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว....... ความ-มั่น-ใจ
ความมั่นใจของคนไทยก็ยกไว้ก่อนล่ะ เพราะหลายครั้งในความมั่นใจของไทยแปลว่าความถูกใจ ไม่ได้ใช้เหตุผลอะไรที่มันยุ่งยากซับซ้อนเลย
แต่ความมั่นใจของต่างชาติต่างภาษานี่สำคัญนัก ถึงจะไม่ใช่พ่อใช่แม่ (พูดอย่างที่คนโลกแคบเขาชอบพูดอย่างแดกดัน) แต่ประเทศไทยอยู่มาได้อย่างสบายตัวและแข่งขันได้อย่างพอตัวเท่าที่ผ่านมา ก็เพราะคนเหล่านี้ยังมั่นใจประเทศไทยอยู่
มั่นใจแล้วจึงจะมาท่องเที่ยว
มั่นใจแล้วจึงจะมาอยู่นานๆ ไม่ใช่สามวันกลับ
มั่นใจแล้วจึงจะนำครอบครัวมาด้วย ถ้าไม่มั่นใจก็จะมาตัวคนเดียวหรือกับคู่ชีวิต มีอะไรก็เผ่นกลับได้โดยพลัน ไม่มีใครมากระจองอแง
มั่นใจแล้วจึงจะยอมนำเงินและทุนของตนเองมาฝากฝังไว้ เหมือนแปลงเกษตรที่หวังจะให้งอกงามเติบโตขึ้นเป็นผลกำไร ซึ่งต้องใช้เวลา
มั่นใจแล้วจึงจะเล่าสู่กันฟังในหมู่เพื่อนฝูงญาติมิตร ชักชวนกันมาเมืองไทย
แม้แต่รัฐบาลต่างชาติ มั่นใจแล้วจึงจะมาเยี่ยมเยือน เห็นไหมว่าขณะนี้กิจกรรมการทูตเงียบไปเหมือนเป่าสาก ใครเขาจะมา ถ้าเขาไม่มั่นใจ หรือมาแล้วจะมาเสียเวลาเจรจากับคนที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรไหม
ผมนั่งมองดูแล้วก็สะท้อนใจ เมืองไทยในขณะนี้เหมือนกงล้อเครื่องจักรที่หมุนติ้วไปข้างหน้า จู่ๆ ก็สอดท่อนเหล็กเข้าไปขวาง ก็หักพังโครมคราม กว่าจะทำให้กงล้อหยุดหมุนและออกแรงสุดฤทธิ์เพื่อให้มันหมุนกลับไปอีกทางหนึ่ง ใช้เวลานานนัก ออกแรงก็มาก และเสียหายสุดๆ
เอาล่ะ เมืองไทยของเราทุกคน ชี้ปัญหาแล้วก็ต้องหาทางแก้
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนี่นา
ความมั่นใจในขณะนี้ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบายและการแสดงออกของรัฐบาลใหม่และตัว คปค. เอง ว่าจะสามารถ “ต่อยอด” รัฐบาลทักษิณฯ ได้ขนาดไหน และด้วยความแนบเนียนอย่างไร
เราประเมินผลมาตลอดว่า ก่อนหน้านี้ธุรกิจต่างชาติกำลังพอใจที่รัฐบาลวางนโยบายปลดปล่อยและสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ เพราะการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส เป็นผลกำไรที่เข้าสู่กระเป๋าของเขาอย่างชอบธรรมด้วย ถ้าหากเขาเล่นเป็นและมีความสามารถพอ
ลดรายจ่ายก็อย่างโครงการ ๓๐ บาท บ้านเอื้ออาทร/บ้านมั่นคง
เพิ่มรายได้ก็อย่างโครงการส่งเสริม SMEs หวยบนดิน
ขยายโอกาสก็อย่างทุนการศึกษาประเภทต่างๆ กองทุนหมู่บ้านฯ
พูดง่ายๆ คือคนไทยมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเขาก็จะขายได้มากขึ้นไปด้วย
ต่างชาติที่ไม่ได้เข้ามาขาย แต่มาใช้เมืองไทยเป็นฐานการผลิต ก็กำลังปรับตัวใช้แรงงานที่มีฝีมือขึ้นและคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น โดยยอมจ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าเดิม เพราะเขารู้ว่าสามารถนำไปขายต่อได้แพงขึ้น
การปรับปรุงนโยบายคนเข้าเมืองก็ตรงใจและตรงความต้องการของเขา ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาถูกต้อง หรือแรงงานระดับบนที่เข้ามาทำงานทางปัญญาในเมืองไทย ก็อยากจะได้ความสะดวกรวดเร็วและจ่ายบนดินใต้ดินน้อยกว่านี้
สิ่งเหล่านี้ล่ะครับที่จะช่วยนับหนึ่งในความเชื่อมั่นได้ คือยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นเรื่องหลัก
แต่ถ้าของขึ้นกันบ่อยๆ ยึดเอาความไม่ชอบหน้าคุณทักษิณฯ เป็นตัวตั้ง อะไรของคุณทักษิณฯ ก็ตั้งท่าจะปฏิเสธ ระวังจะเกิดปัญหาใหญ่
แทนที่จะ “เชื่อมั่น” เขาอาจจะบอกว่า “ไม่เชื่อแม่ง” ก็ได้.
---------------------------------------------------------------------------------
ประมุขของรัฐ โดย จักรภพ เพ็ญแข

โดย : จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา : คอลัมน์ ผมเป็นข้าราษฎร นสพ.วิวาทะ ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 40
******************************************************************************
เรื่อง ประมุขของรัฐ
รุ่งขึ้นจากวันพิพากษาคดีทรัพย์สินของครอบครัวนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีคำพูดที่น่าคิดออกจากปากของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้เป็นประธานพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรนำมาขบคิดกันให้มาก
ในการแถลงข่าวตอนเช้าของวันเสาร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พลเอกชวลิตฯ กล่าวว่า เราต่างก็ต้องต่อสู้กันไปเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ได้ ไม่เฉพาะคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย แต่ร่วมกับกลุ่มพลังต่างๆ ที่ได้ก่อตัวขึ้นมาแล้วในขณะนี้
และประชาธิปไตยแท้จริงนั้นคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุขของรัฐ”
เรื่องนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในเวลาที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยชอบยกเรื่อง “ล้มเจ้า” ขึ้นมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามคือผู้เรียกร้องหาประชาธิปไตยที่แท้ และแสดงว่าตัวเองจงรักภักดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คาดหวังว่าทำแล้วฝ่ายตรงข้ามตายสนิท ไม่มีทางโงหัวขึ้นมาอีกเลย
ใครจะล้มเจ้า ใครจะจงรักภักดี ให้คนอื่นพูดเถิด ผมไม่สนใจและไม่ปรารถนาจะร่วมสนทนาด้วย บัวที่โผล่พ้นน้ำแล้วทุกช่อ ไม่ควรจะหาทางมุดน้ำลงโคลนหรือหาหินมาทับหัวตัวเองอีกต่อไป
แต่ขอวิสัชนาประโยคนี้ของพลเอกชวลิตฯ กันสักนิด
ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ฝ่ายประชาธิปไตยที่ธรรมศาสตร์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จนมีรัฐบาลในรูปแบบเผด็จการเต็มตัว และแบบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” อย่างกรณีรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีอำนาจแท้จริง จะเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ในบ้านเมืองก็ได้นั้น ก็มีเสียงกระซิบให้เรียกระบอบการปกครองของเราเองว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แทน “ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” อย่างที่เคยเรียนรู้กันมา จนถึงขั้นปรากฏในตำราเรียนทั่วไป
สิ่งที่กระทบใจก็คือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” กับ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุขของรัฐ” มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วอาจนึกว่ากำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่
หนึ่งวลีและหนึ่งประโยคนี้อยู่ห่างกันประมาณห้าแสนไมล์ทะเลเห็นจะได้
ต้องยอมรับว่า เท่าที่ผ่านมาผมไม่ได้ตื่นเต้นกับภารกิจ “โซ่ข้อกลาง” ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีนัก เพราะไม่รู้ท่านจะเชื่อมโซ่ข้อไหนเข้าด้วยกัน ระหว่างเหล็กกล้าหรือเหล็กน้ำพี้ หรือจะคว้าเหล็กสนิมเขลอะมาพ่วงอยู่ในโซ่ภายใต้คำว่าสมานฉันท์ แต่ท่านพูดประโยคนี้ออกมาทำให้เรดาร์ประชาธิปไตยชูชันขึ้นมาทันทีทันควัน
จะเพราะว่า “ภาวะวิสัย” ของบ้านเมืองมันถึงที่แล้วก็ไม่รู้ ท่านจึงพูดและ (อาจจะ) ทำแตกต่างจากเมื่อครั้งที่ท่านพูดเรื่อง “ปฏิวัติ” แล้วไม่ทำ เมื่อครั้งครองตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกควบผู้บัญชาการทหารสูงสุดภายใต้รัฐบาลของคุณเปรม
แทรกตรงนี้หน่อยว่า การ “ปฏิวัติ” ของท่านในครั้งนั้นไม่ใช่เข้ายึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร แต่เป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยในเมืองไทยอย่างแท้จริง ถึงระดับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกันทีเดียวล่ะ
คราวนี้จะถึงเวลาแล้วก็ไม่รู้?
ความเป็น “ประมุขแห่งรัฐ” ของกษัตริย์องค์ใดก็ตาม หมายความว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ในระดับสูงกว่าการเวียนว่ายตายเกิดทางการเมือง เพราะไม่ฝักใฝ่อำนาจทางการเมือง หรือ ไม่ “เล่นการเมือง” จนได้รับความเคารพนับถือให้เป็นกรรมการผู้ทรงเกียรติของรัฐ สามารถทำพิธีแต่งตั้งผู้นำการเมือง โดยที่ไม่ต้องเปลืองตัวไปกับเขา
การประกอบพระราชพิธีหรือรัฐพิธีก็มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะมองแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง สามารถเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมของรัฐได้เต็มที่
แต่ความเป็น “ประมุขเชิงระบอบ” นั้นคนละเรื่องทีเดียว เอากระบวนการทางการเมืองทั้งหมดขึ้นมาแบกไว้บนบ่า คอยรองรับความร้อนแรงทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา
การเมืองคือเรื่องของอำนาจ และอำนาจเป็นปิศาจที่จำเป็นในการบริหารบ้านเมือง เป็นคุณและเป็นโทษในขณะเดียวกัน สถาบันกษัตริย์ที่ลงมาอยู่ในฐานะนี้ก็จะไม่ต่างกับนักการเมืองและต้องได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประหนึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ยิ่งสถาบันกษัตริย์ใดมีกฎหมายห้ามวิจารณ์ ก็ยิ่งทำให้คนวิจารณ์ลงใต้ดิน เสียหายหนักกว่าบนดินเพราะควบคุมได้ยาก ในที่สุดก็จะย้อนกลับมาเป็นผลลบต่อสถาบันกษัตริย์
สถาบันกษัตริย์ในบางประเทศอย่างอังกฤษ ดำรงอยู่ได้หลังยุค โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เพราะเปิดให้วิพากษ์วิจารณ์กันเต็มที่ ไม่มีลมที่อัดเก็บไว้ในลูกโป่ง ไม่นั่งทับระเบิดเวลาและหลอกตัวเองไปวันๆ ว่า “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” เหมือนชื่อนิยายของ เอริค มาเรีย เรอมาร์ค
ทางเลือกก็ชัดเจนครับ
๑. ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๒. ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ
จะยึดทรัพย์ ริบราชบาตร หรือจะยุบพรรคกันอีกสักร้อยครั้ง ทำไปเถอะครับ เรื่องขี้ผง มาถึงวันนี้มันไม่สลักสำคัญอะไรแล้วล่ะ
เรื่องสำคัญคือเอาหัวชนกันแล้วพิจารณาทางเลือกทั้งสองทางนั้น โดยไม่เสแสร้ง ไม่ดัดจริต และไม่ต้องมาดีดดิ้นแบ่งคนไทยออกเป็นฝ่ายล้มเจ้าและฝ่ายจงรักภักดี
เตือนด้วยความหวังดีว่า ถ้าไม่เลิกเล่นเกมแบ่งประเทศกันเหมือนเด็กๆ มันจะกลายเป็นจริงเข้าสักวันหนึ่ง
ระวังว่าสิ่งที่อธิษฐานไว้จะเป็นจริง... Be careful what you wish for!
-------------------------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
-------------------------------------------------------------------------------
วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 40 อุดหูขโมยระฆัง

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 40 : อุดหูขโมยระฆัง
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
การถล่มเขาอย่างไร้หลักการและความเป็นธรรม จะเพาะเชื้อความเคียดแค้นกันต่อไปอย่างไม่รู้จบ
*****************************************************************************
ตอนที่ 40 : อุดหูขโมยระฆัง
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
การถล่มเขาอย่างไร้หลักการและความเป็นธรรม จะเพาะเชื้อความเคียดแค้นกันต่อไปอย่างไม่รู้จบ
*****************************************************************************
อุดหูขโมยระฆัง
เคยอ่านนิทานจีนเรื่องหนึ่งมานานแล้ว แต่ก็ยังติดอกติดใจและจำได้แม่นยำ เพราะสอนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติในชีวิตจริงได้ดีเหลือเกิน
ยาจกคนหนึ่งเดินผ่านหน้าบ้านของคหบดีผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่งทุกวัน ยิ่งผ่านบ่อยเข้าก็ยิ่งเกิดกิเลส อยากจะได้ระฆังทองเหลืองอันเล็กๆ ที่เศรษฐีแขวนไว้หน้าบ้าน ระฆังนั้นสวยงามจับตา ยิ่งมองก็ยิ่งชวนเชิญให้เข้าไปจับต้อง อยากได้เป็นของตัวเองจนทนไม่ไหว
ก็เลยตัดสินใจจะขโมย
ปัญหาคือระฆังมีเสียง เพียงแค่ไปแตะเบาๆ ก็คงจะเหง่งหง่างเรียกเอาคนในบ้านออกมา ตัวเองก็จะลำบากเดือดร้อน
คิดไปคิดมา เอาอย่างนี้สิ ถ้าเราอุดหูของตัวเองเสีย ก็จะไม่ได้ยินเสียงระฆัง ทีนี้ก็หยิบฉวยไปได้สบายเพราะไม่ได้ยิน ว่าแล้วยาจกก็เอาดินเหนียวอุดหูตัวเองทั้งสองข้างแล้วเอื้อมมือไปคว้าระฆังอย่างรวดเร็ว
คนในบ้านได้ยินเสียงระฆังเข้าก็วิ่งออกมาดู พอเห็นขโมยก็ช่วยกันรุมจับตัว และโบยตียาจกคนนั้นจนอานไป
นิทานเรื่องนี้เกี่ยวกับคนโง่เขลาเบาปัญญา และยังแถมคิดชั่ว ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคนปัจจุบันที่มีระดับการศึกษาสูงขึ้น และมักเชื่อว่าตัวเองฉลาดขึ้นด้วย
แต่ผมก็ยังเห็นการอุดหูขโมยระฆังอยู่ทั่วไปในชีวิตจริง
ท่ามกลางนายกรัฐมนตรีสื่อตั้งในขณะนี้ ท่านที่ดูจะโดดเด่นที่สุด เพราะปัจจัยต่างๆ ทั้งจารีตเดิมและสถานการณ์สมัยใหม่ช่วยกันสนับสนุน ได้แก่ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวานนี้ท่านได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างน่าสนใจ
ท่านพูดกับหนังสือพิมพ์ว่า หากคุณทักษิณฯ เดินทางกลับมายังประเทศไทยในขณะนี้ อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือแม้แต่การปะทะระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านขึ้นมาได้ ความรู้สึกของท่านคือคุณทักษิณฯ ยังไม่ควรคิดกลับบ้านในขณะนี้
หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษบางฉบับถึงกับตีความว่า พลเอกสุรยุทธ์ฯ เห็นว่าการเดินทางกลับบ้านของคุณทักษิณฯ เป็น “threat” หรือเป็นภัยคุกคามต่อสังคมเลยทีเดียว
ฟังแล้วก็น่ากลัวอยู่
ปัญหาคือคุณทักษิณฯ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่พอใจระหว่างคนไทยต่างกลุ่มขึ้นมาได้ก็จริง แต่จำเป็นหรือไม่ที่จะเกิดปัญหานั้นเฉพาะเมื่อคุณทักษิณฯ กลับบ้าน
อยู่อังกฤษหรือที่ไหนในโลกสามารถสร้างปัญหาเดียวกันได้ไหม ถ้าอยากจะสร้าง
จู่ๆ จะขอไปเปิดแถลงข่าวแฉความจริงทั้งหลายให้ชาวโลกฟังที่องค์การสหประชาชาติ และถ้าเขาอนุญาตอย่างที่ได้ให้กับรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจมามากแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น
นี่คือปัญหาที่กระทบต่อเมืองไทยโดยไม่ต้องมาทำที่เมืองไทยเลย
หรือคุณทักษิณฯ ไม่ต้องไปทำอะไร เพียงแค่คนไทยในเมืองไทยที่บัดนี้ลิ้มรสประชาธิปไตยเข้าไปแล้วหลายปี เกิด “อาการ” ขึ้นมาเอง และถ้าชนชั้นนำในเมืองไทยจะไม่ปักใจนักหนาว่าคนไทยนั้นโง่ ไม่สามารถคิดอะไรด้วยตัวเองได้ ก็น่าจะพอรู้ว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปมากพอที่สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เอง
เขาเงียบเฉยอยู่ก็เพราะพอใจในความสงบชั่วคราว และยังเชื่อในคำมั่นสัญญาของคณะใหม่ ไม่ได้แปลว่าต้องรู้สึกอย่างนั้นตลอดไป
การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งฝังลึกของเมืองไทยในขณะนี้ จึงไม่ใช่การฝังคุณทักษิณฯ ให้จมดิน แต่เป็นการแยกผิดและแยกถูกที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของคุณทักษิณฯ
การถล่มเขาอย่างไร้หลักการและความเป็นธรรม จะเพาะเชื้อความเคียดแค้นกันต่อไปอย่างไม่รู้จบ
แต่ถ้าไม่ตรวจสอบอะไรเสียเลย ก็จะเสียงรังวัดประเทศว่าแล้วรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญกันไปทำไมเล่า
ปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ต้องไปแก้ไขที่เหตุสิครับ
อย่ามัวแต่อุดหูขโมยระฆังอยู่เลย.
------------------------------------------------------------------------------
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 39 คิดถึงอิคารัส

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 39 : คิดถึงอิคารัส
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
คุณทักษิณฯ สวมหัวใจนักบริหารและยึดเป้าหมายของตัวเป็นที่ตั้ง ไม่มีเวลาให้กับทั้งหน้าอินทร์และหน้าพรหม คนอื่นๆ เขากลับยึดเอาหน้าอินทร์และหน้าพรหมเป็นสรณะโดยไม่ต้องทำงานอะไรอื่นอีกเลย
*****************************************************************************
คิดถึงอิคารัส
เรื่องที่ผมว่าน่าจะทำกันจริงๆ ในช่วง “ปฏิรูป” การเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่กระโจนลงไปเถียงจนคอเป็นเอ็นว่าควรปรับเปลี่ยนมาตราไหน แต่ควรใช้เวลานั่งคิดใคร่ครวญกันว่าแท้ที่จริงแล้วเรามีปัญหาอะไรในทางการเมือง คิดจนตกผลึกแล้ว ค่อยนำเทคนิคกฎหมายเข้ามา
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร ให้บทเรียนไว้มากมายในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจจะให้ เราจะตั้งต้นกันที่รัฐบาลนั้นก็ยังได้ หยิบเอามาสักประเด็นหนึ่งก่อน
ก่อนจะเกิดคุณทักษิณฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คงจำกันได้ว่าเราเรียกร้องกันมากว่าเมื่อไหร่จะมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่กล้าหาญสักทีหนึ่ง อยากจะได้การนำชนิดทุบโต๊ะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ของบ้านเมือง โดยไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม
เพราะเบื่อการพูดแล้วไม่ทำ และรำคาญความขัดแย้งอันรกรุงรังตามสไตล์รัฐบาลผสม
คำว่า ไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ที่ว่านี้เอง ทำให้เกิดเป็นนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค โครงการทุนหมู่บ้านหรือ SML ฯลฯ ขึ้นมา เพราะถ้าเกรงหน้าอินทร์และหน้าพรหม ก็จะทำไม่ได้ ถูกข่มขู่คุกคามหรือไม่ก็กราบขอร้องจากกลุ่มอิทธิพลทั้งหลายจนไม่ได้ทำ
แต่คุณทักษิณฯ ไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นเมืองหน้าอินทร์หน้าพรหม
คำว่าอินทร์และพรหมหมายถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างไทย ซึ่งไม่ได้มีฐานความคิดว่าคนเกิดมาเท่าเทียมกันในทางสังคม ถึงจะย้ำคิดย้ำทำกันแทบจะเป็นบ้าว่าคนไทยทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายก็ตาม
ของจริงมีผู้ใหญ่-เด็ก มีนิ้วโป้ง-หัวแม่มือ
หนึ่งเสียงเท่าเทียมกันตามกฎหมาย แต่ไม่แน่ว่าจะเท่าเทียมกันทางสังคม
แล้วยังมีคำว่า หน้า ซึ่งวัฒนธรรมไทยปลูกฝังให้โยงกับศักดิ์ศรีและความสำคัญ ที่ต่อมาชอบใช้คำแทนเพราะๆ ว่าการให้เกียรติ
ครับ ขอบคุณที่ให้เกียรติ แต่ถ้าเผลอไม่ให้หรือให้ไม่พอ เป็นโกรธกันจนแทบจะไม่เผาผี
“หน้า” ของอินทร์และพรหมย่อมจะมีค่าในความรู้สึกของตนเองมากกว่าหน้าคนทั่วไปอยู่ด้วย
จะบริหารประเทศไทย ต้องไม่ลืมว่าอิทธิพลของฮินดูในวัฒนธรรมไศเลนทร์นั้นซึมมานานนักหนาจนเข้าเนื้อไปหมดแล้ว
สังคมอินเดียจึงแบ่งออกเป็นวรรณะต่างๆ ตั้งแต่กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ จนถึงศูทร แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า นักรบ ข้าราชการ/ผู้รู้ พ่อค้า และประชาชน
การไต่บันไดข้ามวรรณะแทบจะกระทำมิได้เลย คนส่วนใหญ่จึงไม่พยายาม และใช้เวลาเกือบทั้งหมดกับการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างวรรณะขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากความยอมรับในสถานภาพของตนเอง และใช้หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หรือ peaceful co-existence
การข้ามวรรณะมิได้หรือทำได้ก็ยากเย็นเหลือประมาณนี้ เป็นลักษณะอันสำคัญของสังคมหวงห้าม มีเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบ จึงต้องระมัดระวังอยู่มากในเชิงจารีต
ในขณะที่คุณทักษิณฯ สวมหัวใจนักบริหารและยึดเป้าหมายของตัวเป็นที่ตั้ง ไม่มีเวลาให้กับทั้งหน้าอินทร์และหน้าพรหม คนอื่นๆ เขากลับยึดเอาหน้าอินทร์และหน้าพรหมเป็นสรณะโดยไม่ต้องทำงานอะไรอื่นอีกเลย
ผลก็อย่างก็เห็นๆ กันอยู่
เห็นแล้วก็อดนึกถึงอิคารัสไม่ได้
อิคารัสเป็นผู้ที่มีจิตใจทะเยอทะยาน นั่งมองพระอาทิตย์ทุกวันอย่างครุ่นคิด วันหนึ่งก็เอาขี้ผึ้งมาปั้นเป็นปีกติดไว้ที่แขนทั้งสองข้าง แล้วบินตรงสู่ดวงอาทิตย์เลยทีเดียว ปรากฏว่าเข้าใกล้เกินไป ความร้อนจากพระอาทิตย์ทำให้ขี้ผึ้งละลาย อิคารัสก็เลยตกลงมาตาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าสนใจเฉพาะขี้ผึ้งใต้แขน ให้สนใจความร้อนจากดวงอาทิตย์ด้วย
สุคติหรือทุคติก็ไม่รู้เหมือนกัน.
-------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 38 นายกรัฐมนตรีระบอบเก่า

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 38 : นายกรัฐมนตรีระบอบเก่า
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ตอนที่ 38 : นายกรัฐมนตรีระบอบเก่า
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ความเชื่อว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชำนาญการด้วยตัวเองนั้น เป็นคติเก่าตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะระบบราชการยังอ่อนหัด และสังคมภายนอกไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย คนที่ได้อำนาจรัฐจึงต้องเก่งเอง
*****************************************************************************
*****************************************************************************
นายกรัฐมนตรีระบอบเก่า
ถึงใครจะบ่นว่าบ้านเมืองวุ่นวายขนาดไหนเมื่อเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีแต่ละครั้ง ผมก็ยังเห็นแง่งามและประโยชน์ของช่วงเวลาแบบนี้
ไม่ได้สนใจว่าคนไหนอยู่สายของใคร หรือ “เจ๊ดัน” ทำหน้าที่สำเร็จแล้วใครต้องทำอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนใครบ้าง หรือรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสรรพเรียบร้อยโรงเรียน คปค. ก่อนจะได้ตัวหัวโต๊ะคือนายกรัฐมนตรีเสียอีก อะไรต่อมิอะไรเทือกนั้น
แต่สนใจที่ความหมายของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า
ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่ทั้งสังคมจะได้รวมพลังกันคิดอย่างสร้างสรรค์กันอีกสักครั้งว่า คนที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทยควรจะมีที่มาและความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง
โดยเฉพาะ “ที่มา” นี่สำคัญมาก เพราะเอามาใช้พยากรณ์ “ที่ไป” ได้ไม่น้อย
ฟังความเห็นของหลายๆ คนแล้ว ดูจะเชื่อว่านายกรัฐมนตรีควรเป็นผู้ชำนาญการในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น กฎหมาย เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ฯลฯ แล้วเอามาประเมินว่าผู้ชิงชัยคนใด “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง”
บางคนระบุว่าจะต้องได้นักเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจจะทรุด ขณะนี้คู่ค้าต่างประเทศหยุดหรือไม่ก็ชะลอสัญญาอะไรต่างๆ ไปหมดหลังจากการยึดอำนาจ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่
ทำราวกับว่าความเชื่อมั่นสร้างได้ง่ายๆ เหมือนพลิกฝ่ามือ เปรียบไปก็เหมือนเห็นเขายิงกันตายต่อหน้าต่อตาแล้วมือปืนหันมาบอกละล่ำละลักโดยปืนก็ยังคาอยู่ในมือว่า “เชื่อผมเถอะครับ ผมเป็นคนมีเหตุผล พูดจารู้เรื่อง!” ของพรรค์นี้มันต้องใช้เวลา
บางเสียงก็บอกว่า นักกฎหมายสิที่บ้านเมืองจะต้องเชิญมาเป็นผู้นำในเวลาอย่างนี้ เพราะจะได้รู้กลไกของรัฐธรรมนูญและการดำเนินการบริหารบ้านเมืองตามหลักนิติธรรม ถึงขนาดเถียงกันแล้วว่านักกฎหมายแบบไหนจึงจะดี เพราะได้ยินชื่อตั้งแต่ผู้พิพากษาระดับหัวหน้าศาล นักกฤษฎีกาผู้ชำนาญการกฎหมายของฝ่ายบริหาร ไปจนถึงอาจารย์สอนนิติศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัย
เถียงจะเป็นจะตายกับคนที่บอกว่าได้นักกฎหมายมาก็เป็นกรรม เพราะบางคนเชื่อมั่นเอาทีเดียวว่านักกฎหมาย (โดยเฉพาะที่อาวุโส) มักมีโลกทัศน์แคบ ตีความเอาตามตัวอักษร ไม่สนใจล่ะว่าโลกภายนอกเขาอยู่กันอย่างไร ที่สำคัญคือมักจะมีลักษณะอำนาจนิยม หลายคนถึงกับใช้สรรพนามแทนตัวว่า “อาจารย์” ทั้งที่เขาไม่เคยมอบตัวเป็นลูกศิษย์เลย
ช่างเถอะครับ
ไม่ว่าจะเถียงว่าศาสตร์ใดสร้างนายกรัฐมนตรีที่ดีและเพียบพร้อมกว่า เป็นเรื่องของสำนักความคิดอย่างเดียวกันทั้งนั้น (หรือใช้คำของอาจารย์คึกฤทธิ์ฯ คือ “คติ” เดียวกันทั้งสิ้น)
นั่นคือเชื่อว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชำนาญการในตัวเอง
ชำนาญในศาสตร์สาขาต่างๆ อย่างที่เรียกว่า ผู้รู้ หรือ expert
หรือชำนาญในการประยุกต์ศาสตร์เข้ากับการปฏิบัติได้ ก็มักเรียกว่า ผู้ปฏิบัติที่มีความรู้ หรือ technocrat
ความเชื่อว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชำนาญการด้วยตัวเองนั้น เป็นคติเก่าตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะระบบราชการยังอ่อนหัด และสังคมภายนอกไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย คนที่ได้อำนาจรัฐจึงต้องเก่งเอง เพราะพึ่งใครไม่ได้
ผิดกับยุคนี้ที่ผู้ชำนาญการเต็มเมือง จะเอาศาสตร์สาขาใดล่ะ ประชาชนก็พัฒนาขึ้นเป็นคนละคน เกิดอะไรขึ้นก็ตามเรื่องทันและเข้าซึมซาบโดยตลอด เพียงแต่อาจจะไม่กล้าพูดดังๆ
นายกรัฐมนตรีจึงไม่จำเป็นต้องเก่งเองทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นนักบริหารที่เก่ง รู้ชัดเจนว่าตัวเองไม่รู้อะไร และจะไปเชิญคนเก่งที่ไหนมาช่วยทำงาน
ข้อสำคัญสำหรับครั้งนี้ จะต้องมีความสามารถในการประสานประโยชน์และมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม เพราะจะมีคน “บอกบท” มากมายเกินกว่าจะนับได้ถ้วนทั่ว
นึกแล้วก็เหนื่อยแทน เอาเป็นว่าขอข้อเดียวก่อน...คือมีความอดทนเกินมนุษย์ธรรมดาๆ ก็แล้วกันครับ.
--------------------------------------------------------------------------------
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
TPNews เชิญสมัครสมาชิก SMS
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 37 ดอกไม้จากประชาชน

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 37 : ดอกไม้จากประชาชน
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ดอกไม้จากประชาชนที่สื่อมวลชนเอามาเล่นเป็นข่าวใหญ่ข่าวสำคัญของตัวเองในขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วคือคำเตือนอย่างจริงจังจากประชาชน
*****************************************************************************
ดอกไม้จากประชาชน
เพื่อนชาวต่างประเทศของผมถามไถ่มาด้วยความงุนงงว่า ทำไมจึงปรากฏภาพของประชาชนไปมอบดอกไม้ให้กับทหารที่ทำการยึดอำนาจ แถมยังถ่ายภาพกับรถถังและอาวุธสงครามที่เขาใช้เป็นเครื่องมือยึดเอาสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไปจากตัวเอง
ไม่เสียดายประชาธิปไตยหรอกหรือ?
ผมก็หัวเราะ ตอบเขาไปว่าถ้าสวมหัวใจฝรั่งก็ต้องคิดอย่างนั้น แต่ถ้าใช้ระบบความคิดแบบไทยแล้วจะเข้าใจ เพราะมีความหมายอันลึกซึ้งและฉาบฉวยอยู่พร้อมกันในตัวเสร็จสรรพ
เหตุการณ์แบบนี้ทำให้ฝรั่งตกอกตกใจได้ง่าย เพราะเขาถือว่า ระบอบการปกครองที่ถือเอาเสียงข้างมากของประชาชนเป็นหลัก และได้รัฐบาลมาด้วยการเลือกตั้ง ย่อมดีกว่าระบอบการปกครองแบบอื่นๆ
ถึงเขาจะไม่ชอบผู้นำการเมืองที่ได้รับเลือกมาเป็นอย่างยิ่ง เขาก็จะครุ่นคิดหาทางโค่นล้มในระบบกันให้ได้ต่อไป เพราะสังคมประชาธิปไตยกลัวจะเสียสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยมากกว่ากลัวจะต้องอยู่กับรัฐบาลที่ตัวไม่ชอบใจ
ไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนใจมาชอบ เผลอๆ ความเป็นรัฐบาลของฝ่ายที่เราไม่ชอบเสียอีกที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คิดต่อสู้โค่นล้มกันในการเลือกตั้งให้จงได้ นั่นคือใช้พลังงานของตัวเองได้ถูกที่ถูกทาง
ผมเคยเปรียบเปรยมาสองสามครั้งว่า ไอน้ำนั้นไปผ่านเครื่องจักรเข้ามันก็ทำงานได้สารพัด เป็นประโยชน์มาก แต่ถ้ามันระเบิดขึ้นมาอย่างไม่มีระบบระเบียบและขาดเป้าหมายแล้ว ก็จะฉิบหายวายวอดได้มากเช่นกัน
เพราะตัวเองคิดอะไรตามระบบ ฝรั่งก็เลยไม่เข้าใจคนไทย เพราะเราคนไทยไม่ได้คิดเป็นระบบอย่างนั้น
พื้นฐานจิตใจของคนไทยคือความสงบสันติ รู้สึกว่ามีอะไรวุ่นวายก็จะไม่สบายใจ ถึงขั้นวิ่งหนีออกจากความวุ่นวายนั้นเลยทีเดียว
หรือไปทำบุญปัดรังควาญ
จะให้มานั่งวิเคราะห์สาเหตุของความวุ่นวายเพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด ซึ่งเป็นวิธีคิดเชิงระบบ (และเป็นวิถีคิดเชิงพุทธธรรมด้วย) นั้น ทนไม่ไหวและไม่ปรารถนา
ผมจึงตอบฝรั่งเหล่านั้นไปว่า คนไทยจำนวนหนึ่งออกมาแสดงความพอใจต่อรถถังและอาวุธสงครามเหล่านี้เพราะขอบคุณในความสงบชั่วคราว
ก่อนหน้านี้กลัวว่าคนไทยจะเกิดปะทะกันเองแบบม็อบชนม็อบ เพราะดูแล้วไม่มีใครยอมใคร ฝ่ายหนึ่งยึดความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายหนึ่งถือสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะล้มล้างกลไกของรัฐธรรมนูญนั้นเองเสียก็ได้
เห็นระเบิดตูมๆ ที่ภาคใต้ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวจะลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่ที่ต้องเสียเลือดเนื้อมากกว่านี้
เลยเถิดไปถึงว่าเลือกตั้งไปแล้วก็จะไม่มีใครเคารพนับถือระบบ การประท้วงก็จะรุนแรงสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองกันต่อไปอีก
คนที่คิดอย่างนี้ก็เลยออกมาขอบคุณรถถังและอาวุธสงครามที่ช่วยทำให้ความกลัวเหล่านั้นสงบระงับลงไปได้พักหนึ่ง ถึงรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางที่จะประกันความสงบสันติตลอดไปได้ด้วยวิธีการแบบนี้
และอาจจะนึกขอบคุณที่คนเหล่านี้ไม่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง ตามคำประกาศต่างๆ ของ คปค. ก็เลยเกิดความหวังว่าจะไม่มีการสร้างปัญหาใหม่
ดอกไม้จากประชาชนที่สื่อมวลชนเอามาเล่นเป็นข่าวใหญ่ข่าวสำคัญของตัวเองในขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วคือคำเตือนอย่างจริงจังจากประชาชน
จงอย่าทำให้บ้านเมืองไม่สงบด้วยการใช้ความรุนแรง
ตีความผิดเมื่อไหร่กลายเป็น รสช. ทันที.
-------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 36 ตอบจดหมาย (2)

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 36 : ตอบจดหมาย (2)
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ตอนที่ 36 : ตอบจดหมาย (2)
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
*****************************************************************************
ขนาดราคายางที่ภาคใต้ดีเป็นประวัติการณ์ก็ยังไม่ได้รับความชื่นชมหรือขอบคุณ พูดกันหน้าตาเฉยว่า “ราคายางมันดีของมันเอง!”
*****************************************************************************
*****************************************************************************
ตอบจดหมาย (๒)
มาตอบจดหมายกันต่อนะครับ เมื่อตอนที่แล้วได้คลายความสงสัยของ คุณอเนกชัย พุ่มสมบัติ ไปได้ครึ่งเดียว คือเรื่องเครื่องบินประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คุณอเนกชัยฯ ยังถามต่อว่า
“๒. เรื่องที่จะมีการอพยพคนสิงคโปร์มาอยู่ประเทศไทยและจะยึดประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งสิงคโปร์ ผมก็สงสัยอยู่ว่าเป็นเช่นนั้นหรือ? ผมมีความรู้สึกว่าสิงคโปร์เข้ามาครอบครองธุรกิจตั้งแต่หลังประมูลทรัพย์สินหลัง ปรส. หลังฟองสบู่แตกแล้วมิใช่หรือ?
ที่ผมแปลกใจคือ ข่าวที่น่าสงสัยมักจะไม่ปรากฏเป็นข่าวบนสื่อฯ ทั่วไป ที่จริงสื่อฯ เมืองไทยนี้แหละรวดเร็วที่สุดแล้ว จริงไม่จริงสักแค่ไหนก็เป็นข่าวและวิจารณ์ก่อนจะแก้ข่าวให้หรือไม่ค่อยว่ากันอีกที...”
คุณอเนกชัยฯ นี่จะต้องเป็นคอข่าวอย่างฉกรรจ์คนหนึ่งทีเดียว ผมรู้สึกว่าแต่ละคำถามเข้าประเด็นเหมือนชกเข้ากระบอกตาขวาพอดีทุกที
เรื่องสิงคโปร์นี่แหละครับ หลอกหลอนคุณทักษิณ ชินวัตรตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ถูกยึดอำนาจ และทำท่าจะมีคนช่วย “ซ้ำ” อีกเยอะในตอนนี้
ต้องเล่าเป็นลำดับเพื่อไม่ให้สับสน
ภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในสายตาคนไทยไม่สู้จะดีนักมาตั้งแต่แรก เพราะรู้สึกว่าแกจะเป็นพ่อค้าเอามากๆ สนใจแต่กำไรขาดทุนและโอกาสทางธุรกิจ และไม่ถนอมน้ำใจเพื่อนเอาเสียเลย
แถมมีข่าวมาตลอดว่าไทยทะเลาะกับเพื่อนบ้านทีไร สิงคโปร์เป็นรวยทุกที เพราะดอดไปทำหน้าที่พ่อค้าคนกลางทุกครั้งไป
ความที่ไม่ค่อยระมัดระวังตัวของคุณทักษิณฯ ในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ท่านพูดหลายครั้งว่าท่านมีความผูกพันกับสิงคโปร์จนเสมือนเป็นบ้านที่สอง มีเวลาส่วนตัวเมื่อไหร่ชอบย่องไปเรื่อย
คนที่รู้ประวัติจะเข้าใจทันทีว่า เพราะคุณทักษิณฯ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากธุรกิจโทรคมนาคม และใช้สิงคโปร์เป็นฐานธุรกิจที่สำคัญมาก่อน ความรู้สึกดีจึงมีมาก เพราะเป็นหนึ่งในที่ๆ ช่วยผลักดันตัวท่านเองให้โผล่พ้นน้ำและประสบความสำเร็จในที่สุด
แต่นั่นแหละครับ ในยุคที่ความรู้สึกต่อต้านมีมาก ขนาดราคายางที่ภาคใต้ดีเป็นประวัติการณ์ก็ยังไม่ได้รับความชื่นชมหรือขอบคุณ พูดกันหน้าตาเฉยว่า “ราคายางมันดีของมันเอง!”
ซึ่งก็แปลก มันไม่ยัก “ดีของมันเอง” ในรัฐบาลของคนอื่นเสียด้วยนะ
ความรู้สึกนั้นเองที่ทำให้คนโยงภาพคุณทักษิณฯ ว่าคบคิดกับสิงคโปร์เพื่อทำการใหญ่ในเมืองไทย ขนาดที่คุณอเนกชัยฯ ได้ยินมานั่นแหละครับ
ความจริงก็คือ สิงคโปร์เป็นคนค้าขาย คุณทักษิณฯ เป็นคนค้าขาย เขามีภาษาที่เขาพูดกันอย่างถูกคอตามประสาคนพันธุ์เดียวกัน การคิดขนาดที่จะเชิญเข้ามายึดประเทศไทยนั้น ถ้าคนไทยกินแกลบกันทั้งประเทศล่ะก็อาจจะเป็นได้ แต่บังเอิญคนไทยกินข้าว
ข้อมูลซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นข้อมูลสาธารณะ ใครสนใจอะไรก็ไปเจาะดูได้
สิงคโปร์มีศัตรูคู่แข่งทางการค้าหลายราย อย่างมาเลเซีย ซึ่งไม่เคยเปิดโอกาสให้สิงคโปร์ข้ามศีรษะตัวเองไปหากินใดๆ โดยเฉพาะในที่ๆ ใกล้กับตัวเองง่ายดายนัก
และประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจเสรี จะไปออกคำสั่งห้ามคนสิงคโปร์เข้ามาค้าขายลงทุนในประเทศไทยก็ไม่ได้ เพียงแต่ช่วยกันมองเท่านั้นเองว่าเข้ามาแล้วเขามีพฤติกรรมอย่างไร
จึงตอบคุณอเนกชัยฯ ได้เลยครับว่า เรื่องนี้ไม่จริง เป็นเพียงวิตกจริตของคนที่ชอบเอาเรื่องโน้นมาโยงกับเรื่องนี้เพื่อทำลายชื่อเสียงกันเท่านั้น
อยากจะทำลายใครในเมืองไทย คุณอเนกชัยฯ ทำเองก็ได้ครับ ออกข่าวป่าวร้องว่าเขารักต่างชาติมากกว่าเมืองไทย ถ้าไม่สำเร็จก็ลากไปชนกับสถาบันหลักของบ้านเมืองบ่อยๆ ศัตรูของท่านก็จะพังไปเอง พังแบบที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยด้วย
แต่ถึงตอนบาป...ก็บาปกันเอาเองนะครับ.
-----------------------------------------------------------------------------
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553
TPNews เชิญสมัครสมาชิก SMS
***"TPNews" ขอเชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน สมัครเป็นสมาชิกข่าวสั้นผ่านมือถือ (SMS) เพื่อนำรายได้ช่วยสนับสนุนการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย***
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
***TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-456 6794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)****
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 35 ตอบจดหมาย (1)

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่ 5 : ตอบจดหมาย (1)
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่ 5 : ตอบจดหมาย (1)
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
********************************************************************************
ตั้งชื่อว่า “ไทยคู่ฟ้า” เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการทำงานของนายกรัฐมนตรีทุกๆ คนของเมืองไทย รวมทั้ง
นายกฯ คนใหม่ที่คณะผู้ยึดอำนาจกำลังจะเสนอแต่งตั้งขึ้นมานี่ด้วย
********************************************************************************
ตอบจดหมาย (1)
ผมได้รับอีเมลของท่านผู้อ่านท่านหนึ่ง ชื่อ คุณอเนกชัย พุ่มสมบัติ มาสองสามวันแล้วครับ พอดีบ้านเมืองเกิดอลเวงขึ้นก่อนก็เลยยังไม่ได้ตอบ วันนี้จะได้อธิบายความต่างๆ เสียเลย
“เรียนคุณกาหลิบ ที่นับถือ
ผมได้อ่าน คอลัมน์ “เลือกคบ-ไม่เลือกข้าง” ของคุณกาหลิบแล้ว ก็มีความรู้สึกสึกว่า ได้พบคนที่พอจะไว้วางใจปรึกษาหารือเรื่องการบ้านการเมืองได้สักหนึ่งคน ในสภาวะที่บ้านเมืองสับสนเช่นนี้ จึงขอส่งคำถามที่เป็นข้อข้องใจ และแสนที่จะอึดอัดมาให้คุณกาหลิบตอบให้คลายสงสัยหน่อยเนื่องจากผมได้รับอีเมล์ ที่น่าสงสัยหลายเรื่อง
๑. เรื่องแรก ผมได้รับอีเมล์ พร้อมภาพถ่ายภายในเครื่องบิน ที่หรูหรามาก (ได้แนบภาพมาด้วยแล้ว) แล้วบอกว่านี่เป็นเครื่องบินที่ท่านนายกฯ ทักษิณฯ ใช้งบประมาณของแผ่นดินซื้อและตกแต่งภายในเสียหรูหราเกินหน้าพระเจ้าแผ่นดินเสียอีก ข้อนี้ผมเองก็สงสัยว่า ทำไมถึงถ่ายภาพได้สวยงามทั้งแสงและมุมภาพขนาดนี้ และทำไมไม่เป็นข่าวบนสื่อฯ ทั่วไปๆ...”
ต้องขออนุญาตตัดมาเพียงครึ่งเดียวก่อนนะครับ เพราะต้องใช้เนื้อที่อธิบายกันพอสมควรประเด็นที่สองจะตอบท่านในตอนต่อไป
ออกตัวกันเสียก่อนว่า คุณอเนกชัยฯ ถามเรื่องนี้มาก่อนการยึดอำนาจรัฐในวันอังคารที่ ๑๙ ก.ย. และผมมาตอบคำถามของท่านภายหลังจากเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้เป็นธรรมต่อตัวคุณทักษิณฯ ที่กำลังถูกป้ายสีสารพัดตามประสาของคนที่แพ้เกม
ผมได้เห็นภาพภายในของเครื่องบินที่ท่านผู้อ่านท่านนี้ส่งมาแล้วครับ เห็นแล้วก็หัวเราะหึๆ เพราะอดขำไม่ได้ว่าคนที่มีหน้าที่ใส่ร้ายป้ายสีเขาทำหน้าที่เขาได้เต็มที่จริงๆ
ถามข้าราชการประจำชั้นผู้ใหญ่ที่เคยขึ้นเครื่องบิน “ไทยคู่ฟ้า” ลำนี้ก็ได้ครับ อย่าไปถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาล เดี๋ยวจะนึกว่าเข้าข้างกัน เอาเป็นว่า ภาพที่เขานำมาแสดงและอรรถาธิบายว่าเป็น “เครื่องบินนายกฯ” นั้นเป็นคนละภาพกันกับลำจริง และแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
เครื่องบินประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลำนี้ เรียงที่นั่งต่างๆ เหมือนเครื่องบินโดยสารธรรมดาทุกประการ การประดับตกแต่งไม่มีความเลิศหรูเกินไปกว่าเครื่องบินราชการที่คนระดับปลัดกระทรวงและผู้บัญชาการเหล่าทัพมีสิทธิ์ใช้ได้ มาตรฐานการตกแต่งประดับประดาก็ต่ำกว่าการบินไทยมาก
แต่ภาพที่นำมาใส่ในเว็ปไซต์กันเอิกเกริกนั้น เหมือนฮาเร็มสุลต่านที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าเป็นเครื่องบินก็เป็นเครื่องบินในประเทศอื่น เมืองไทยเราไม่มีอย่างนี้
พูดอย่างนี้ก็เพราะเคยเห็นเองมาแล้ว ยังนึกอยู่ในใจตอนที่รัฐบาลถูกวิจารณ์มากๆ ในเรื่องนี้ว่า โธ่เอ๋ย...แค่นี้เองน่ะหรือ ไหนใครว่าเลิศหรูนักหนา พอมาเห็นภาพความหรูของคนอื่นเข้า ก็เลยยิ่งหวนนึกถึงความเรียบง่ายไม่มีอะไรเลยของ Airbus 319 ลำของสำนักนายกฯ
ตกลงว่าคนละลำ คนละภาพกันเลยนะครับ
ยังมีประเด็นสำคัญที่มันซ่อนอยู่ในเรื่องนี้อีก คุณอเนกชัยฯ ไม่ได้ถามหรอกครับ แต่ผมจะเล่าให้ฟังเพราะเกี่ยวกัน
ที่มาของเครื่องบินลำนี้ออกจะซับซ้อนหน่อย ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นายกฯ ทักษิณฯ หรือคนใกล้ชิดจะกำหนดเป็นแนวทางออกมาว่าบัดนี้นายกรัฐมนตรีไทยจะต้องมีเครื่องบินประจำตำแหน่ง
เหตุที่มีงบฯ มาซื้อเครื่องบินที่ไม่ได้ประจำตัวแต่เป็นประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เพราะเกิดการแปลงงบฯ เพราะได้รับแนวทางจากระดับที่เหนือขึ้นไปว่า ให้ขายพาหนะทางอากาศลำหนึ่งเพื่อให้พ้นไปจากฝูงบินเสีย และให้นำเงินที่ได้ไปซื้อเครื่องบินลำใหม่เพื่อใช้ในกิจการของรัฐบาล
ความจริงของเรื่องนี้คือ การแลกเครื่องบินลำนี้มาใช้ ไม่ใช่ความคิดของรัฐบาลคุณทักษิณฯ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
เป็นเรื่องที่ “ทำให้” ไม่ได้ “ทำเอา”
ตั้งชื่อว่า “ไทยคู่ฟ้า” เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการทำงานของนายกรัฐมนตรีทุกๆ คนของเมืองไทย รวมทั้งนายกฯ คนใหม่ที่คณะผู้ยึดอำนาจกำลังจะเสนอแต่งตั้งขึ้นมานี่ด้วย
หรูก็ไม่หรู ได้มาก็เพราะจังหวะดีและได้รับสัญญาณอย่างเหมาะสม
คนละเรื่องกับแอร์ฟอร์ซวันของสหรัฐฯ ชนิดที่ไปคุยอวดไม่ได้เลยครับ
อายเขา.
-------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 34 ประชาธิปไตยคืออะไร

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่34 : ประชาธิปไตยคืออะไร
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
ตอนที่34 : ประชาธิปไตยคืออะไร
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
********************************************************************************
นักประชาธิปไตยจึงไม่ต้องขโมยอำนาจของคนอื่นเมื่อเขาเผลอ
********************************************************************************
ประชาธิปไตยคืออะไร
นึกมานานว่ารู้จักประชาธิปไตยดี ขนาดทักทายปราศรัยและถามทุกข์สุขกันได้ แต่เมื่อถึงวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ผมก็เกิดอาการใบ้รับประทาน ไม่รู้จักประชาธิปไตยขึ้นมาเฉยๆ อย่างนั้นเอง
เพราะได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินขึ้นมา
สิ่งที่เรียกว่าการรัฐประหารหรืออย่างที่หลายคนนิยมเรียกผิดๆ ว่าการปฏิวัติ เป็นเครื่องมือที่อยู่ตรงข้ามกับหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นปฏิบัติการของคนกลุ่มเล็กที่มีความมุ่งมาดปรารถนาอำนาจรัฐอันเป็นของคนส่วนใหญ่
จะให้เหตุผลว่าทำเพื่อชาติเพื่อเชื้ออย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญคือการยื้อแย่งอำนาจรัฐโดยไม่ต้องเสียเวลาลงสมัครรับเลือกตั้งเหมือนกันทั้งนั้น
ส่วนประชาธิปไตยเป็นเรื่องของคนส่วนมากคิดกันว่า ควรจะมอบอำนาจรัฐให้กับใคร กลุ่มไหน และเพราะเหตุใด โดยใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกหาคำตอบ
ประชาธิปไตยจึงได้มาทีละขั้น
เริ่มต้นจากการดำรงชีวิตที่สังคมยอมรับ เสนอแนวคิดที่ใครๆ เห็นว่าใช้ได้และปรับให้เป็นนโยบายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
เมื่อประชาชนอนุญาตจึงเข้ามารับอำนาจอันจำกัดและมีการตรวจสอบ
จากนั้นก็ต้องผ่านการเลือกตั้งทุกครั้งเพื่อให้ครู (ประชาชน) ตรวจข้อสอบและประกาศผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
นักประชาธิปไตยจึงไม่ต้องขโมยอำนาจของคนอื่นเมื่อเขาเผลอ
ประชาธิปไตยมักจะคำนึงถึงว่าใครกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติอยู่หรือไม่ แม้แต่คนที่ตั้งว่าจะโค่นล้มให้ได้ เช่น ทำหน้าที่ตัวแทนของชาติในต่างประเทศ ฯลฯ ก็จะชะลอเกมการเมืองของตัวเองไว้เพื่อหน้าตาและศักดิ์ศรีของชาติ กลับมาค่อยทะเลาะกันต่อ
ประชาธิปไตยไม่เห็นบุคคลว่าสำคัญกว่าระบบ ไม่ชอบหน้าใครก็จะยอมทนไปเรื่อยๆ ตราบที่ผู้นั้นยังอยู่ในระบบที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยและนับถือ แต่เมื่อโอกาสเลือกตั้งมาถึงก็ไม่พลาดโอกาสที่จะคิดโค่นล้มอีก แต่โค่นล้มในระบบ
ประชาธิปไตยจะเปิดโอกาสให้ระบบได้ทำงาน เพราะรู้ดีว่าคนสร้างระบบขึ้น กว่าระบบจะมีความเก๋าพอที่จะควบคุมพฤติกรรมของคนได้ก็ต้องใช้เวลา และไม่เร่งร้อนส่งคนไปแก้ไขปัญหาด้วยการยกเลิกระบบเดิมและสร้างระบบใหม่
วิธีการยกเลิกระบบนั้นเร็วกว่าจริง แต่สร้างผลร้ายในระยะยาว เพราะจะทำให้รากฐานไม่เกิด เทียวสร้างเทียวทำลายกันเหมือนเด็กไม่ยอมโต ประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วจึงมักจะยอมอดทนกับคนเพื่อรักษาระบบ
ในขณะที่สังคมด้อยพัฒนาจะมัวแต่ทะเลาะกันว่า คนหรือระบบสำคัญกว่า ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าสำคัญทั้งคู่
คน คือจุดเริ่มต้นและเป็นเป้าหมายของงานนั้นๆ
ระบบ คือสิ่งที่อยู่ระหว่างจุดเริ่มต้นและเป้าหมาย มีเอาไว้กำกับพฤติกรรมของคนให้ดำเนินไปตามแนวทางที่วางไปสู่เป้าหมาย โดยไม่ออกนอกลู่ตามสันดานเดิม
ประชาธิปไตยเกิดจากคน และเพื่อคน แต่ระบบ (หรือระบอบ) ประชาธิปไตยมีเอาไว้เป็นแนวทางเตือนให้คนเป็นประชาธิปไตยตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยเฉพาะเมื่อตัวต้องการและได้รับประโยชน์ หรือไม่เอาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง เพราะเป็นการเอาเปรียบคนที่เราไม่รู้จักเขาหรือเขาไม่รู้จักเรา
ก็ฝากกันไว้ครับว่า อย่ามุ่งมั่นเล่นงานเฉพาะ “คน” และลืมรักษา “ระบบ” ไม่อย่างนั้นจะอธิบายการกระทำของตนเองได้ยาก.
-------------------------------------------------------------------------------
ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : ตอนที่ 33 กฎหมายกับความเป็นจริง

ซีรีส์ยุทธการตอแหลแห่งชาติ : หลังรัฐประหาร
ตอนที่33 : กฎหมายกับความเป็นจริง
โดย : กาหลิบ
พิมพ์ครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2550 (หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน)
********************************************************************************
กฎหมายกับความเป็นจริงมักมีช่องว่างกันเสมอ บางครั้งเป็นช่องว่างขนาดตีความกันไปคนละโลกก็ยังเคย
********************************************************************************
กฏหมายกับความเป็นจริง
พอบทความของ “กาหลิบ” เรื่อง “ผู้ว่า กทม. ไม่ใช่คนกลาง” ลงพิมพ์ในวันจันทร์ที่ ๑๘ ก.ย. ๒๕๔๙ ไม่ถึงอึดใจพระพุทธเจ้า คือในวันเดียวกันนั้นเอง หนังสือตราครุฑจาก กทม. ก็มาถึง ลงนามเรียบร้อยโดย คุณยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการกองปกครองและทะเบียนของ กทม.
ต้องขออนุญาตนำเสนอโดยสรุป เพราะหนังสือราชการของท่านยาวกว่าเนื้อที่ของคอลัมน์นี้มาก
ผ.อ.ยศศักดิ์ฯ ชี้แจงว่า ผู้ว่า กทม. ไม่ได้มีหน้าที่ใดๆ ตามกฎหมายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ตลอดจนสมาชิกสภาเขต ทั้งหมดนี้-เว้นแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต-จัดการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครโดยแท้
การที่บอกว่าท่านผู้ว่า กทม. เป็นผู้จัดการเลือกตั้งนั้นจึงคลาดเคลื่อนจากความจริงตามกฎหมาย จึงขอชี้แจงมา และลงท้ายด้วยความหวังว่า “จะได้รับข้อราชการจากท่านในคราวต่อไป”
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่าน ผ.อ. และข้าราชการตลอดจนลูกจ้างทุกท่านของ กทม. ที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงในกรณีนี้ วิธีอธิบายความของท่านชัดเจน ครอบคลุม และย้ำความเชื่อของผมว่าเจ้าหน้าที่ของ กทม. ท่านมีความรู้และเข้าใจอะไรต่างๆ ดี
ก็ต้องย้ำกันตรงนี้ล่ะครับว่า ผู้ว่า กทม. ไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพพระมหานคร
ย้ำว่า “ตามกฎหมาย” นะครับ จะได้สบายใจกันในหมู่นักกฎหมายที่ชอบอะไรในบ้านเมืองแบบ de jure
แต่ก็นั่นแหละครับ อะไรๆ ในบ้านเมืองนี้มันกลับไม่ค่อยอยู่ที่ข้อกฎหมายเสียด้วยสิ แต่ไปพัวพันกับสิ่งที่เรียกกันว่า de facto คือความเป็นจริงหรือของจริงอยู่เรื่อย
คนที่ถามคำถามตีคู่อยู่เสมอว่า กฎหมายว่าอย่างไร และ ความเป็นจริงว่าอย่างไร ร้อยทั้งร้อยมีประสบการณ์มาแล้วว่ากฎหมายกับความเป็นจริงมักมีช่องว่างกันเสมอ บางครั้งเป็นช่องว่างขนาดตีความกันไปคนละโลกก็ยังเคย
ข้าราชการและลูกจ้างทุกระดับของ กทม. เข้าใจดีกว่าใครเลยครับว่า ช่องว่างที่ว่านี้แหละที่ทำให้ตัวเองอยู่ได้ต่อไป หรือต้องประสบภัยพิบัติในอาชีพข้าราชการและลูกจ้างของตน ถึงขนาดรวมสังขารไม่ติด
ช่องว่างที่ว่านี้เรียกกันว่าอิทธิพล
การใช้อิทธิพลคือการสร้างแรงกดดัน
การสร้างแรงกดดันคือการทำให้รู้สึกว่าถ้าไม่ทำตามผู้มีอิทธิพลแล้ว สุขภาพท่าจะไม่ค่อยดีนัก ทั้งกายและใจ
เมื่อทำแล้วก็ต้องย้อนกลับมาหารือกับนักกฎหมายเก่งๆ ว่าจะทำให้ภาพของผู้รักษากฎหมายอย่างยิ่งยวดคงอยู่ต่อไปได้อย่างไร
เช่น ถ้าหีบเลือกตั้งหายไปจากสายตา ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้งก่อนการนับคะแนน ถ้าการนับคะแนนจริงเกิดขึ้นหลังจากที่หีบเวียนเข้าไปสถานที่ลึกลับในสำนักงานเขตนานพอสมควร ฯลฯ เหล่านี้ก็ต้องมาหาคำอธิบายที่ฟังขึ้นว่ามันจำเป็นจริงๆ อย่างไรที่ต้องทำอย่างนั้น
เรื่องแบบนี้คนบางคนเก่งมาก หรือบางคนเกิดมาเก่งแบบนี้อย่างเดียวก็มี
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายของ กทม. ต้องถือเป็นหลักครับ เป็นหลักไปเรื่อยจนกว่าจะมีใครออกมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นอื่น
ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ กทม. เว้นแต่คน กทม. รู้อะไรดีๆ แล้วอยากจะบอกคนที่เขามีหน้าที่พิสูจน์ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม ฯลฯ
เพราะอัดอั้นตันใจใกล้จะระเบิดอยู่แล้ว.
--------------------------------------------------------------------------------
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)